ว่าด้วยเรื่องของการจ่าย “ซะกาตตุ้ลฟิตรฺ”

283

—-ว่าด้วยเรื่องของการจ่าย “ซะกาตตุ้ลฟิตรฺ”—-
เรียบเรียงโดย มุบาร็อก แดงโกเมน

ซะกาตตุ้ลฟิตรฺ คือสิ่งที่เป็นทรัพย์จำนวนหนึ่ง(ที่เป็นอาหารหลักของชาวเมืองนั้น)ที่จำเป็นต้องจ่ายออกไปอันเนื่องจากการสิ้นสุดการถือศิลอดในเดือนรอมฎอน เพื่อช่วยทำความบริสุทธิ์ให้แก่ผู้ถือศีลอด

• ข้อบังคับ (ฮุกุ่ม) ของซะกาตตุ้ลฟิตรฺ
การจ่ายซะกาตตุ้ลฟิตรฺ ถูกบัญญัติขึ้นในปีที่ 2 หลังจากฮิจญ์เราะฮ์ไปยังนครมะดีนะฮ์ ซึ่งเป็น ปีเดียวกันกับที่การถือศีลอดได้ถูกบัญญัติแก่บรรดามุสลิม ตามมติฉันท์ของอุละมาอ์ถือเป็นฟัรฏู (จำเป็น) แก่ผู้ที่มีความสามารถทั้งผู้ใหญ่ สตรี เด็ก อิสระชน และทาส ถ้าหากว่าไม่กระทำถือว่ามีความผิดบาปแก่ตัวเขารวมทั้งผู้ที่เขาให้การดูแลอยู่ ดังรายงานจากท่านอับดุลลอฮ์ อิบนุอุมัร เราะดิยัลลอฮุอันฮุมา ที่ได้รายงานว่า “ท่านเราะซูล ได้กำหนดการจ่ายซะกาตตุ้ลฟิตรฺ เป็นผลอินทผลัมจำนวน 1 (ศออ์) หรือข้าวบาร์เล่จำนวน 1 (ศออ์) จำเป็นสำหรับมุสลิมทุกคนไม่ว่าจะเป็นทาส อิสระชน บุรุษ สตรี เด็กหรือผู้ใหญ่ และท่านได้สั่งใช้เรื่องดังกล่าวนี้ให้ทุกคนปฎิบัติให้เสร็จสิ้นก่อนที่ผู้คนทั้งหลายจะออกสู่การละหมาด(อีดิ้ลฟิตร)” (บันทึกโดย อิมามบุคอรีย์)

รายงานจากท่าน อิบนุอับบาส เราะดิยัลลอฮุอันฮุ กล่าวว่า “ท่านเราะซูล ได้กำหนดจ่ายซะกาตตุ้ลฟิตรฺ ให้กับผู้ที่ถือศีลอด เพื่อเป็นการชำระคำพูดที่เหลวไหล และหยาบคาย เป็นอาหารให้กับผู้ที่ขัดสน บุคคลใดที่จ่ายซะกาตก่อนละหมาด(อีดิ้ลฟิตร) ถือว่าเป็นซะกาตที่ได้รับการตอบรับ และบุคคลใดที่จ่ายซะกาตหลังละหมาด(อีดิ้ลฟิตร) ถือว่าเป็นการทำซอดาเกาะฮ์อย่างหนึ่ง จากบรรดาซอดาเกาะฮ์ต่างๆ” ( บันทึกโดย อบูดาวูด อิบนุมาญะฮ์ อัลฮากิม)

– มติเอกฉันท์ของปวงปราชญ์ (อิจมาอฺ) ว่าซะกาตตุ้ลฟิตรคือสิ่งที่เป็นฟัรฏู (จำเป็นต้องกระทำหากไม่กระทำถือว่ามีความผิดและมีโทษ)
ท่านอิบนิมุนซิรได้กล่าวว่า “ถือว่าเป็นมติเอกฉันท์จากบรรดาปวงปราชญ์ว่าซะกาตตุ้ลฟิตรคือสิ่งที่จำเป็นต้องปฏิบัติตาม (ฟัรฏู)”

• ฮิกมะฮ์ (ภาคผลที่จะได้รับด้วยเหตุแห่งการจ่ายซะกาตตุ้ลฟิตรฺ)
o จากท่านวะเกี๊ยอฺบุตรของญัรรอฮ์ ในหนังสือมัจมูอฺฟะตาวาของอิมามนะวะวีย์ที่ว่า”ซะกาตตุ้ลฟิตรฺ สำหรับเดือนรอมฏอนนั้น เป็นเหมือนกับสูญูดซะวีย์ในละหมาด เป็นการรักษาสิ่งที่บกพร่องในการถือศีลอด เช่นเดียวกับสุญูดซะวีย์ เป็นการรับกษาสิ่งที่บกพร่องในละหมาด”
o ท่านเราะซูลได้กำหนดจ่ายซะกาตตุ้ลฟิตรฺ ให้กับผู้ที่ถือศีลอดเพื่อเป็นการชำระคำพูดที่เหลวไหล หยาบคายและสิ่งที่ไม่ดีงามต่างๆของผู้ที่ถือศีลอด
o ทำให้ผู้คนได้มีความสุขและเฉลิมฉลองวันอีดได้อย่างเต็มที่(โดยเฉพาะผู้ยากจนและขักสน)โดยที่ไม่ต้องกังวลเรื่องปัจจัยยังชีพ กังวลว่าอาหารที่จะมีทานหรือไม่หลังจากนี้ ดังที่ท่านนบีได้กล่าวว่า “จงทำให้ผู้ที่ยากจนขัดสนร่ำรวยขึ้น (คือมีพอเพียงในปัจจัยยังชีพ)ในวันอีดด้วยสิ่งนี้” บันทึกโดยอิมามบัยฮะกีย์

• บุคคลใดบ้างที่จำเป็นต้องจ่ายซะกาตตุ้ลฟิตรฺ
ซะกาตตุ้ลฟิตรฺ จำเป็น (วาญิบ) แก่มุสลิมทุกคน ไม่ว่าจะเป็นเด็ก หรือผู้ใหญ่ บุรุษและสตรีทั้งที่ถือศีลอดและไม่ได้ถือศีลอดหรือแม้กระทั่งผู้ที่เป็นทาสก็ตาม แต่ผู้ที่จะเป็นผู้จ่ายนั้น เช่น เป็นหัวหน้าครอบครัว โดยจ่ายเพื่อตัวเขา และเพื่อคนที่อยู่ในครอบครัวทุกคน และคนที่เขาต้องรับผิดชอบด้วย เป็นต้น.

*เงื่อนไขในการจ่ายซะกาตตุ้ลฟิตรฺ*
– คนที่วาญิบต้องจ่ายซะกาตตุ้ลฟิตรฺ นั้นต้องมีเงื่อนไขครบ 3 ข้อ ดังนี้
1. เป็นมุสลิม
2. ต้องมีชีวิตอยู่จนถึงตะวันลับขอบฟ้าในวันสุดท้ายของเดือนรอมฏอน
3. มีอาหารหลักเหลือหรือมีทรัพย์จำนวนหนึ่ง(ที่พอหาซื้ออาหารหลักของชาวเมื่องนั้นบริโภค)มีเหลือพอสำหรับตัวเองและคนในครอบครัวที่ตนต้องรับผิดชอบในการบริโภคในช่วง 1วัน 1 คืนของวันอีด

* จำเป็นเหนือผู้ที่มีเงื่อนไขครบสามข้อนี้ ต้องจ่ายซะกาตฟิตเราะฮฺ ให้ตนเองและต้องจ่ายแทนให้ แก่ผู้ที่เขาต้องจ่ายค่าเลี้ยงดูและรับผิดชอบด้วยด้วย อาทิเช่น ภรรยา(ถึงแม้ว่านางจะเป็นคนที่มั่งมีก็ตาม) และลูกๆของเขาหรือพ่อและปู่ เป็นต้น ดังที่มีหลักฐานที่รายงานจากท่านอับดุลลอฮ์ อิบนิ อุมัร เราะดิยัลลอฮุอันฮุมา ดังนี้ว่า:
“ท่านเราะซูล ได้สั่งใช้ให้ทำการจ่ายซะกาตตุ้ลฟิตร ทั้งผู้ที่เป็นเด็ก ผู้ที่เป็นผู้ใหญ่ อิสระชน ทาส และผู้ที่ต้องดูแลคุ้มครอง” (บันทึกโดยอิมามบัยฮะกีย์และอิมามดารุ้ลกุฏนีย์)

* ประเด็นที่ควรทราบเพิ่มเติมในเรื่องนี้
หากเขามีไม่พอที่จะจ่ายให้แก่ทุกคนที่เขาต้องจ่ายค่าเลี้ยงดู ก็ให้เขาจ่ายให้ตัวเองก่อน ถัดไปก็ภรรยาของเขา ถัดไปก็ลูกเล็กๆหรือลูกสาวที่ยังไม่ได้แต่งงานไม่ว่าจะยังเล็กหรือโตเป็นสาวแล้วก็ตาม ถัดไปก็พ่อและแม่ ในกรณีที่ทั้งสองยากจนและเขาต้องเป็นผู้ที่เลี้ยงดูและดูแล หลังจากนั้นก็จ่ายให้แก่ลูกชายที่โตแล้วซึ่งไม่สามารถประกอบอาชีพเองได้หรือยังไม่มีงานทำ ในกรณีดังกล่าวนี้มีความเห็นที่แตกต่างกันของบรรดา อุละมาอฺ ดังนี้…

– มัซฮับฮานาฟีและมัซฮับมาลีกีมีทัศนะความเห็นว่า “บิดาไม่จำเป็นต้องออกซะกาตให้กับบุตรที่บรรลุศาสนภาวะและโตเป็นผู้ใหญ่แล้วที่อาศัยอยู่ด้วยกันและยังไม่มีความสามารถในการแสวงหาปัจจัยยังชีพได้ ทั้งนี้เนื่องจากว่าพ่อนั้นไม่ต้องดูแลพวกเขาแล้วหลังจากที่พวกเขาโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว”

– มัซฮับซาฟิอีและมัซฮับฮะนาบิละฮ์มีทัศนะความเห็นว่า “ถือว่าจำเป็นแก่ผู้เป็นบิดาที่ต้องจ่าย ซะกาตุ้ลฟิตรให้แก่บุตรที่บรรลุศาสนภาวะและโตเป็นผู้ใหญ่แล้วหากว่าเขายังต้องจ่ายค่าเลี้ยงดูให้แก่บุตรของพวกเขาอยู่”

– ส่วนในกรณีบุคคลที่จะจ่ายซะกาตตุ้ลฟิตรด้วยตนเอง ก็ให้ไปบอกกับผู้ปกครอง เช่นพ่อ พ่อบ้านหรือปู่ของตนเองในกรณีที่พ่อเสียชีวิตแล้วว่าเรามีความประสงค์จะจ่ายซะกาตตุ้ลฟิตรเอง เพราะหากว่าจ่ายไปโดยไม่ได้รับอนุญาตจากเขา ถือว่าใช้ไม่ได้

ท่านอิมามนะวาวีย์ได้กล่าวว่า “นักปราชญ์ของเรากล่าวว่า หากคนหนึ่งได้ทำการจ่ายซะกาตตุ้ลฟิตรฺ แทนจากคนอื่นโดยไม่ได้รับอนุญาตจากเขา ถือว่าใช้ไม่ได้โดย (ปวงปราชญ์)ไม่มีการขัดแย้งกันในประเด็นนี้ เพราะซะกาตตุ้ลฟิตรเป็นอิบาดะฮ์ ซึ่งอิบาดะฮ์นั้นจะไม่ตกไปจากสิ่งที่ถูกบังคับใช้โดยการไม่ได้รับอนุญาตจากเขาและหากเขาได้อนุญาตและทำการออกซะกาตแทนก็ถือว่าใช้ได้..” (ดูมัจมูอฺฟะตาวา : เล่ม 6หน้า 136 )

* ไม่จำเป็นต้องจ่ายซะกาตตุ้ลฟิตรฺแทนลูกของตนที่บรรลุศาสนภาวะแล้วและมีความสามารถประกอบอาชีพได้และไม่จำเป็นต้องจ่ายแทนญาติที่ตนไม่จำเป็นต้องจ่ายค่าเลี้ยงดูให้และถ้าจ่ายแทนให้ก็ใช้ไม่ได้ นอกจากจะได้รับอนุญาตหรือได้รับการมอบหมายไว้ ในกรณีที่บุตรมีฐานะร่ำรวยก็ไม่จำเป็นที่จะต้องออกซะกาตให้แก่ภรรยาของพ่อของเขาที่ยากจน เนื่องจากเขาไม่ได้เป็นผู้ที่รับผิดชอบดูแลใดๆ นอกจากนี้ภรรยาสามารถออกซะกาตแทนสามีได้ แต่ด้วยเงื่อนไขว่าสามีต้องมอบหมายให้ภรรยาทำการออกซะกาตแทน และเช่นเดียวกัน บิดาไม่สามารถออกซะกาตให้กับบุตรที่บรรลุศาสนภาวะแล้วนอกจากผู้เป็นบุตรได้ทำการมอบหมายให้บิดาทำการออกซะกาตแทน.

* อนุญาตให้ปู่ทำการออกซะกาตตุ้ลฟิตรฺ ให้แก่หลานได้ เพราะถ้าหากพ่อไม่อยู่การเลี้ยงดูก็ตกอยู่บนปู่ ท่านอิมามนะวาวีย์ กล่าวว่า “สำหรับปู่นั้น จำเป็นสำหรับเขาต้องจ่ายซะกาตฟิตเราะฮ์ของลูกของลูกชายของเขา(คือหลานชาย)ซึ่งผู้เป็นปู่นั้นจำเป็นต้องจ่ายค่าเลี้ยงดูแก่หลาน และด้วยทัศนะนี้ท่านอบูเษารฺได้กล่าวไว้” ( ดูมัจมูอฺฟะตาวา เล่ม 6หน้า 141)

* สำหรับบุคคลที่ลำบาก เขาไม่ต้องจ่ายซะกาตตุ้ลฟิตรฺโดยปราศจากทัศนะใดๆที่ขัดแย้ง ส่วนกรณีผู้ที่มีอาหารเพียงน้อยนิด คือมีแค่อาหารที่เขาเก็บไว้ใช้บริโภคสำหรับคืนก่อนวันอีดและวันอีด เช่นหากมีข้าวสารจำนวนเท่ากับจำนวน 1 ศออ์ขึ้นไปย่อมถือว่าผู้นั้นอยู่ในเกณฑ์ที่สามารถจ่ายได้ แต่หากเขาไม่มีข้าวสารหรืออาหารใดๆเลยในเวลาดังกล่าวนั้นถือว่าเขาคือผู้ลำบากและไม่จำเป็นต้องจ่ายซะกาตในขณะนั้น

* จำเป็นสำหรับผู้ที่มีความสามารถที่จะต้องจ่ายซะกาตให้แก่ผู้ที่เขารับผิดชอบดูแลอยู่ด้วยเช่นทาสที่รับใช้เขาอยู่ สำหรับคนใช้ไม่ว่าเพศหญิงหรือชาย ที่ถูกจ้างวานให้ทำงานโดยมีค่าตอบแทนเป็นรายวัน หรือรายเดือนก็ตาม กรณีนี้นายจ้างไม่จำเป็นต้องรับผิดชอบการจ่ายซะกาต เพราะถือเป็นผู้มีอาชีพรับจ้างซึ่งต้องรับผิดชอบตัวเอง แต่หากนายจ้างใจบุญประสงค์จะจ่ายซะกาตแทนให้ ก็กระทำได้แต่จำเป็นต้องบอกกล่าวให้ลูกจ้างรับทราบด้วย (อัดดีนุ้ลคอลิศ 8/196)

* บรรดาอุละมาอ์ส่วนใหญ่ถือว่า หากบุคคลใดมีอาหารหรือข้าวสารไม่ครบนิศอบ(คือ 1 ศออ์ขึ้นไป)ก็ไม่จำเป็นต้องจ่ายซะกาตตุ้ลฟิตรฺ ในที่นี้รวมถึงทารกที่ยังอยู่ในครรภ์มารดาก็ไม่ต้องจ่าย แต่หากผู้ปกครองสมัครใจจะจ่ายให้ย่อมถือเป็นที่ส่งเสริมให้สามารถกระทำได้เนื่องจากปรากฏว่ามีกระทำของท่านอุษมาน บิน อัฟฟาน เราะดิยัลลอฮุอันฮุ

** อาหารที่สามารถที่จะทำการจ่ายซะกาตตุ้ลฟิตรฺ ได้และปริมาณที่จะต้องจ่ายออกไป **
• อาหารที่สามารถที่จะทำการจ่ายซะกาตตุ้ลฟิตรฺ ได้แก่ ข้าวสาลี อินทผาลัมแห้ง ข้าวบาร์เล่ แป้งข้าวจ้าว ลูกเกต เนยแข็งหรืออาหารที่ผู้คนในท้องถิ่นนั้นๆใช้รับประทานกันเป็นอาหารหลัก เช่น ข้าวสารหรือข้าวเหนียวชนิดต่างๆ เป็นต้น ดังรายงานของท่านอบีสอีดอัลคุดรีย์ เราะดิยัลลอฮุอันฮุ ที่เล่าว่า “พวกเราเคยจ่ายในสมัยท่านรอซูลุลลอฮ์ จำนวนหนึ่งศออ์จากอาหารหลัก หรือหนึ่งศออ์จากอินทผาลัมแห้ง หรือหนึ่งศออ์จากข้าวบาร์เล่ หรือหนึ่งศออ์จากลูกเกด” (บันทึกโดยอิมามบุคอรีย์และมุสลิม)

• ปริมาณที่ต้องจ่ายซะกาตตุ้ลฟิตรฺ
อัตราของซะกาตตุ้ลฟิตรฺ คือ 1 ศออ์จากชนิดอาหารหลักที่ใช้บริโภคในเมืองหรือพื้นที่นั้นๆจำนวน1ศออ์ ซึ่งเท่ากับ 4 มุด (หรือ 4 กอบมือคนขนาดปานกลาง) นักวิชาการบางท่านให้ทัศนะว่าเท่ากับ 2.8 กิโลกรัม และบางท่านก็เทียบเท่ากับ 3 กิโลกรัม (แต่ไม่สมควรต่ำกว่า 2.7 กิโลกรัม)
** วิธีการและเวลาที่จะทำการจ่ายซะกาตตุ้ลฟิตรฺ **

• วิธีการจ่ายซะกาตตุ้ลฟิตรฺ
นักวิชาการส่วนใหญ่มีความเห็นพ้องกันว่า การจ่ายซะกาตตุ้ลฟิตรฺด้วยกับตนเองซึ่งเป็นสิ่งที่ดีที่สุด เพราะจะได้เจอพี่น้องมุสลิมที่ลำบาก ได้ขอดุอาให้กันและกัน หรือไม่เช่นนั้นในกรณีที่เราไม่รู้ว่าบ้านไหนยากจนก็สามารถมอบหมายให้อิมามทำการแจกจ่ายซะกาตแทนได้ให้กับผู้ที่มีสิทธิ์ในการรับซะกาต เมื่อจะทำการออกซะกาตก็ตั้งเจตนาให้กับคนที่เราจะออกซะกาตหรือได้รับมอบหมายให้ออกซะกาตให้ เช่นตั้งเจตนาให้ภรรยาหรือลูก เป็นต้น ท่านอิมามนะวาวีย์ ได้กล่าวว่า“บรรดาปราชญ์ของเรามีความเห็นพร้องว่า ที่ดีที่สุดคือ ให้เขาทำการแจกจ่ายซะกาตตุ้ลฟิตรฺด้วยตัวของเขาเองดังที่อิมามชาฟิอีย์ได้กล่าวกล่าวเอาไว้ และหากเขาได้มอบซะกาตไปยังอิมามหรือเจ้าหน้าที่เก็บซะกาตหรือผู้ที่ซะกาตตุ้ลฟิตรฺของผู้คนทั้งหลายได้เก็บรวบรวมไว้ที่เขา และเจ้าของซะกาตได้อนุญาตให้เขาทำการออกซะกาตฟิตเราะฮ์ ก็ถือว่าใช้ได้แก่เขาแล้ว แต่ทว่าการที่เขาได้แจกจ่ายซะกาตด้วยตัวเองย่อมดีที่สุด” (ดู มัจมูอฺฟะตาวา เล่ม 6หน้า 138)

* เงื่อนไขของการจ่ายซะกาตตุ้ลฟิตรฺก็คือต้องตั้งเจตนาขณะที่จ่าย –ปวงปราชญ์ส่วนใหญ่เห็นว่า ต้องจ่ายให้แก่ผู้ที่ยากจนขัดสนเท่านั้นตามตัวบทของฮะดีษ อีกบางส่วนเห็นว่าจ่ายให้แก่บุคคล 8 ประเภทที่มีสิทธิ์รับซะกาตได้ – ไม่อนุญาตจ่ายให้แก่ผู้ที่ไม่ไช่มุสลิม – ไม่อนุญาตที่จะจ่ายให้แก่ผู้ที่อยู่ภายใต้การดูแลของเรา เช่น ภรรยา ลูก พ่อแม่ เป็นต้น
* สมควรที่จะจ่ายให้แก่ญาติใกล้ชิดที่มีความยากจนขัดสนก่อนที่จะจ่ายให้แก่ผู้อื่น จ่ายให้แก่คนดีๆที่มีความเคร่งตรัดในศาสนา

• เวลาและสถานที่ใดที่จะทำการจ่ายซะกาตตุ้ลฟิตรฺ
ถือว่าเป็นมติเอกฉันท์ของปวงปราชญ์ที่เห็นว่าเวลาที่ดีที่สุดในการออกซะกาตตุ้ลฟิตรฺ คือเช้าวันอีดก่อนการละหมาด โดยอาศัยฮะดีษที่รายงานโดยท่านอิบนิอุมัรที่กล่าวมาแล้วข้างต้น แต่มีความเห็นแตกต่างเล็กน้อยว่าอนุญาตใหทำการจ่ายได้ตั้งแต่เมื่อใด ดังนี้..

– ซะกาตตุ้ลฟิตรฺให้ทำการจ่ายในช่วงเวลาก่อนการละหมาดอีด สำหรับปราชญ์ของมัซฮับมาลิกี และมัซฮับฮัมบาลีอนุญาติให้จ่ายล่วงหน้าก่อนวันอีดสัก 2-3 วัน ดังรายงานของท่านอิบนิอุมัร ที่ได้เล่าว่า :“พวกเขานั้นได้ทำการจ่ายซะกาตตุ้ลฟิตรฺก่อนวันอีด วันถึงสองวัน” (บันทึกโดยอิมามบุคอรีย์)
– ส่วนปราชญ์ในมัซฮับชาฟิอีมีทัศนะว่าสามารถจ่ายได้ตั้งแต่เริ่มเข้าเดือนรอมฏอน แต่ที่ดีที่สุดควรจ่ายก่อนการละหมาด หากจ่ายซะกาตฟิตเราะห์หลังจากที่อิมามตักบีรร่อตุ๊ลเอียะรอมในละหมาดอีดนั้น จะไม่ถือว่าเป็นการจ่ายซะกาตฟิตเราะห์ จะเป็นเพียงแค่การการบริจาคทาน(ซอดาเกาะห์) เท่านั้น

• สถานที่ที่ดีที่สุดที่จะทำการจ่ายซะกาตตุ้ลฟิตรฺ คือเมืองที่เขานั้นอาศัยอยู่ แต่ในกรณีที่เมืองนั้นไม่มีผู้ที่เดือดร้อนและไม่ต้องการซะกาตก็สามารถเคลื่อนย้ายซะกาตไปยังเมืองอื่นๆได้

• สามารถจ่ายซะกาตตุ้ลฟิตรฺ ด้วยเงินแทนอาหารได้หรือไม่…?
*ทัศนะแรกเห็นว่า * ในเรื่องดังกล่าวนี้บรรดาปวงปราชญ์ส่วนใหญ่เห็นว่า ไม่อนุญาติให้จ่ายเป็นอย่างอื่นนอกจากอาหาร เช่นท่านอิมามชาฟิอี ท่านอิมามมาลีกี ท่านอิมามอะฮ์หมัด อิบนิฮัมบัล ที่ว่าจำเป็นต้องออกอาหารหนักที่นิยมกันเป็นส่วนใหญ่ในประเทศนั้น ท่านอิมามอิบนุกุดามะฮฺกล่าวไว้ในหนังสือ “อัล-มุฆนีย์” ของท่านว่า “หากผู้ใดสามารถจ่ายเป็นผลอิมทผลัม ผลองุ่นแห้ง ข้าวสาลี ข้าวบาเล่ย์หรือเนยแข็งได้ แต่ใช้สิ่งอื่นแทน การกระทำเช่นนั้นย่อมไม่เป็นที่อนุญาต” ท่านกล่าวเสริมอีกว่า “สำหรับเราแล้วคือ ตามแบบอย่างที่ท่านนบีได้กำหนดเป็นซะกาตตุ้ลฟิตรฺ ด้วยชนิด(อาหาร)ที่เฉพาะเจาะจง โดยไม่อาจทดแทนเป็นสิ่งอื่นได้ รวมทั้งการออกเป็นราคาอาหารก็เช่นกัน เพราะการที่เอ่ยถึงชนิดอาหาร หลังจากกล่าวถึงบทบัญญัติ เท่ากับเป็นการอธิบายได้อย่างดีถึงสิ่งที่พึงปฏิบัติ” ทัศนะนี้ยังเป็นทัศนะที่เห็นพ้องของนักวิชาการร่วมสมัยส่วนใหญ่ เช่น เชคบินบาซ เชคอุซัยมีน เป็นต้น
* ทัศนะที่สองเห็นว่า * ในประเด็นนี้นั้นท่านซุฟยานอัซเซารีย์ ท่านอุมัรบินอับดุลอะซีร อิมามอบูฮะนีฟะฮ์ อนุญาตให้จ่ายเป็นเงินแทนการจ่ายเป็นอาหารได้ โดยท่านให้เหตุผลว่า เป้าหมายนั้นคือการช่วยบรรเทาทุกข์แก่คนยากจน การจ่ายเงินให้ตรงนี้นั้นก็เป็นการช่วยบรรเทาทุกข์เช่นกัน ฉะนั้นจึงอนุญาตให้จ่ายเงินทดแทนการจ่ายเป็นอาหารได้ ในเรื่องนี้นั้นท่านอิมามอิบนิตัยมียะฮ์ก็มีความเห็นเช่นเดียวกับท่านอิมามอบูฮะนีฟะฮ์ โดยท่านเห็นว่ามันเป็นสิ่งที่เป็นประโยชน์แก่คนยากจนจริงๆ ในหนังสือ อัลมัจมูอญ์ฟะตาวาของท่าน ท่านได้กล่าวว่า : ส่วนการจ่ายเป็นเงินแทนนั้นสำหรับผู้ที่มีเดือดร้อนจริงๆ หรือเล็งเห็นถึงประโยชน์ที่จะได้รับ หรือในด้านความเป็นธรรม ก็ถือว่ากระทำได้.
** สำหรับทัศนะที่ดีและเป็นที่ยึดถือของบรรดาปราชญ์และนักวิชาการส่วนใหญ่นั้นในเรื่องนี้คือ ไม่อนุญาตให้จ่ายเป็นอย่างอื่นนอกจากอาหารตามแบบอย่างที่ท่านนบีได้กำหนดเป็นซะกาตตุ้ลฟิตรฺ ด้วยชนิดของอาหารที่เฉพาะเจาะจง และเป็นการปฏิบัติของบรรดาซอฮาบะฮ์และชาวสลัฟส่วนใหญ่.

• บุคคลผู้มีสิทธิได้รับซะกาตตุ้ลฟิตรฺ
นักวิชาการส่วนใหญ่มีความเห็นพ้องกันว่าซะกาตตุ้ลฟิตรฺนั้นให้จ่ายแก่บุคคลแปดประเภทที่มีสิทธิ์รับซะกาตตามปรากฏหลักฐานในอัลกุรอาน แต่ให้เจาะจงที่คนยากจนขัดสนเป็นอันดับแรกก่อน ตามนัยยะของตัวบทฮะดีษ ขณะที่ปราชญ์ในมัซฮับมาลีกีและมัซฮับฮัมบาลีเห็นว่า การแจกจ่ายซะกาตตุ้ลฟิตรฺเจาะจงเฉพาะบุคคลที่ยากจนและขัดสนเท่านั้น เพราะตามนัยยะของตัวบทฮะดีษนั้นได้กล่าวถึงคนยากจนอย่างเดียว
ท่านอิมามอิบนิตัยมียะฮ์ก็มีความเห็นว่า “ไม่อนุญาตที่จะจ่ายซะกาตตุ้ลฟิตรฺ นอกจากว่าบุคคลนั้นมีสิทธิ์ในการได้รับกัฟฟาเราะฮ์ (คนยากจน) และตัวของเขานั้นมีความเดือดร้อน โดยไม่ใช่ญาติใกล้ชิด และบุคคลที่หัวใจเขาเอนเอียงมาสู่อิสลาม และไม่ใช่บุคคลประเภทอื่น” (อัลอิคติยารอต หน้า 102) ซึ่งท่าน อิมามอัชเขากานีย์ (ดู อัซซัยลิ้ลญัรรอร เล่ม 2 หน้า 86-87) และท่านอิมามอิบนิก็อยยิม ก็เห็นด้วยกับทัศนะนี้ คือ จากแนวทางของท่านนบีนั้นซะกาตตุ้ลฟิตรฺถูกเจาะจงให้แก่คนยากจนและขัดสน.

• ข้อควรทราบ สำหรับผู้ไม่มีสิทธิ์ในซะกาต *
– ทาส หรือทาสีนั้นไม่มีสิทธิ์ในซะกาต เนื่องเขาอยู่ภายใต้การดูแลและรับผิดชอบของผู้เป็นนายอยู่แล้ว และสภาพของตัวเขาเองก็มิอาจถือครองทรัพย์สินใดๆได้ด้วย
– บุคคลในตระกูลบนูฮาชิม หรือบนูอัล-มุฏเฏาะลิบไม่มีสิทธิ์ในซะกาต
– บุคคลซึ่งอยู่ภายใต้เลี้ยงดูหรือให้การดูแลทั้งค่าใช้จ่ายหรือที่อยู่อาศัยของผู้จ่ายซะกาตนั้นไม่มีสิทธิ์ในซะกาต เช่น ภรรยา ลูก พ่อ แม่ หรือบุคคลที่เขารับผิดชอบดูแลอยู่ เป็นต้น
– ผู้ที่ไม่ใช่มุสลิมนั้นไม่มีสิทธิ์ในซะกาตตุ้ลฟิตรฺ

• การนำซะกาตไปขายแล้วนำเงินมาแจกจ่ายให้แก่ผู้ยากไร้ ใช้สร้างมัสยิด หอพักหรือจ่ายค่าตอบแทนกระทำได้หรือไม่…?
– ในกรณีนี้ปวงปราชญ์ส่วนใหญ่เห็นว่าไม่อนุญาตให้อิมามหรือเจ้าหน้าที่เก็บรวบรวมซะกาตทำการขายซะกาตนอกจากมีอุปสรรคจำเป็นเท่านั้น เช่น ทรัพย์สินซะกาตจะเสียหายหรือต้องเสียค่าใช้จ่ายในการขนส่งจำนวนมาก เป็นต้น
ท่านอิมามนะวาวีย์ได้กล่าวในประเด็นนี้ว่า: “บรรดาปวงปราชญ์ของเรากล่าวว่า ไม่อนุญาตให้อิมามและเจ้าหน้าที่ทำการขายสิ่งใดจากทรัพย์สินซะกาตโดยไม่มีความจำเป็น แต่ให้เขาทำการส่งมอบซะกาตให้ถึงบรรดาผู้มีสิทธิ์ได้รับ เพราะผู้มีสิทธิ์ได้รับซะกาตนั้นเป็นผู้ที่คิดไตร่ตรองเองได้แล้วว่าจะทำอย่างไรกับซะกาต ดังนั้นจึงไม่อนุญาตให้ขายทรัพย์สินของ(ซะกาต)ของพวกเขาโดยที่พวกเขาไม่ได้อนุญาต…” (ดู อัลมัจมูอฺอะลาชัรฮฺอัลมุฮัซซับ 6/178) และได้กล่าวในทำนองเดียวกันนี้ ดูในหนังสือ “อัลเมาซูอะฮ์ อัลฟิกฮียะฮ์ อัลกุวัยตียะฮ์ เล่ม 29หน้า 231”

—————– วัลลอฮุอะอฺลัม —————