อิควานฯ ในซาอุฯ(ตอนที่หก……)

95
อิควานฯ ในซาอุฯ(ตอนที่หก……)
+++++++++++++++++++++++

#ก่อนสงครามอ่าวฯ

รัฐบาลซาอุฯ มิได้ให้ความสนใจหรือระแคะระคายว่าขบวนการอิควานฯ ในประเทศจะมีบทบาทหรือท่าทีอะไรเกี่ยวกับการเมืองหรือมีอันตรายใดๆ ต่ออำนาจการปกครอง โดยภาพรวมอาจมองคนที่มีแนวคิดสนับสนุนขบวนการนี้ว่าเป็นกระแสทางความตื่นตัวทางศาสนาเท่านั้น

เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาในด้านปกครองจึงอะลุ้มอล่วยกับนักวิชาการหลายๆ คน ที่ออกมาพูดกระทบการบริหารงานหรือนโยบายต่างประเทศ ใครที่เกินเลยมากเกินไป ก็มีการจับกุมและปล่อยตัวในที่สุด คล้ายกับรัฐบาลไทยในยุคปัจจุบันที่เรียกตัวนักเคลื่อนไหวทางการเมืองไปปรับทัศนคติแล้วก็ปล่อยตัวออกมา ยกเว้นบุคคลที่กระทำผิดกฏหมายอย่างชัดเจนว่าไปตามกฏหมายบ้านเมือ

#อีรัคบุคยึดคูเวต ( 2 สิงหาคม ค.ศ. 1990)

ช่วงนั้นราชวงศ์ของคูเวตรวมถึงประชาขนบางส่วนได้หนีภัยไปอยู่ประเทศซาอุฯ หลังจากประเทศกลุ่มอ่าวฯ ได้ปรึกษาหารือกันก็ลงมติว่าอีรัคต้องถอนตัวออกไปจากคูเวตโดยไม่มีเงื่อนไขและถือว่าการบุคยึดคูเวตเป็นการละเมิดอธิปไตยของคูเวตและเป็นการรุกราณที่ยอมรับไม่ได้ ฝ่ายอีรัคมิได้ตอบรับข้อเรียกร้องด้งกล่าวแต่อย่างใด อีกทั้งยังเสริมกำลังพลเข้าไปอีกมากมาย

สหประชาชาติจัดประชุมเร่งด่วนขึ้นหลายครั้งและลงมติประณามการรุกราณดังกล่าวพร้อมเรียกร้องให้อีรัคคืนดินแดนให้คนคูเวตโดยไม่มีเงื่อนไข แต่อีรัคก็ยังดื้อและตอบโต้ด้วยความก้าวร้าว

ผู้เสียผลประโยชน์โดยตรงต่อการรุกราณของอีรัคคงหนีไม่พ้นคนคูเวตเองไม่ว่าจะเป็นราชวงศ์หรือประชาชน ซาอุฯเอง ก็เกิดความหวั่นเกรงว่าอิรัคจะไม่หยุดอยู่เพียงแค่ยึดครองคูเวตแต่อาจจะบุคยึดครองประเทศตนด้วยก็ได้ ส่วนประเทศกลุ่มอ่าวอื่นๆ ต้องบอกว่าไม่ใช่คู่ต่อสู้กับอิรัคแน่นอนเพราะเป็นเพียงรัฐเล็กๆ

ทางฝ่ายตะวันตกก็ได้รับผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้เพราะบริษัทน้ำมันของตนที่เข้าไปดำเนินการลักษณะร่วมทุนกับรัฐบาลคูเวตมีจำนวนไม่น้อยและได้รับความเดือดร้อน

ดังนั้นเมื่ออีรัคดื้อและไม่ยอมปฏิบัติตามมติใดๆ ของประชาคมโลก มันจึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องใช้กำลังทหารขับไล่ ปัญหาคือใครจะเป็นผู้ไล่

ปรากฏว่าผู้ที่เป็นหัวหน้าในการขับไล่ก็ไม่ใช่ใครอื่น เขาคือสหรัฐอเมริการ่วมกับกองกำลังของกลุ่มประเทศอ่าวฯ นำทีมโดยซาอุฯ

ทางการซาอุฯ ส่งคำถามไปยังคณะกรรมการถาวรเพื่อการวิจัยและตอบปัญหาศาสนาของตนเรื่องการอาศัยกองกำลังต่างชาติที่มิใช่มุสลิมมาขับไล่อีรัคซึ่งประชนส่วนใหญ่เป็นมุสลิม การขับไล่ก็คือการทำสงครามนั่นเอง ปรากฏว่าคณะกรรมการดังกล่าวซึ่งนำทีมโดยเชคบินบาซ ให้คำตอบว่าสามารถกระทำได้โดยอ้างอิงเหตุการณ์จากประวัติศาสตร์ในยุคของท่านนบี ศ้อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม

เมื่อคำฟัตวานี้ปรากฏแก่สาธารณะ ปรากฏว่ามีการคัดค้านจากบุคคลหลายกลุ่มหนึ่งในนั้นคือกลุ่มขบวนการอิควานฯ สากลและนักวิชาการซาอุฯเองที่โน้มเอียงไปทางแนวคิดแบบอิควาน บรรดากลุ่มที่คัดค้านก็คือกลุ่มที่ได้ชื่อว่าเป็นกลุ่มกระแสตื่นตัวในประเทศซาอุฯ “ตัยยารุศเศาะห์วะห์” ซึ่งมีการวิพากษ์วิจาร์ฟัตวาดังกล่าวลักษณะตรงไมตรงมาบ้างหรือแบบอ้อมๆ บ้าง

ผู้ที่ตอบโต้ฟัตวาดังกล่าวอย่างรุนแรงและเปิดเผยส่วนใหญ่แล้วจะอยู่นอกประเทศซาอุฯ และส่วนใหญ่อีกเหมือนกันก็มาจากกลุ่มขบวนการอิควานฯ หรืออย่างน้อยก็เคยเป็นสมาชิกของกลุ่มนี้มาก่อน อีกส่วนหนึ่งก็มาจากกลุ่มคนซาอุฯ ที่ต่อต้านราชวงศ์และหลี้ภัยการเมืองไปอยู่ต่างประเทศ

#การปรากฏของวีรบุรุษ

มีบุคคลท่านหนึ่งซึ่งเป็นอาจารย์สอนอยู่ในมหาวิทยาลัย อัลอิสลามียะห์ ณ เมืองมะดีนะห์ อัลมุเนาวะเราะห์ ท่านชื่อ “มุฮัมหมัด อะมาน อัลญามี” ออกมาปกป้องคำฟัตวาดังกล่าวและตอบโต้บรรดาผู้ที่วิพากษ์วิจารณ์ด้วยการเขียนการพูดในทุกวาระและโอกาส

โดยท่านได้ชี้แจงว่าเหตุผลลึกๆ ของคนที่ออกมาวิพากษ์วิจารณ์นี้ ล้วนมาจากคำสอนผิดๆ จากผู้นำจิตวิญญาณของกลุ่มอิควานฯ ซึ่งส่วนใหญ่จะปรากฏในบันทึกช่วยจำของ “ฮะซัน อัลบันนา” (1) และตำราของ “ซัยยิด กุฏุบ” (2)

นอกเหนือจะเกิดสงครามอ่าวครั้งแรกแล้ว ยังเกิดสงครามทางวิชาการอีกด้วย คือจากลุ่มที่สนับสนุนคำฟัตวาและค้านคำฟัตวานั้น

ผู้ใดก็ตามที่สนับสนุนข้อเขียนหรือจุดยืนของเชค “มุฮัมหมัด อะมาน อัลญามี” (3) ก็จะได้รับการขนานนามว่าพวก “ญามียะห์”

ท่านพยายามชี้ให้เห็นความผิดต่างๆ ที่ปรากฏในตำราที่กลุ่มอิควานฯ ถือว่าเป็นเสมือนธรรมนูญของกลุ่มซึ่งเขียนโดย “ฮะซัน อัลบันนา” และ “ซัยยิด กุฏุบ” ไม่ว่าจะในด้านหลักความเชื่อ การปฏิบัติต่อผู้รู้ ต่อประเทศชาติ และต่อมุสลิมโดยรวม โดยสรุปคือตำราเหล่านั้นมิได้ดำเนินตามแนวทางของบรรพชนที่ดีในยุคต้นๆ ที่เรียกว่า “สะละฟุซซอและห์” เช่น การกระด้างกระเดื่องต่อผู้ปกครอง การวิพากษ์วิจารณ์ผู้ปกครองในที่สาธรณะ การใช้หลัก “แสวงจุดร่วมสงวนจุดต่าง” ซึ่งเป็นเหตุให้กลุ่มเหล่านี้ให้ความร่วมมือกับทุกๆ กลุ่มแม้จะมีความเชื่อ(อะกีดะห์) ที่แตกต่างกัน หรือมีจุดยืนในเรื่องศาสนาที่แตกต่างกันเรื่องการล้มล้างผู้ปกครองหรือเชื่อฟังผู้ปกครอง

การนำเสนอของท่านเป็นไปในลักษณะนำเสนอตัวบทหลักการที่อ้างอิงได้ พิสูจน์ได้ และตรวจสอบได้จากตัวบทของอัลกุรอ่าน อัซซนุนนะห์ และแนวปฏิบัติของชนรุ่นแรก รวมถึงคำฟัตวาต่างๆ ของปราชญ์ในยุคนั้น เมื่อกลุ่มดังกล่าวมิอาจจะโต้กลับได้ด้วยวิชาการ พวกนั้นจึงหันไปวิพากษ์สัญชาติท่าน กล่าวหาท่านว่าเป็นผู้รู้แสวงหาความใกล้ชิดกับผู้มีอำนาจ แสวงประโยชน์ส่วนตน ทรยศต่ออุดมการณ์และประชาชนชาวมุสลิมโดยรวม คือตอบโต้ไม่ได้จึงหันไปใช้วิธีการกล่าวหาให้ร้าย

ต่อมาก็ปรากฏมีนักวิชาการท่านหนึ่งชื่อว่า “ร่อเบียอ์ อิบนุ ฮาดี อัลมัดคอลี่” ท่านจบปริญญาเอกทางด้านฮะดีษและเป็นหัวหน้าภาควิชาฮะดีษ ณ มหาวิทยาลัย อัลอิสลามียะห์ แห่งอัลมะดีนะห์อัลมุเนาวะเราห์ ซึ่งปัจจุบันเกษียรแล้วแต่ก็ยังมีชีวิตอยู่ อายุ ณ ขณะนี้น่าจะแปดสิบกว่าปีเห็นจะได้(4)

ท่านได้นำหนังสือของ “ซัยยิด กุฏุบ” มาวิพากษ์วิจารณ์แบบเชิงวิชาการคือมีการนำข้อความที่ปรากฏในหนังสือเหล่านั้นมา แล้ววิจารณ์ด้วยหลักการศาสนา เช่น เรื่องการใช้หลัก “แสวงจุดร่วมสงวนจุดต่าง” ในเรื่องศาสนาและความเชื่อ เรื่อง”แนวคิดปฏิวัติล้มล้างผู้ปกครอง” เรื่อง”ตัดสินมุสลิมทั่วๆไปว่าเป็นกาเฟร(ผู้ปฏิเสธศรัทธา)” เรื่อง”วิจารณ์ศ่อฮาบะห์ในเชิงลบ” เรื่อง”วิจารณ์นบีบางท่านในเชิงลบ เรื่องการเพิ่มประเภทการตั้งภาคีโดยแยกเป็นเอกเทศจากชิรก์ทั่วไปเป็น “ชิรกุลฮากิมียะห์”

บรรดาผู้สังกัดกลุ่มขบวนการอิควานฯ หรือมีแนวคิดแบบอิควานที่ไม่สามารถจะตอบโต้ท่านได้ในเชิงวิขาการ จึงหันไปใช้วิธีการกล่าวหา ให้ร้าย และสร้างกระแสเกลียดชังโดยตั้งฉายาให้ผู้ที่เห็นด้วยกับเชคร่อเบี๊ยะอ์ว่าเป็นพวก “มัดค่อลียะห์”

ช่วงนั้นรัฐบาลซาอุฯ ก็ยังมองว่าข้อขัดแย้งเหล่านี้ น่าจะมาจากความเห็นและทัศนะในทางศาสาที่แตกต่างกัน จึงมิได้ให้ความสำคัญเท่าใดนัก จะมีการจำกุมคุมขังก็แต่เฉพาะผู้ที่เปิดเผยตัวโจมตีรัฐตรงๆ เท่านั้น แต่ก็เป็นการจับกุมลักษณะปรับทัศนคติมากว่าเพราะหลายคนไม่นานก็ถูกปล่อยตัวเป็นอิสระ

บ่อยครั้งเราเห็นนักวิชาการบ้านเราจำนวนหนึ่งนำเรื่องการจับกุมคุมขั้นนั้นมาดราม่า ด่าซาอุฯ วิจารณ์ซาอุฯ ในทางลบว่าทำร้ายและจับกุมคุมขังนักวิชาการศาสนา

ชาวบ้านที่ไม่รู้ที่ไปที่มาก็พาลเกลียดประเทศซาอุฯ ตามไปด้วย ที่แท้นักวิชาการเหล่านั้นก็คือผู้ที่ได้รับอิทธิพลจากแนวคิดแบบขบวนการอิควานฯ ที่ชอบจะวิพากษ์วิจารณ์ผู้ปกครองแบบสาธรณะ และพูดจาทำนองให้ประชาชนกระด้างกระเดื่องต่อรัฐนั่นเอง

ตอนต่อไปจะนำเสนอรายชื่อแกนนำ “กระแสตื่นตัวในซาอุฯ” ว่ามีใครและมีหลักฐานอะไรยืนยันว่าคนเหล่านั้นสังกัดขบวนการอิควานฯ และปัจจุบันนี้ยังมีชีวิตอยู่ โปรดติดตามครับ