อิควานฯในซาอุฯ(ตอนที่แปด……..)

108
อิควานฯในซาอุฯ(ตอนที่แปด……..)
***********************************

เป็นที่ทราบโดยทั่วไปว่า ประเทศซาอุฯ ถูกคนกล่าวหาเป็นประเทศ “วะฮะบี” ในสายตาคนทั่วไปที่บริโภคข่าวแบบอคติ ก็จะมองคำว่า “วะฮะบี” เสมือน “ผีร้าย-ซาตาน-คณะใหม่-รุนแรง-บ้าคลั่ง” เพราะกระแสการกล่าวร้ายมีมาจากหลายทิศหลายทางและจากหลายกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็น

1-จากพวกตะวันตก เพราะประโยชน์ที่พวกนี้จะได้ต้องหดหายไปมหาศาล ประโยชน์อะไรหรือ ก็สินค้าประเภทของมึนเมาหรือมอมเมา แฟชั่น และอะไรอีกมากมายที่ผิดหลักการศาสนา (ที่กล่าวนี้ไม่นับที่มีการลักลอบกระทำกันนะครับ)

2-จากชีอะห์ เพราะทางการห้ามกิจกรรมหลายอย่างที่เขาเห็นว่ามันผิดหลักการศาสนา เช่นการสร้างสิ่งปลูกสร้างไว้ในสุสาน จัดงานเฉลิมฉลองให้กับสุสานคนสำคัญๆ การเดินขบวน(จะเพื่อประสงค์ใดก็แล้วแต่)ในเทศกาลฮัจญ์ จนเป็นเหตุให้สัมพันธ์ทางการทูตระหว่างซาอุฯและอีหร่านต้องขาดสะบั้นลง

3-กลุ่มอะชาอิเราะห์ กลุ่มนี้ถูกจำกัดสิทธิ์หลายๆ ด้าน เช่น หากเป็นครูบาอาจารย์ก็ห้ามแตะต้องเรื่องอะกีดะห์ ให้สอนได้ในหมวดวิชาอื่นๆ แต่ห้ามยุ้งกับเรื่องหลักความเชื่อศรัทธา ห้ามมิให้มีบทบาทในทางการชี้นำเรื่องศาสนา ห้ามตั้งโต๊ะสอนในสองมัสยิด(มักกะห์และมะดีนะห์)

4-กลุ่มศูฟีย์ กลุ่มนี้ก็ถูกจำกัดสิทธิ์เช่นกันไม่ต่างจากกลุ่มอะชาอิเราะห์ ห้ามตั้งสำนักอย่างเป็นทางการ ห้ามการจัดเมาลิดนบีฯ และห้ามจำหน่ายจ่ายแจกตำราที่รัฐเห็นว่าผิดต่อหลักการศาสนา เดิมในมักกะห์มีคนกลุ่มนี้อาศัยอยู่เยอะครับ

5-กลุ่มอิควานสากล ที่ระบุว่าสากลก็เพราะเราได้เรียนให้ทราบไปแล้วว่าในส่วนปัจเจกชนนั้นซาอุฯ รับเข้ามาเพื่อเป็นครูบาอาจารย์ก็ไม่น้อย แต่มาในลักษณ์บุคคลไม่ใช่สังกัดองค์กรแม่

6-พวกหัวสมัยใหม่จากประชาชนขาวซาอุฯ เอง พวกนี้ถูกนักวิชการให้สมญานามว่ากระแส “ตัฆรีบ” คือพยายามเปลี่ยนประเทศให้เหมือนกับตะวันตก เรียกร้องเสรีประชาธิปไตย เรียกร้องการมีส่วนในการปกครอง เป็นต้น หลายคนต้องหนีไปอยู่ต่างประเทศ

7-กลุ่มประเทศใกล้เคียงอีกหลายๆ ประเทศ เพราะแต่ละประเทศก็มีทิศทางๆ ศาสนาและการเมืองที่แตกต่างกัน อียิปต์เป็นแบบประชาธิปไตยแบบสาธารณรัฐ (อันนี้โดยภาพรวมเพราะมีทหารมาแทรกเป็นช่วงๆ)

เยเมนก็คล้ายๆ กัน ส่วนคูเวตแบบนครรัฐ มีเจ้าเป็นผู้นำสูงสุด แต่ก็ผ่อนปรนโดยมีการเลือกตั้ง สมาชิกสภาผู้แทน มีรัฐบาลมาจากการเลือกตั้ง

อิมาเรตก็แบบนครรัฐเช่นกัน แต่ก็เปิดประเทศรับเอาทุกวัฒนธรรมเข้าสู่ประเทศ กาตาร์ก็ไม่ต่างเรื่องปกครองแบบนครรัฐ เพียงแต่ให้การสนับสนุนกลุ่มที่ซาอุฯ เห็นว่าเป็นภัยต่อรัฐของตนและต่อสถาบันศาสนาแบบซาอุฯ

ส่วนโอมานก็คล้ายๆ กันเพียงแต่คนโอมานส่วนใหญ่ยึดแนว “อิบาฎียะห์ الاباضية” ซึ่งต่างกันมากกับแนวที่คนซาอุฯ รวมถึงเจ้าผู้ปกครองยึดถือ

หากมองจากมุมนี้ ซาอุฯค่อนข้างจะอยู่อย่างโดดเดี่ยวทั้งทางการเมืองและทางศาสนา จึงไม่แปลกที่กระแสการต่อต้าน การให้ร้าย ป้ายสี สร้างภาพให้เกลียดชัง จึงพุ่งเป้าไปที่ซาอุฯ และที่เห็นว่าได้ผลดีมากๆ ก็คือกล่าวหาแนวทางที่ซาอุฯยึดถืออยู่นั่นก็คือ “วะฮะบี” แล้วก็ป้ายสีให้คำว่า “วะฮะบี” น่าเกลีดน่ากลัว

#วะฮะบีคือใคร ???

คือคำที่ใช้อ้างย้อนกลับไปถึงผู้รู้ท่านหนึ่งที่ชื่อว่า มุฮัมหมัด อิบนุ อับดุลวะฮาบ ท่านถือกำเนิดในปี ค.ศ 1703 และตายในปี ค.ศ 1791 (1) หลักจากที่ท่านศึกษาจนมีความรู้พอควรแล้วท่านจึงเรียกร้องไปสู่

1-การเว้น เลิก และหยุดพฤติกรรมอันเป็น “ชิรก์” ทุกประเภท กล่าวคือตามประวัติแล้วในยุคนั้นครบสมุทรอาหรับเต็มไปด้วยเส้นไหว้หลุมศพ ขอพรต่อหลุมศพ ด้วยอ้างเอาว่าเป็นหลุมศพของคนดีมีความรู้ นอกเหนือจากนั้นยังมีการหลงใหลในเรื่องไสยศาสตร์ มนต์ดำ และอะไรต่อมิอะไร มีการสร้างสิ่งปลูกสร้างถาวรขึ้นไว้เหนือหลุมศพเหล่านั้น วันดีคือดีก็จะมีคนมาบนบานสานกล่าว จุดทูปจุดเทียนขอโน่นขอนี่ บางแห่งก็ยึดต้นไม้ใหญ่เป็นของศักดิ์สิทธิ์ ท่านจึงเรียกร้องให้เลิกสิ่งต่างๆ เหล่านี้เสีย สิ่งที่ท่านเรียกร้องนี้มีทั้งคนรับและคนต้าน

2-ลด ละ เลิกอุตริกรรมต่างๆ ที่เกี่ยวกับศาสนา คือที่ไม่ใช่ทางโลกเพราะท่านมิได้ห้ามเรื่องวิทยาการใหม่ๆ และต่อต้านสิ่งที่เห็นว่าเป็นอตริกรรมทุกประเภท รวมไปถึงต่อต้านแนวคิดความเชื่อที่เกิดขึ้นหลังยุคสามร้อยปีแรกของอิสลาม
3-ให้ยึดแนวทางแบบอย่างบรรพชนที่ดีของประชาชาติมุสลิมที่เรียกว่า “สะละฟุศซอและห์”

4-ให้เกียรติและยกย่องปราชญ์ แต่ไม่ให้ยึดติดท่านใดท่านหนึ่งเป็นการเฉพาะ หากท่านเหล่านั้นขัดแย้งกันก็ให้กลับไปดูว่าท่านใดมีตัวบทหลักฐานที่ชัดเจนแข็งแรงกว่า ก็ให้ตามท่านนั้น ส่วนใหญ่ท่านเองก็ตามวินิจฉัยของอิหม่ามอะห์หมัดเป็นส่วนใหญ่ มิได้มี “มัซฮับ” เป็นของตัวเองแต่อย่างใดทั้งสิ้น

5-เน้นเรื่องการให้เอกภาพต่ออัลลอฮ์ และไม่ตีความพระนามและคุณลักษณะของอัลลอฮ์ตามอารมณ์ความเชื่อของคนในยุคหลังๆ (หลักจากสามร้อยปีแรก)

6-ให้เกียรติและยกย่องศ่อฮาบะห์ ไม่ก้าวล่วงไปวิพากษ์วิจารณ์ท่านหนึ่งท่านใดไปทางลบ

7-ไม่กระด้างกระเดื่องหรือลุกขึ้นมาล้มล้างผู้ปกครองด้วยอาวุธ ไม่วิพากษ์วิจารณ์คนเหล่านั้นในที่สาธารณะ ขอดุอาอ์ให้พวกเขาอยู่ในศีลในธรรม (2)

ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้เป็นการย่อความให้กระชับและสั้นที่สุดเท่าที่จะทำได้นะครับ และคงไม่ต้องอ้างมากมายเพราะเป็นที่ทราบโดยทั่วไปอยู่แล้ว

ใครที่เชื่อย่างนี้มีจุดยืนแบบนี้ ผู้คนส่วนใหญ่ก็มักจะเรียกว่า “วะฮะบี” ซึ่งก็คืออ้างถึงท่านนั่นเอง เพราะพ่อท่านชื่อว่า “อับดุลวะฮาบ” อาหรับเอาพ่อเป็นนามสกุลครับ

การเรียกร้องนี้ค้านหรือส่วนทางกับกระแสนิยมในยุคของท่าน ดังนั้นบรรดาพวกที่ไม่เห็นด้วยหรือเห็นต่างจึงรุมเล่นงานท่านและกล่าวหาท่านต่างๆ นาๆ ที่ชี้แจงมายาวหน่อยก็เพื่อจะปูพื้นไปสู่ความแตกต่างระหว่างอิควานฯในซาอุฯ กับอิควานในประเทศอื่นๆ ครับ ตอนต่อไปจะเปรียบให้เห็นความแตกต่างดังกล่าวระหว่างแนวทางเรียกร้องของมุฮัมหมัด อิบนุ อับดุลวะฮาบ กับแนวเรียกร้องแบบอิควานครับ

#อ้างอิง

1) https://ar.wikipedia.org/wiki/محمد_بن_عبد_الوهاب
2) ترجمة الإمام الشيخ : محمد بن عبد الوهّاب موقع الجمعية العلمية السعودية للسنة وعلومها