อิควานฯ ในซาอุฯ (ตอนที่สิบ)

151
อิควานฯ ในซาอุฯ (ตอนที่สิบ)
******************************

#สรุปที่กล่าวมาแล้วทั้งเก้าตอน

1) ผู้ก่อตั้งองค์กรสนใจที่จะขยายแนวคิดของตนไปสู่ประชาชนชาวซาอุฯ ตั้งแต่เริ่มก่อตั้งขบวนการ

2) โอกาสเอื้ออำนวยมากๆ เพราะกษัตริย์อับดุลอะซี๊ซ ต้องการพัฒนาประเทศไปสู่ความทันสมัยในทุกๆ ด้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการศึกษาในแบบสมัยใหม่

3) บุคลากรของขบวนการอิควานฯ จึงสบโอกาสในการขยายแนวคิดของตนเข้าไปยังประเทศซาอุฯ ในนามของครู อาจารย์ และนักพัฒนา

4) ต่อมาในยุคของกษัตริย์ไฟซ้อล ความสัมพันธ์ระหว่างซาอุฯ กับอียิปต์ไม่ค่อยสู้จะดี กษัตริย์ไฟซ้อลผู้ซึ่งมีความเคร่งครัดในศาสนาเห็นว่าประธานาธิบดีดีอียิปต์ในยุคนั้นจับกุมคุมขังและกดดันนักเคลื่อนไหวเพื่ออิสลาม(ตามอ้าง) ก็ให้รู้สึกเห็นอกเห็นใจคนเหล่านั้น จึงรับเอามาเลี้ยงดูไว้ โดยในเบื้องต้นไม่ระแคะระคายว่าแท้จริงแล้วขบวนการนี้คือนักเคลื่อนไหวที่มีแนวคิดทางการเมืองแฝงอยู่ หาใช่นักเคลื่อนไหวเพื่อการเผยแพร่ศาสนาอย่างเดียวไม่

5) บรรดาบุคลากรของขบวนการได้วางรากฐานการศึกษาให้กับประเทศซาอุฯ และได้มีตำแหน่งแห่งหนที่สำคัญๆ ในด้านการศึกษา ตัวอย่างเช่น “มันนาอ์ อัลก๊อฏฏอน” เป็นต้น

6) โดยธรรมชาติของแนวทางอิควานฯแล้ว พวกเขามีความยืดหยุ่นสูง สามรถปรับตัวเองให้เข้ากับสภาพสังคมท้องถิ่นได้ ดังนั้นขบวนอิควานฯ ในซาอุฯ จึงไม่จำเป็นต้องมีผู้นำที่ชัดเจน องค์กรที่ชัดเจน หรือสำนักงานที่ชัดเจนเหมือนในประเทศอื่นๆ ทั้งนี้เพราะทางการซาอุฯ ไม่ว่ายุคใดสมัยใดไม่อนุญาตให้กระทำเช่นนั้น

7) ระยะเวลาฝังตัวของบุคลากรของขบวนการาฯ และระยะฝักตัวของแนวคิดแบบอิควานฯ ในประเทศซาอุฯ เนิ่นนานมาหลายทศวรรษ ดังนั้นจึงไม่แปลกที่แนวคิดนี้จะหยังรากลึกลงไปในจิตใจของคนซาอุฯ รุ่นใหม่บางส่วน ยิ่งไปกว่านั้นยังมีแนวคิดประสมประสานระหว่างแนวทางแบบซาอุฯ(สะละฟี่)ให้เข้ากับแนวคิดแบบอิควานจนกลายมาเป็นกระแส “อัสสุรูรียะห์” หรือที่เรียกว่ากระแสการตื่นตัวในประเทศซาอุฯ

8) ทางการซาอุฯในอดีต มองขบวนการนี้เป็นแค่ผู้เคลื่อนไหวเพื่อการเผยแพร่สาสนาอิสลาม แม้อาจจะมีแนวทางทางการเมืองอยู่บ้างแต่ไม่คิดว่าจะมีอันตรายใดต่อการปกครอง จึงค่อนข้างละเลยคนเหล่านี้ จนสมาชิกของคนกลุ่มนี้แทรกซึมเข้าไปในทุกวงการและเข้ายึดครองด้านการศึกษาไว้เบ็ดเสร็จ

9) ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสงครามขับไล่ซ๊อดดาม อุซเซน ออกจากคูเวต ข้อพิพาทระหว่างซาอุฯ กับอีหร่าน เรื่องระว่างซาอุฯกับบินลาเดน เรื่องของฮามาส เรื่องของการเดินขบวนประในซาอุฯ เอง หรือการประท้วงใหญ่ในบาห์เรน การก่อขบถของอูษี่(ฮูตี่) ในเยเมน การเดินขบวนขับไล่ผู้นำในประเทศอียิปต์ การชนะการเลือกตั้งปธาณาธิดีของ “มุรซี” และการยึดอำนาจของทหารนำโดยนายพลคนหนึ่งที่ชื่อว่า “ซีซี่” การประท้างที่ “รอบิอะห์อัดวียวียะห์” เพื่อขับไล่ผู้นำทหารที่ขึ้นมายึดอำนาจากฝ่ายอิควานฯ รวมถึงการสนับบทบาทและท่าที่ของตุรกีในทุกมิติ

บรรดาผู้สังกัดหรือโน้มเอียงไปทางขบวนการอิควานฯ ไม่ว่าจะเป็นชาวซาอุฯเอง หรือที่ไม่ใช่ชาวซาอุฯ ล้วนก๊มีจุดยืนต่างไปจากรัฐบาลซาอุฯ จุดเมื่อเกิดวิกฤตความสัมพันธ์ระหว่างซาอุฯ และกาตาร์ ปรากฏว่าจุดยืนของคนเหล่านั้นก็สนับสนุนกาตาร์จนออกหน้าออกตา รัฐบาลซาอุฯ จึงทำการตรวจสอบนักเคลื่อนไหวคนสำคัญๆ ในประเทศตน ปรากฏว่าพบหลักฐานมากมายว่านักเคลื่อนไหวเหล่านั้นได้รับการสนับสนุนจากการกาตาร์

10) ต่อมาทางการได้ประกาศรายชื่อนักเคลื่อนไหวเหล่านั้นและระบุว่าสนับสนุนการก่อการร้ายและประกาศให้ขบวนการอิควานฯ เป็นผู้ก่อการร้ายและผิดกฏหมายในประเทศซาอุฯ ทางการยังได้สั่งให้มีกวาดล้างตำรับตำราของขบวนกานี้ให้หมดไปจากประเทศซาอุฯ รวมถึงมีคำสั่งให้ชำระหลักสูตรการศึกษาเสี่ยใหม่โดยให้ล้างแนวคิดแบบขบวนการอิควานฯ ให้หมดไปจากหลักสูตรการศึกษาพื้นฐานในทุกระดับชั้น นี่คือจุดสิ้นสุดของความสัมพันธ์ระหว่างซาอุฯกับขบวนการอิควานฯ ในยุคปัจจุบัน

#ข้อสังเกต
กว่าจะรู้ว่าเป็นพิษเป็นภัยก็ล่วงเลยมาหลายทศวรรษ เคลื่อนข่ายโยงใยลึกซึ้งในสถาบันการศึกษา ข้าราชการระดับกลางและระดับ ล่างไม่มีใครสามารถแยกแยะได้เลยว่ามีใครนิยมหรือสนับสนุนแนวคิดแบบอิควานบ้างหรือไม่ นี่ยังไม่รวมนักการทูตของซาอุฯ หรือตัวแทนทางด้านศาสนาที่ส่งไปยังไประเทศต่างๆ ไม่หลักประกันใดๆ ว่าคนเหล่านั้นมิได้นิยมในแนวคิดแบบอิควานฯ

ดังที่กล่าวแล้วว่าผู้ที่นิยมในแนวคิดนี้มีความยืดหยุ่นสูง สามารถปรับตัวเองให้เขากับสถาณการณ์ ได้ตลอดเวลา ดังนั้นจึงเป็นเรื่องยากที่แยกแยะได้ว่าใครคือ “เขา” คนนั้น

ก่อนหน้านั้นมาเนิ่นนาน นักวิชาการซาอุฯ ส่วนหนึ่งได้ส่งสัญญาณว่านักเคลื่อนไหวหลายคนที่มีชื่อเสียงในซาอุฯ มีแนวคิดแบบอิควานฯ และได้ทำการเขียนบทความ ตำรา และบรรยายตอบโต้บทบาทและท่าที่ของคนเหล่านั้นมาโดยตลอด แต่ก็เป็นการทำลักษณะปัจเจกชน

ส่วนรัฐเองก็มองว่าเป็นแค่เพียงข้อพิพาทในเชิงวิชาการเท่านั้นจึงไม่ค่อยได้ให้ความสำคัญ จวบจนกระทั้งเกิดเหตุการณ์ “อาหรับสปริง” ทางการเพิ่งจะรู้ซึ้งว่าแท้ที่จริงแล้วหาใช่แค่ข้อพิพาททางวิชาการเท่านั้นไม่ หากแต่มันคืออันตรายต่อการปกครองของตนอีกด้วย จึงได้มีประกาศอย่างเป็นทางการว่าว่าขบวนการนี้คือ

“ขบวนการก่อการร้าย”