กุรบ่านกับปมปัญหาสังคม (ตอนที่สาม)

112

กุรบ่านกับปมปัญหาสังคม (ตอนที่สาม)
********************************
ในกรณีที่เกิดการซื้อขายเลย(عقد البيع) ณ ขณะตกลงกันระหว่างผู้ขายกุรบ่านและผู้ซื้อกุรบ่าน การซื้อขายดังกล่าวจะเรียกว่าเป็นการซื้อขายล่วงหน้า “บัยอุซซะลัม” ได้หรือไม่

หากท่านใดได้ติดตามอ่านเรื่อง “โต๊ะจีน” ก็คงพอจะนึกออกเรื่องการซื้อขายล่วงหน้า เพราะผมได้เขียนไปบางพอสังเขป

การซื้อขายล่วงหน้าคือการที่ผู้ขายยังมิได้มีสินค้าใดๆ ส่งมอบให้ผู้ซื้อ ณ ขณะตกลงซื้อขายกัน แต่สัญญาว่าจะส่งมอบให้ในวันเวลาที่กำหนดไว้ในอนาคต ศาสนาผ่อนปรนให้ซื้อขายลักษณะดังกล่าวได้เพราะเห็นแก่ความจำเป็นในบางกรณี

โดยมีเงื่อนไขว่ามีแนวโน้มสามารถจะส่งมอบได้ในวันเวลาที่กำหนด มีความชัดเจนในตัวสินค้า เวลาส่งมอบ และต้องส่งมอบราคาสินค้าให้กับผู้ขายทันที ณ ขณะตกลงทำสัญญาซื้อขายกัน เรียกว่า “มัจลิซุลอักด์”

หากพิจาณาการซื้อขายกุรบ่านที่ทำกันโดยทั่วไปในกรณีที่เป็นการซื้อขายทันที เราไม่อาจเรียกการซื้อขายนั้นว่าเป็นการซื้อขายลักษณะซะลัมได้ด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้

๑.ผู้ซื้อไม่ทราบคุณสมบัติโดยละเอียดของสินค้าเลย ยกเว้นประเภทและจำนวนเท่านั้น เช่น ประเภทวัว จำนวนหนึ่งส่วนหรือหนึ่งตัว เป็นต้น

๒.คุณสมบัติที่จำเป็นของสินค้าซึ่งสงผลต่อราคาสินค้า เช่น อ้วนผอม เล็กใหญ่ หรือพันธุไหน ผู้ซื้อไม่ทราบอะไรเลย เพราะผู้ขายมิได้บอกสิ่งเหล่านี้แก่ผู้ซื้อ ดังนั้นจึงไม่สามารถเรียกได้ว่าเป็นการซื้อขายลักณะ “บัยอุซซะลัม” หรือการซื้อขายล่วหน้าได้

๓.การส่งมอบราคาสินค้าก็มีความแตกต่างเช่น บางคนอาจส่งมอบเลย แต่อีกหลายๆ คนก็อาจนำมาให้ในวันเชือด ซึ่งผิดหลักการซื้อขายล่วงหน้าตามที่กล่าวแล้ว

๔.การซื้อขายล่วงหน้ามี่ความเป็นพิเศษอีกประการหนึ่งคือ สิทธิ์ของผู้ซื้อที่จะบอกเลิกสัญญาซื้อขาย หากสินค้าไม่เป็นไปตามที่ระบุคุณสมบัติโดยละเอียดไว้ ผู้ขายต้องยินยอมคืนเงินให้แก่ผู้ซื้อ ในกรณีของกุรบ่านแม้จะไม่พอใจในวันที่เห็นสินค้าเพราะวัวตัวเล็กเกินกว่าราคาที่ซื้อ ผู้ซื้อก็มิอาจเปลี่ยนใจได้เพราะเป็นวัวกุรบ่านต้องถูกเชือดในวันเวลาที่จำกัด ซึ่งไม่สามารถประวิงเวลาเกินกว่าที่ศาสนากำหนดได้

จากข้อเท็จจริงที่กล่าวแล้วข้างต้น จึงไม่สามารถเรียกการซื้อขายกุรบ่านในกรณีที่ซื้อขายทันทีที่ประกาศขายส่วน ว่าเป็นการขายลักษณะ “ซะลัม” ตามที่ศาสนาอนุญาต และหากดึงดันจะเรียกเช่นนั้น ก็ถือว่าเป็นการซื้อขายลักษณะซะลัมที่โมฆะตามกฏเกณฑ์ของซะลัม

#ประเด็นหลักต่อมาคือ จองส่วนเพื่อซื้อกุรบ่าน
ประเด็นนี้ผู้ให้จองจะเป็นใครไปไม่ได้ยกเว้นผู้ขายหรือไม่ก็ตัวแทนผู้ขาย แต่การจองมิใช่การซื้อขาย เพราะการซื้อขายคือสัญญาที่ผูดมัด การจองเป็นแค่เพียงสัญญาว่าจะซื้อจะขายเท่านั้น ไม่มีผลผูกมัดใดๆ ในทางนิติอิสลาม หากจะเป็นความผิดก็เป็นความผิดในด้านจริยธรรมเท่านั้น หากใครผิดสัญญาก็บาป แต่ไม่สามารถบังคับคดีได้

การจองอาจมีมัดจำหรือไม่ก็ได้ หากมีมัดจำและผิดคำมั่นว่าจะซื้อ ผู้ขายอาจริบมัดนั้นเสียก็ได้ตามวินิจฉัยของอิหม่ามอะห์หมัด แต่ปวงปราชญ์ส่วนใหญ่เห็นว่าห้ามริบมัดจำนั้น ซึ่งก็เป็นข้อขัดแย้งที่ปราชญ์ในอดีตถกเถียงกัน โดยส่วนตัวผมเลือกข้อวินิจฉัยของอิหม่ามอะห์หมัดเพราะฮะดีษที่ห้ามเรื่องนี้มีสถานะที่อ่อนหลักฐาน

แม้ว่าจะเป็นการจองส่วน แต่ก็ต้องระบุคุณสมบัติของสินค้าให้ชัดเจนเช่นกัน เพราะการจองเพื่อซื้อสิ่งที่ไม่ทราบคุณสมบัติโดยละเอียดวิญญูชนโดยทั่วไปไม่กระทำกันแน่นอน

ดังที่กล่าวแล้วว่าหากเป็นการจองเพื่อซื้อสินค้า ก็ต้องตั้งคำถามว่าแล้วเมื่อใดจึงจะเกิดสัญญาซื้อขาย คำตอบคงหนีไม่พ้นที่จะต้องกล่าวว่าเมื่อเห็นสินค้าและพอใจในสินค้านั้นแล้วจึงส่งมอบราคาสินค้าให้กับผู้ขาย หากเป็นการมัดจำไว้ก่อนก็จ่ายส่วนที่เหลือ และหากมิได้มัดจำไว้ก็ต้องจ่ายเต็มจำนวน

ในกรณีนี้ผู้จัดการกุรบ่านก็คือพ่อค้า ไม่ใช่ตัวแทนของผู้ซื้อแน่นอน ข้อตกลงเป็นลักษณะสัญญาซื้อขายโดยมีผู้จัดการกุรบ่านเป็นผู้ขายหรือเป็นตัวแทนของผู้ขาย และผู้จองกุรบ่านเป็นผู้ซื้อ ในทางปฏิบัติผู้ขายคงไม่ปล่อยให้ผู้ซื้อจ่าย ณ วันส่งมอบสินค้าแน่นอนเพราะมีความเสี่ยงสูง และหากเก็ปเงินก่อนเห็นสินค้าก็เท่ากับเกิดข้อตกลงซื้อขายลักษณะล่วงหน้าที่ขาดเงื่อนไขหลักๆ ไป คือการแจ้งคุณสมบัติของสินค้าโดยละเอียด รวมถึงต้องส่งมอบราคาสินค้าให้กับผู้ขายทั้งหมด ณ ขณะตกลงซื้อขายกัน สุดก็หนีไม่พ้นธุรกรรมโมฆะนั่นเอง

ดังนั้นการใช้คำว่า “จอง” จึงเป็นแค่การเลี่ยงที่จะกล่าวว่าเป็นการซื้อขายโดยทันที เพราะการซื้อขายจากการจอง มิได้เกิดขึ้นจริงในวันที่เห็นสินค้าและพอใจในสินค้านั้น ส่วนใหญ่แล้วจะเก็บเงินก่อนเห็นสินค้าทั้งสิ้น

#ประเด็นต่อไปคือ “มอบหมายให้ซื้อกุรบ่าน” โปรดติดตามอ่านนะครับ

อิสฮาก พงษ์มณี