กุรบ่านกับปมปัญหาสังคม (ตอนที่ห้า)

205

กุรบ่านกับปมปัญหาสังคม (ตอนที่ห้า)
*************************************

#ตั้งราคาแน่นอนไว้ล่วงหน้า

ประเด็นนี้ดูผิวเผินไม่น่าจะมีปัญหาอะไร แต่ถ้าวิเคราะห์เชิงเหตุผลแล้ว ผู้รับมอบหมายจะลำบากมาก ที่ว่าลำบากก็เพราะว่าต้องหาสินค้าในราคาดังกล่าวให้ได้ ซึ่งในทางปฏิบัติเป็นไปได้ยากมาก และหากสินค้าที่เป็นสัตว์สี่เท้าที่จำนวนมากขึ้น แต่ราคายังคงถูกกำหนดไว้ตายตัวเท่าๆ กัน พูดตรงๆ คือทำไม่ได้ครับ

ลักษณะนี้เป็นไปไม่ได้เลยในทางปฏิบัติที่สามารถจะหาสัตว์ที่มีราคาเท่ากัน เพราะสัตว์โดยธรรมชาติแล้วต้องแตกต่างกันโดยรูปประพันสันฐาน ฉะนั้นการกำหนดราคาล่วงหน้าแน่นอน ทั้งๆ ที่สินค้ามีความแตกต่าง ฝ่ายที่น่าจะเดือดร้อนคือผู้รับมอบหมาย

แต่น่าแปลกใจมากคือ ผู้เดือดร้อนซึ่งก็คือผู้ได้รับมอบหมาย กลายเป็นผู้กำหนดราคาให้แน่นอนเสียเอง พูดตรงไปตรงมาก็คือกำหนดให้ตัวเองลำบาก ที่ว่าลำบากก็เพราะว่าต้องหาสินค้าให้ได้ในราคาที่กำหนด หรือหากจะเหลื่อมล้ำบ้างก็ต้องให้น้อยที่สุด

ภาระหน้าที่ของผู้รับมอบหมายคือทำด้วย “อะมานะห์” ตามที่ได้รับมอบหมาย ดูแลทรัพย์ของผู้มอบหมายดุจทรัพย์ของตน ดังนั้นการกำหนดราคาล่วงหน้าแน่นอนตายตัว จึงเป็นการสร้างความลำบากแก่ตนโดยแท้

แต่การกำหนดราคาล่วงหน้าก็มีมุมดีแก่ผู้รับมอบหมายอยู่ไม่น้อย หากผู้รับมอบหมายมีส่วนได้ส่วนเสียกับราคาสินค้านั้นๆ เช่น เก็บเงินราคาส่วนที่เท่าๆ กัน เมื่อนำเงินไปซื้อวัว แน่นอนราคาวัวย่อมไม่เท่ากันทุกตัว ส่วนใหญ่จะซื้อในราคาที่เท่ากับหรือน้อยกว่า หากซื้อในราคาที่แพงกว่าจากที่เก็บมา รับรองไม่มีใครทำแน่นอนเพาะจะเข้าเนื้อผู้รับมอบหมายเอง

ดังนั้นแม้ผู้รับมอบหมาย (วะกี้ล) จะเดือดร้อนลำบาก แต่ก็ยังทำกันในลักษณะดังกล่าวแสดงว่าต้องมีเงื่อนงำแน่นอน เงื่อนงำที่ว่าคือส่วนต่างของราคาที่กำหนดไว้ล่วงหน้าตายตัว แต่ซื้อลักษณะแปรผันไม่ตายตัว เป็นไปได้สองลักษณะคือเท่ากับหรือน้อยกว่า

ยิ่งปริมาณตัวมากขึ้นเท่าใด เพดานส่วนต่างก็จะสูงขึ้นตามนั้น ดังนั้นหากมีการเน้นที่ปริมาณตัวไม่เน้นคุณภาพและน้ำหนักของสัตว์ ยิ่งตอกย้ำข้อเท็จจริงที่ว่า “ต้องการส่วนต่าง” แน่นอน

#ส่วนต่างของราคาเป็นกรรมสิทธ์ของใคร

โดยหลักการแล้ว ตอบได้ทันทีว่าเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้มอบหมาย ซึ่งถ้ายึดหลักการก็ต้องคืนให้กับผู้มอบหมายเหมือนกรณีที่ท่านอุรวะห์คืนเงินหนึ่งดีนาร์ให้กับท่านร่อซูลุลลอฮ์ ศ้อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม (ใครงงก็ให้ย้อนไปอ่านตอนก่อนหน้านี้)

แต่ในทางปฏิบัติ ส่วนใหญ่ได้มีการตั้งเงื่อนไขไว้ล่วงหน้าว่าหากมีส่วนต่างจากการซื้อวัว พูดเข้าใจง่ายๆ คือหากผู้รับมอบหมายไปซื้อวัวได้ต่ำกว่าราคาที่กำหนด ก็ให้ผู้มอบหมายยกเงินทั้งหมดให้เขาไม่ว่าจะเหลือเท่าใดก็ตาม

ส่วนใหญ่มักจะอ้างว่าเอาเข้ากองกลางบ้าง ขึ้นองค์กรบ้าง ขึ้นมัสยิด หรือไม่ก็สถานศึกษา เรียกว่ามีเป้าหมายเพื่อการกุศลทั้งหมด จะขึ้นจริงขึ้นเท็จผมไม่ทราบ ใครต้องการข้อเท็จจริงก็ลองไปขอตรวจบัญชีดูก็จะรู้เอง

#การตั้งเงื่อนไขลักษณะนี้ถูกต้องหรือไม่ (เงินส่วนต่างจากการซื้อ มอบให้ผู้รับมอบหมาย)
หากมองอย่างผิวเผิน ก็คงตอบว่าไม่ผิดแต่อย่างใด เพราะเป็นการยินยอมของผู้มอบหมายเอง เพียงแต่ผู้มอบหมายมิใช่ผู้ตั้งเงื่อนไข หากแต่เป็นผู้รับมอบหมายที่อาสาจะจัดการเงินก้อนนี้เอง

แต่ถ้ามองให้ลึกแล้ว มันไม่ใช่ความพึงพอใจ แต่มันคือความจำใจต่างหาก เพราะเงื่อนไขนี้ต่อรองไม่ได้ หากใครไม่ยอมเขาก็ไม่ให้ซื้อส่วนแน่นอน

ฉะนั้นผู้ที่อยากทำกุรบ่านก็จำใจรับเงื่อนไขนั้น พิสูจน์ง่ายๆ คือกล้าประกาศกันหรือไม่ว่าหากใครจะเอาเงินส่วนเกินคืนก็ให้มารับได้ เพราะบางตัวมีส่วนต่างเป็นหมื่นๆ บาท และถ้าหลายๆ ตัว ท่านคิดว่าเป็นจำนวนเงินเท่าใด

อาจมีคนโต้แย้งว่า คนส่วนใหญ่เขาเต็มใจทั้งนั้น ผมก็ขอตอบว่าผมมิได้พูดถึงคนที่เต็มใจนะครับ ผมกำลังพูดถึงคนที่จำใจ กรุณาอย่าเข้าใจผิด หากจำใจเงื่อนไขดังกล่าวก็มิชอบด้วยหลักการครับ เพราะข้อตกลงทุกอย่างต้องยืนอยู่บนความพอใจของทั้งสองฝ่าย ไม่ใช่จำใจ ขืนใจ หรือบังคับใจ

#ค่าใช่จ่ายเอามาจากไหน
การจัดการวัวแต่ละตัวมีค่าใช่จ่ายครับ ผู้รับมอบหมายไม่ยอมควักกระเป๋าแน่นอน เพราะหนึ่งเหนื่อย ลำบาก เสียเวลา แต่ต้องมาควักเงินจ่ายค่าจัดการขนวัว เลี้ยงวัว ทำวัว แต่ละตัวมีค่าใช่จ่ายไม่ต่ำกว่าห้าร้อยบาทเป็นทุน

ถามว่าค่าใช่จ่ายเหล่านี้เอามาจากไหน คำตอบคงหนีไม่พ้นว่าจากเงินส่วนต่างของการซื้อวัว คือเก็บมาสูงแต่ซื้อต่ำกว่าราคาที่เก็บมา นั่นแปลว่าวัวเต็มราคาไม่มีตั้งแต่ต้นครับ ที่บอกว่ากุรบ่านส่วนละ 4500 อย่าได้เข้าใจว่านั่นคือกุรบ่านทั้งหมดนะครับ นั่นหมายถึงค่าบริการ ค่าจ้าง และค่าเสียเวลารวมอยู่ในนั้นเบ็จเสร็จครับ

ตามหลักการแล้ว ห้ามมิให้นำส่วนใดของกุรบ่านไปเป็นค่าจ้าง ท่านนบี ศ้อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ห้ามมิให้เอาหนังเป็นค่าจ้างแก่คนเชือด สิ่งนี้ทุกคนทราบดีไม่จำเป็นต้องอ้างอิงอะไร นั่นแสดงว่าหากเจตนาให้เป็นกุรบ่านทั้งหมดแล้วห้ามตัดเอาส่วนใดไปเป็นค่าจ้างหรือค่าบริการ

#ถามว่าแล้วจะเอาค่าดำเนินการมาจากไหน
คำตอบคือ ต้องแยกต่างหากครับ ระบุแยกให้ชัดเจนว่าเป็นค่าจ้างเท่าใด เช่น ค่าขนส่ง ค่าเลียงดู ค่าเชืด หรือค่าแจก เพราะไม่สามารถจะนำส่วนของกุรบ่านไปเป็นค่าจ้างใด้ หลักฐานมีดังนี้

عَنْ عَلِيِّ بْنِ أَبِي طَالِبٍ رضي الله عنه قال : أَمَرَنِي النبي صلى الله عليه وسلم أَنْ أَقُومَ عَلَى بُدْنِهِ , وَأَنْ أَتَصَدَّقَ بِلَحْمِهَا وَجُلُودِهَا وَأَجِلَّتِهَا , وَأَنْ لا أُعْطِيَ الْجَزَّارَ مِنْهَا شَيْئًا . وقال : نحن نُعطيه مِن عِندنا
رواه مسلم
รายงานจากท่านอลี อิบนุ อบีฏอเล็บ ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุ กล่าวว่า ท่านนบี ศ้อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัมก ใช้ฉันให้จัดการอูฐของท่าน (ทำอุฏฮียะห์) คือให้นำเนื้อ หนัง และผ้าคลุมมันไปบริจาค และห้ามมิให้เอาส่วนใดจาก (อุฏฮียะห์) ให้คนเชือดทำเนื้อ ท่านกล่าวต่อไปว่า แต่เราจะให้เขาจากเรา (เป็นค่าจ้าง ไม่ใช่จากกุรบ่าน) บันทึกโดยมุสลิม

นี่ก็อีกเรื่องหนึ่งที่ต้องพิจารณา เพราะหากไม่แยกให้ชัดเจนก็กลายเป็นว่าเอาเงินกุรบ่านไปจ่ายเป็นค่าจ้าง ค่าขน ค่าบริการ หรือค่าแจก หากใครเห็นว่าได้ก็รับไปนะครับ

#ประเด็นสุดท้ายของต้อนที่ห้าคือ

ความสัมพันธ์ระหว่างการกำหนดราคาและการกำหนดกิโลกรัมที่จะให้แก่เจ้าของส่วน หากใครวิเคาะห์ให้ละเอียดแล้วจะเห็นมีความสัมพันธ์กันลึกซึ้ง

1- หากคืนเนื้อให้เจ้าของส่วนเต็มส่วนตามที่ทำกุรบ่าน ปัญหาใหญ่จะเกิดขึ้นทันทีและผู้คนจะวิ่งหนีกันหมด เพราะวัวแต่ละตัวราคาต่างกัน เมื่อราคาต่างกันเนื้อก็ย่อมต่างกัน คนทำกุรบ่านแต่ละคนก็จะได้เนื้อไม่เท่ากันในขณะที่จ่ายไปเท่าๆ กัน ท่านผู้อ่านลองนึกดูว่าวัวตัวเล็กจะได้เนื้อเท่าตัวใหญ่อย่างนั้นหรือ นี้แหละคือปัญหาใหญ่ ดังนั้นการแก้โจทก์ตรงนี้ ผู้รับมอบหมายจึงคิดวิธีการอันแยบยลขึ้นมาคือกำหนดคืนส่วนกุรบ่านให้แก่ผู้มอบหมายเป็นเท่านั้นกิโลและเท่านี้กิโล

2- ไม่ว่าจะเงินส่วนเกิน หรือเนื้อกุรบ่านที่ตัดส่วนไว้จากการแก้โจทก์ข้างต้น ทั้งหมดก็จะมาตกอยู่ที่ผู้รับมอบหมาย เนื้อที่เหลือจากการคืนให้เจ้าของส่วน ตามหลักแล้วคือผู้รับมอบหมายอาสาเอาไปแจก แต่ในทางปฏิบัติเก็บกันไว้เอง เห็นได้จากมีตู้แช่เก็บกันข้ามปี ทั้งนี้ต้องเข้าใจนะครับว่าผู้ที่ได้รับแจกเนื้อกุรบ่านไป หรือแม้แต่ผู้ที่เขาทำเอง เขาเก็บไว้นานเท่าใดก็ได้ ไม่เกี่ยวกับผู้รับมอบให้นำไปแจกนะครับ ให้เข้าใจตามนี้

3- ประเด็นสำคัญมากคือ ประเด็นผู้รับมอบหมาย เป็นผู้รับเนื้อเสียเอียงหรือว่ารับมอบหมายให้นำเนื่อไปแจก หากพิจารณามตามหลักการมอบหมายแล้ว คือเป็นผู้รับมอบหมายให้แจกเนื้อ ไม่ใช่เป็นผู้รับเนื้อไว้เสียเอง ดังนั้นจึงไม่มีสิทธิ์กักเก็บเนื้อไว้ข้ามปีค่อนปี ดังที่เห็นกันอยู่

4- การพิสูจน์ว่าผู้เป็นเจ้าของส่วนพอใจใน “กิโลกรัม” ที่ผู้รับมอบหมายกำหนดให้ คืนส่วนที่เขาทำให้เขาตามส่วนของวัวที่เขาซื้อ หนึ่งตัวมีเจ็ดส่วนก็แบ่งให้เท่าๆ กันแล้วให้เขาไป ส่วนไหนที่เขาไม่ต้องการและมอบหมายให้เอาไปแจก ท่านก็ค่อยเอาไปแจกแทนเขา อย่าอ้างแบบแผ่นเสียงตกร่องนะครับว่าเขายินดี เขาพอใจ เขาไม่ว่าอะไร ผมเชื่อว่าไม่น้อยที่ทำไปเพราะจำใจครับ ไม่ใช่เพราะพอใจ

#โปรดติตตามตอนที่หกครับ
ตอนที่หกคือบทสรุปที่เขียนมาแล้วทั้งหมด อินชาอัลลอฮ์

อิสฮาก พงษ์มณี
*******************