กุรบ่านกับปมปัญหาสังคม (บทสรุป)

146

กุรบ่านกับปมปัญหาสังคม (สรุปทั้งห้าตอนที่ผ่านมา)
*******************************************

ปมปัญหากุรบ่าน สรุปสิ่งที่เขียนมาแล้วคือ
องค์กรที่เป็นโรงเรียน มัสยิด มูลนิธิ กลุ่ม หรือสำนักใด ที่ประกาศขายส่วนกุรบ่าน ในทางวิชาการแล้วสามารถจำแนกประเภทได้ดังนี้

1-เป็นผู้ขายเอง (พ่อค้า)

2-เป็นตัวแทน
1)เป็นตัวแทนฝ่ายซื้อ
(1)สมัครใจและเอาบุญ
(2)เอาค่าจ้าง(รับจ้าง)

2)เป็นตัวแทนฝ่ายขาย
(1) สมัครใจและเอาบุญ
(2) เอาค่าจ้าง (รับจ้าง)

3-เป็นผู้ประสานงานหรือแนะนำ (นายหน้า)
1)เอาบุญ
2)เอาค่าจ้าง
*****
#กรณีเป็นผู้ขาย (พ่อค้า)
ข้อตกลงระหว่างผู้ซื้อจะทั้งตัวหรือส่วนกุรบ่านก็ได้ เป็นข้อตกลงซื้อขาย หากจะให้ถูกต้องตามหลักการศาสนาก็ต้องนำกฏเกณฑ์การซื้อขายมาบังคับใช้
1- หากซื้อขายธรรมดา ก็ต้องนำสินค้ามาให้ผู้ซื้อได้เห็นได้เลือก ต่อรองราคากันจนเป็นที่พอใจ จึงตกลงซื้อขายกัน ครั้นว่าซื้อขายกันแล้ว ผู้ซื้อจะมอบหมายให้ผู้ขายเลี้ยงดูไปจนกว่าจะถึงวันเชือด ก็เป็นอีกข้อตกลงหนึ่งซึ่งกระทำได้ตามกฏของการมอบหมาย

2-หากเป็นการซื้อขายพิเศษออกไป เช่น เป็นการซื้อขายล่วงหน้า(บัยอุซซะลัม) ก็ให้นำกฎการซื้อขายล่วงหน้ามาบังคับใช้ เช่น ผู้ขายต้องบอกรุณสมบัติของสินค้าให้ใกล้เคียงกับตาเห็นมากที่สุด เรียกเป็นภาษาอาหรับว่า “บัยอุลเมาศูฟ ฟิซซิมมาะ” คุณสมบัติที่ว่านี้ครอบคลุมประเภท ชนิด คุณภาพ และปริมาณ ข้อสำคัญอีกประการหนึ่งคือ ผู้ซื้อต้องส่งมอบราคาสินค้าทั้งหมดให้ผู้ขาย ณ ขณะทำการตกลงซื้อขายกัน จะให้บางส่วนก็ยังถือว่าผิด ในบรรดาปราชญ์ทั้งสี่ มีท่านอิหม่ามมาลิกเพียงท่านเดียวที่อนุญาตให้ประวิงเวลาจ่ายเงินไปได้สองสามวัน แต่ก็มีน้ำหนักน้อยกว่าข้อวินิจฉันของปวงปราชญ์ส่วนใหญ่

3- พ่อค้าไม่มีสิทธิจะกันส่วนใดของกุรบ่านไว้ ต้องส่งมอบสินค้าทั้งหมดให้แก่ผู้ซื้อ เขาซื้อหนึ่งตัวก็ต้องส่งมอบให้ทั้งหนึ่งตัว เขาซื้อหนึ่งส่วนก็ต้องส่งมอบให้ทั้งส่วน หากพ่อค้าตั้งเงื่อนไขว่าใครซื้อวัวเขาหนึ่งตัวราคา 35000 แต่หลังจากเชือดแล้ว เขาจะส่งมอบเนื้อให้บางส่วน หรือแม้แต่จะซื้อหนึ่งส่วนก็จะส่งมอบเนื้อให้ไม่เต็มส่วน นี่เป็นเงื่อนไขที่ขัดและค้านกับกฎเกณฑ์การซื้อขาย ส่วนว่าการซื้อขายนี้จะโมฆะหรือไม่ หรือจะโมฆะแต่เพียงเงื่อนนี้เท่านั้น อันนี้อีกประเด็นหนึ่งที่ต้องอธิบายยาว จึงข้อเว้นไว้ก่อน จุดประสงค์คือผิดกฎเกณฑ์การซื้อขายแน่นอน ยกเว้นผู้ซื้อจะประกาศเองว่าขอรับเพียงบางส่วน ที่เหลือมอบให้พ่อค้านำไปแจกจ่าย ก็ย่อมเป็นสิทธ์ที่จะกระทำได้

4- หากพ่อค้าได้รับมอบหมายให้นำส่วนเหลือไปแจกจ่าย นั่นแสดงว่าผู้ซื้อมิได้ประสงค์จะมอบเนื้อให้พ่อค้า แต่มอบหมายให้นำไปแจกจ่าย พ่อค้าจึงไมมีสิทธ์จะเก็บกับเนื้อไว้ใช้ประโยชน์เอง หรือเก็บไว้ให้เฉพาะเครือญาติตนเท่านั้น นี่คือ “อะมานะห์” ที่ต้องทำสุดกำลังความสามารถ หากไม่สามารถทำได้ตามนี้ ก็จงปฏิเสธเขาไปและให้เขานำเนื้อไปแจกจ่ายเอง

5-พ่อค้าสามารถเอากำไรจากสิ่งที่เขาขายได้ตามควร ในที่นี้คือส่วนต่างราคาวัวที่ซื้อมา เขาสามรถจะตั้งราคาเท่าใดก็ได้ตามความเหมาะสม และราคาต้องสามารถต่อรองได้ตามหลักของการซื้อขาย การกำหนดราคาล่วงหน้าโดยไม่ให้ลูกค้าเห็นสินค้า หรือไม่ให้ลูกค้าทราบคุณสมบัติของสินค้าในกรณีซื้อขายล่วงหน้า การค้านั้นโมฆะโดยเอกฉันท์

#กรณีการเป็นตัวแทน
ดังที่กล่าวแล้วคือต้องแยกก่อนว่าเป็นตัวแทนใคร หากเป็นตัวแทนพ่อค้า ก็ยึดหลักการเช่นเดียวกับพ่อค้าที่กล่าวแล้วข้างต้น
แต่ถ้าเป็นตัวแทนของผู้ซื้อ ก็ให้ยึดหลักการของผู้ซื้อซึ่งได้กล่าวรวมไปแล้วในประเด็นแรก และมีเพิ่มเติมดังนี้
1-ผู้รับมอบหมายต้องทำตามที่มอบหมายอย่างเคร่งครัด ห้ามทำเกินกว่าที่มอบหมาย

2-หากทำเกินกว่าที่มอบหมาย ให้ดูว่าเป็นคุณหรือเป็นโทษแก่ผู้มอบหมาย หากเป็นคุณและผู้มอบหมายเห็นดีด้วย การมอบหมายนั้นก็ถูกต้อง แต่ถ้าเป็นโทษก็ต้องดูว่าผู้มอบหมายเห็นเป็นอย่างไร หากไม่เห็นชอบด้วย ผู้รับมอบหมายต้องรับผิดชอบเอง เพราะความรับผิดชอบแต่เดิมคือ “อะมานะห์” จะแปรเปลี่ยนเป็นความรับผิดชอบแบบ “ฎ่อมาน” ทันที

3-โดยหลักทั่วไปแล้ว เงื่อนไขต่างๆ นั้น ฝ่ายผู้มอบหมายจะเป็นผู้ตั้งขึ้น คือในกรณีที่ผู้รับมอบทำไปเพื่อเอาบุญเอากุศล แต่ถ้าผู้รับมอบจะตั้งเงื่อนไขเองก็ย่อมเป็นสิทธิ์ที่จะตั้งได้ แต่ต้องเกี่ยวกับภาระหน้าที่ความรับผิดชอบในสิ่งที่ได้รับมอบหมาย มิใช่เพื่อแสวงประโยชน์จากสิ่งที่ได้รับมอบหมาย และหากเป็นเงื่อนไขเพื่อประโยชน์ตนแล้ว ข้อตกนี้จะกลายเป็นข้อตกลงว่าจ้างทันที

4-กรณีผู้รับมอบหมายเรียกรับผลประโยชน์จากการมอบหมาย ข้อตกลงนี้คือข้อตกลงลักษณะว่าจ้าง ดังนั้นจึงต้องนำกฎของการว่าจ้างตามหลักการมาบังคับใช้ กฎการว่าจ้างก็เหมือนกฎในเรื่องอื่นๆ คือมีหลายข้อหลายประการ ที่เกี่ยวโยงกับเรื่องนี้คงมีเรื่องการกำหนดค่าจ้างครับ ค่าจ้างขึ้นอยู่กับความพอใจของทั้งสองฝ่าย จะนำเนื้องาน เวลา หรือความยากง่ายมาเป็นตัวกำหนดก็ได้ แต่ต้องระบุให้ชัดเจน ณ ขณะตกลงกัน ถ้าไม่เช่นนั้นก็ถือว่าเป็นการว่าจ้างที่โมฆะตามหลักการครับ

5-ผู้รับมอบหมายที่คิดค่าจ้าง ต้องไม่นำส่วนของกุรบ่านไปเป็นค่าจ้าง ไม่ว่าจะเอาไว้เองหรือจ้างผู้อื่นต่อ เช่น กรณีเชือด ขนส่ง หรือจำหน่ายจ่ายแจก ที่ทำกันโดยทั่วไปมักจะรวมอยู่ในส่วนของกุรบ่านเรียบร้อย โดยไม่ระบุว่าเป็นส่วนกุรบ่านเท่าใด เป็นค่าจ้างเท่าใดซึ่งผิดครับ หากจะทำให้ถูก ต้องแยกค้าจ้างออกไปต่างหาก เช่นคิดเป็นตัวละเท่าใดก็ให้ระบุไปตั้งแต่ตอนทำข้อตกลงกัน ค่าจ้างแปรผันตามใจผู้รับจ้างไม่มีในข้อบัญญัติครับ โปรดเข้าใจตามนี้ และจะนำส่วนของกุรบ่านไปทำเป็นค่าจ้างไม่ได้ครับ ศาสนาห้ามไว้
ชัดเจนแม้จะมีบางความเห็นว่าได้ แต่เป็นความเห็นที่อ่อนและค้านกับตัวบท

6-รู้รับมอบหมายจะเอากำไรมิได้ เพราะมิใช่พ่อค้า กำไรคือส่วนต่างของราคาที่รับเงินมาจากผู้มอบหมาย แล้วนำไปซื้อต่ำกว่าที่ได้รับมอบมา ส่วนต่างต้องคืนให้กับผู้มอบหมาย เมื่อนำมามอบให้แก่เจ้าของแล้ว เขาจะยกให้ด้วยเสน่ห์หา ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่จะตัดตอนเอาไปก่อนไม่ได้

#กรณีเป็นนายหน้า
1-นายหน้าคล้ายๆ กับตัวแทนที่รับจ้าง เพียงแต่นายหน้ามิได้มีส่วนโดยตรงกับข้อตกลงเหมือนผู้รับมอบหมาย นายหน้ามีหน้าที่หาคนขายให้กับคนซื้อ หรือหาคนซื้อให้กับคนขาย ภาษาอาหรับใช้คำว่า “ซิมซาร” หรือ “ดัลล้าล” ค่านายหน้าสมัยใหม่มักเรียก “อะมูละห์”

2-นายหน้าเหมือนตัวแทนอยู่อย่างหนึ่งคือ ทำเพื่อผลบุญก็ได้ หรือเพื่อประโยชน์ก็ได้ มิได้มีข้อห้ามแต่ประการใด ในกรณีที่ทำไปเพื่อผลประโยชน์ เขาสามารถทำข้อตกลงกับคนที่เขาเป็นนายหน้าให้ว่าจะเรียกรับผลประโยชน์เท่าไหร่และอย่างไร อันนี้ขึ้นอยู่กับข้อตกลงและความพึงพอใจของทั้งสองฝ่าย

3-นายหน้าสามารรถรับผลประโยชน์ได้ทั้งสองทางคือทั้งผู้ขายและผู้ซื้อ อันนี้มีฟัตวาชัดเจนจากคณะกรรมการถาวรเพื่อการวิจัยและตอบปัญหาศาสนา ประเทศซาอุดิอาราเบีย

4-นายหน้าสามารถเพิ่มราคาสินค้าได้จากราคาสินค้าหลัก เช่นผู้ขายตั้งราคาวัวไว้ 45000 บาท และบอกกับนายหน้าว่า ให้หาคนซื้อวัวตัวนี้โดยอนุญาตให้นายหน้าตั้งราคาเกินกว่านี้ได้ และจะยกส่วนเกินให้ กรณีอย่างนี้นายหน้าสามารถไปบอกราคาเกินกว่าที่เจ้าของกำหนดได้

5-หากเจ้าของกำหนดราคาแก่นายหน้าว่า ต้องขายไม่เกิน 45000 บาท เพราะหากขายเกินอาจขายได้ล่าช้า แต่นายหน้าไปบวกเพิ่มเองเป็น 50000 บาท อย่างนี้ถือว่าผิดหลักการ เพราะนายหน้ามิใช่พ่อค้า นายหน้าจะเอากำไรจากสินค้าเองมิได้ยกเว้นเจ้าของสินค้าจะอนุญาต

6-นายหน้าลอย คือนายหน้าที่ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสินค้าใด แต่กลับนำสินค้าที่ตนมิได้มีอยู่ในครอบครองไปเร่ขาย พอมีคนสนใจและตกลงซื้อ จึงรับเงินเขามาแล้วนำไปซื้อของจากร้านหรือจากตลาดมาให้ อย่างนี้เรียกว่านายหน้าลอย อย่างนี้ผิดหลักการศาสนาชัดเจนครับ

7-นายหน้ามิใช่คู่ค้าขาย เป็นเพียงผู้แนะนำ สัญญาซื้อขายใดๆ มิได้เกิดขึ้นโดยตรงจากตัวเขา หากแต่เกิดขึ้นจากผู้ซื้อผู้ขายโดยตรง นี้คือความแตกต่างระหว่าง ผู้รับมอบหมายและตายหน้า

#นี้คือบทสรุปที่กระชับที่สุดเท่าที่ผมสามารถจะเขียนได้
องค์กร สถาบัน มัสยิด มูลนิธิ หรือแม่แต่กลุ่มเล็กกลุ่มน้อย ที่ตั้งใจดีจัดให้มีการทำกุรบ่าน ผมไม่ปฏิเสธเจตนาอันดีงามเหล่านี้ แต่ก็ต้องปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ของศาสนาด้วยนะครับ จะอ้างเอาเพียงเจตนาดีแล้วมาหักล้างหลักการทั้งหลายของศาสนา ผมว่ามันเสียหายใหญ่หลวงครับ
พูดแบบชาวบ้านๆ คือ “อย่าทำบุญกระแทกบาป” ครับ บุญก็ขอให้มันเป็นบุญอย่างแท้จริง

สิ่งที่ผมวิเคราะห์ให้เห็นนี้ หากจะไปกระทบองค์กรหนึ่งองค์กรใด บุคคลหนึ่งบุคลใด ผมต้องขอมะอัฟด้วย เพราะมิได้มีเจตนาจะเจาะจงใครเป็นการเฉพาะ แต่พูดถึงข้อเท็จจริงทำกันโดยทั่วไปและนำข้อเท็จจริงนั้นมาวัดเทียบกับหลักการก็จะเห็นความถูกผิดชัดเจน

ความผิดไม่ใช่ปัญหาครับ ใครๆ ก็ผิดกันได้ แต่ผิดแล้วจะแก้ไขหรือแกไถแก้ตัว ก็สุดแท้แต่ท่านเถิดครับ สำหรับผมถือว่าหมดหน้าที่แล้ว วัสลาม

อิสฮาก พงษ์มณี
******************