อุฎฮียะฮ์ (กุรบาน)

628

อุฏฮียะฮ์ (กุรุบาน)

โดยมุบาร็อก  แดงโกเมน

ช่วงเวลานี้พี่น้องของเราหลายๆท่านที่ตั้งใจจะทำอุฏฮียะฮ์คงเริ่มที่จะเตรียมหาสัตว์เพื่อทำอุฏฮียะฮ์กันแล้ว ฉะนั้นก่อนที่เราจะไปนำสัตว์หรือไปซื้อสัตว์ดังกล่าวมา ก็สมควรที่เราจะทราบหลักการและเงื่อนไขที่อิสลามได้วางบทบัญญัติในเรื่องนี้เอาไว้..อุฏฮียะฮ์คืออะไร..? มีเงื่อนไขและหลักการอย่างไรบ้าง..?

** อุฏฮียะฮ์คืออะไร..?
-ด้านภาษาหมายถึง: สัตว์ที่ถูกเชือดในเวลาสายหรือถูกเชือดในวันอีดิ้ลอัฏฮา.
-ด้านศาสนบัญญัติหมายถึง:ชื่อเรียกของสัตว์ที่ถูกเชือดในวันอีดิ้ลอัฏฮาและวันตัชรีก(11-13ซุลฮิจยะฮ์)เพื่อหวังความโปรดปรานและความใกล้ชิดกับอัลลอฮุตะอาลา..ตามข้อแม้และเงื่อนไขบางประการที่ศาสนากำหนดไว้   หลักฐานในเรื่องนี้จากอัลกุรอาน อัลลอฮ์ทรงตรัสว่า

( فَصَلِّ لِرَبِّكَ وَانْحَرْ(
ความว่า : “ดังนั้นเจ้าจงละหมาดเพื่อพระเจ้าของเจ้าและจงเชือดสัตว์พลี”(อัลเกาษัร 2)

( وَلِكُلِّ أُمَّةٍ جَعَلْنَا مَنسَكًا لِيَذْكُرُوا اسْمَ اللَّهِ عَلَى مَا رَزَقَهُم مِّن بَهِيمَةِ الْأَنْعَامِ فَإِلَهُكُمْ إِلَهٌ وَاحِدٌ فَلَهُ أَسْلِمُوا وَبَشِّرِ الْمُخْبِتِينَ (

ความว่า:”และสำหรับทุกๆประชาชาติเราได้กำหนดสถานที่ทำพิธีกรรม เพื่อพวกเขาจะได้กล่าวพระนามของอัลลอฮ์ ต่อสิ่งที่พระองค์ทรงประทานให้เป็นปัจจัยยังชีพแก่พวกเขา คือสัตว์สี่เท้า (เช่น อูฐ วัว แพะ แกะ) ฉะนั้นพระเจ้าของพวกเจ้าคือพระเจ้าองค์เดียว ดังนั้นสำหรับพระองค์เท่านั้น พวกเจ้าจงนอบน้อมและจงแจ้งข่าวดีแก่บรรดาผุ้จงรักภักดีนอบน้อมถ่อมตนเถิด”(อัลฮัจย์34)
* หลักฐานจากฮะดีษ..ท่านนบีมุฮัมหมัดกล่าวว่า.

((مَنْ كَانَ لَهُ سَعَةٌ وَلَمْ يُضَحِّ فَلَا يَقْرَبَنَّ مُصَلَّانَا))

ความว่า:“ผู้ใดมีความสะดวก แต่ไม่ยอมเชือดอุฎหิยะฮฺ จงอย่าเข้าใกล้ที่ละหมาดของเราเด็ดขาด”

(บันทึกโดยอิมามอะฮ์หมัดและอิบนิมาญะฮ์)

** ข้อบังคับทางศาสนา (ฮุกุ่ม)

ปวงปราชญ์มีความเห็นต่างกันเรื่องของการทำอุฏฮียะฮ์ ว่า เป็นวาญิบหรือ ซุนนะฮ์

  1. ปวงปราชญ์ส่วนใหญ่เห็นว่า การทำอุฏฮียะฮ์เป็นซุนนะฮ์มุอักกะดะฮ์ โดยมีหลักฐานดังนี้

حديث أم سلمة رضي الله عنها أن النبي صلى الله عليه وسلم قال: “إذا دَخَلَتْ الْعَشْرُ وَأَرَادَ أحدكم أَنْ يُضَحِّيَ فلا يَمَسَّ من شَعَرِهِ وَبَشَرِهِ شيئا ”

 

ความว่า“เมื่อย่างเข้าสิบวันแรกของเดือนซุลหิจญะฮฺ ใครในหมู่พวกท่านประสงค์ที่จะเชือดอุฎหิยะฮฺ (กุรุบาน) เขาจงอย่าสัมผัส (ตัดหรือโกน) ส่วนหนึ่งส่วนใดออกจากเส้นผมหรือขนของเขา” (บันทึกโดยอิมามมุสลิม)

  1. ปวงปราชญ์อีกกลุ่มเห็นว่าเป็นวาญิบสำหรับผู้ที่มีความสามารถ ดังกล่าวเป็นความเห็นของท่านอบูฮะนีฟะฮ์ ท่านเอาซาอีย์ ท่านอิมามอะฮ์หมัด ท่านอิบนิตัยมียฮ์ โดยมีหลักฐานดังนี้
  • หลักฐานในเรื่องนี้จากอัลกุรอาน อัลลอฮ์ทรงตรัสว่า

( فَصَلِّ لِرَبِّكَ وَانْحَرْ(
ความว่า : “ดังนั้นเจ้าจงละหมาดเพื่อพระเจ้าของเจ้าและจงเชือดสัตว์พลี”(อัลเกาษัร 2)

  • หลักฐานจากฮะดีษ..ท่านนบีมุฮัมหมัดกล่าวว่า.

((مَنْ كَانَ لَهُ سَعَةٌ وَلَمْ يُضَحِّ فَلَا يَقْرَبَنَّ مُصَلَّانَا))

ความว่า:“ผู้ใดมีความสะดวก แต่ไม่ยอมเชือดอุฎหิยะฮฺ จงอย่าเข้าใกล้ที่ละหมาดของเราเด็ดขาด”

(บันทึกโดยอิมามอะฮ์หมัดและอิบนิมาญะฮ์)

  • เป้าประสงค์ของการทำอุฏฮียะฮ์ก็คือ การยำเกรงต่ออัลลอฮุตะอาลา

 อัลลอฮ์ทรงตรัสว่า

(لَن يَنَالَ اللهَ لُحُومُهَا وَلاَ دِمَآؤُهَا وَلَــــكِن يَنَالُهُ التَّـقْوَى مِنكُمْ )

ความว่า / อัลลอฮ์มิทรงปรารถนาเนื้อและเลือดของมัน (สัตว์พลี) แต่อย่างใด แต่พระองค์จะทรงรับการยำเกรงของพวกเจ้า.
** เงื่อนไขของสัตว์ที่จะนำมาทำอุฏฮียะฮ์( กุรุบาน)..**
1.เป็นปศุสัตว์ 4เท้า คือ อูฐ วัว/ควาย แพะ แกะ
2.อายุครบกำหนด..ดังนี้
– วัว/ควาย อายุ 2 ปีย่าง 3ปี
-อูฐ 5 ปี ย่าง 6ปี
-แพะ 1ปีย่าง 2ปี
-แกะ 6 เดือนขึ้นไปหากว่าไม่สามารถหาแกะอายุ 1ปีบริบูรณ์ได้
3-ปลอดจากตำหนิต่างๆ เช่น ตาบอด1หรือ2ข้าง / มีอาการป่วยอย่างชัดเจน / ขาพิการ / ผอมแห้งไม่สมบูรณ์
4- เป็นกรรมสิทธิ์โดยสมบูรณ์ ไม่ได้ขโมยมาหรือได้มาโดยมิชอบ.

หมายเหตุ** การร่วมกันทำกุรุบ่านวัว/ควาย สามารถแบ่งร่วมทำกันได้ 7 ส่วน อูฐ สามารถแบ่งร่วมทำกันได้ 10 ส่วน สำหรับแพะหรือแกะไม่สามารถแบ่งร่วมกันทำได้.

** พี่น้องท่านใดจะหาสัตว์อุฏฮียะฮ์ก็อย่าลืมตรวจสอบเงื่อนไขดังกล่าวให้ครบถ้วนไม่ว่าท่านจะหาเองหรือมอบหมายให้คนอื่นจัดการให้..เพื่อที่อิบาดะฮ์ของท่านจะได้สมบูรณ์ตรงตามแบบอย่างและครรลองที่อิสลามได้กำหนดเอาไว้…***

** ข้อควรปฏิบัติสำหรับผู้ที่ประสงค์จะเชือดอุฎหิยะฮฺ (กุรุบาน)**

-หลังจากที่พี่น้องได้เตรียมสัตว์ที่จะทำอุฏฮียะฮ์แล้ว ก็มีสิ่งที่ผู้ที่จะทำกุรุบานควรปฏิบัติ ดังนี้คือ.

– ตั้งแต่เริ่มเข้าเดือนซุลหิจญะฮฺ (หรือจนกว่าจะเชือดกุรุบานเสร็จเรียบร้อย) ไม่อนุญาตให้ผู้ที่มีความประสงค์จะเชือดอุฎฮียะฮฺทำการตัดหรือโกนผม ขนรักแร้ ขนลับ และตัดเล็บ ท่านหญิงอุมมุ สะละมะฮฺ เล่าว่า ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า:

))” إذا دَخَلَتْ الْعَشْرُ وَأَرَادَ أحدكم أَنْ يُضَحِّيَ فلا يَمَسَّ من شَعَرِهِ وَبَشَرِهِ شيئا )) ”

ความว่า“เมื่อย่างเข้าสิบวันแรกของเดือนซุลหิจญะฮฺ ใครในหมู่พวกท่านประสงค์ที่จะเชือดอุฎหิยะฮฺ (กุรุบาน) เขาจงอย่าสัมผัส (ตัดหรือโกน) ส่วนหนึ่งส่วนใดออกจากเส้นผมหรือขนของเขา” (บันทึกโดยอิมามมุสลิม)

قَالَ رَسُولُ اللَّهِ صَلَّى اللَّهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ : ” مَنْ كَانَ لَهُ ذَبْحٌ يَذْبَحُهُ فَإِذَا أَهَلَّ هِلالَ ذِي الْحِجَّةِ فَلا يَأْخُذَنَّ مِنْ شَعْرِهِ وَلا مِنْ أَظْفَارِهِ شَيْئًا حَتَّى يُضَحِّيَ ” .

ท่านรอซูลศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัมกล่าวว่า :“ผู้ใดที่มีสัตว์ (ที่เตรียมไว้) สำหรับเชือดอุฎฮียะฮฺ ดังนั้นเมื่อเข้าสู่เดือนซุลหิจญะฮฺ เขาก็จงอย่าตัดเอาส่วนใดส่วนหนึ่งจากผมของเขา และเล็บของเขาจนกว่าเขาจะเชือดอุฎฮียะฮฺเสร็จ”(บันทึกโดยอิมามมุสลิม)

**ไม่เป็นสิ่งที่ผิดแต่อย่างใดสำหรับผู้ไม่ประสงค์ที่จะทำกุรบานสำหรับผู้ไม่มีความสามารถ แต่ถ้าหากผู้ที่ทำกุรบานแล้วเขาได้ตัดเล็บ ตัดผม ถอนขน ดึงหนัง ก็ไม่จำเป็นต่อเขาที่จะจ่ายค่าทดแทนใดๆ แต่จำเป็นสำหรับเขา ที่จะต้องกลับเนื้อกลับตัวและขออภัยโทษต่ออัลลอฮ์ ตะอาลา
* ท่านอิบนุ อัซมิน ร่อฮิมะฮุลลอฮ์ กล่าวว่า
“ผู้ใดที่ประสงค์จะทำกุรบาน เมื่อปรากฏจันทร์เสี้ยวของเดือนซุลฮิจญะห์ ก็จำเป็นที่เขานั้นจะต้องงดการตัดผม ตัดเล็บจนกว่าจะเชือด ไม่ว่าจะโกน หรือขลิบ หรืออื่นจากดังกล่าว แต่ส่วนผู้ที่ไม่ประสงค์จะทำกุรบานก็ไม่จำเป็นใดๆสำหรับพวกเขา”

       *  ท่านอิบนุกุดามะห์ ร่อฮิมะฮุลลอฮ์ กล่าวว่า
“เมื่อปรากฏจันทร์เสี้ยวเดือนซุลฮิจญะห์ ดังนั้นก็ให้เขา(คนที่ประสงค์ทำกุรบาน) งดการตัดผม และตัดเล็บ หากเขาทำ เขาต้องขออภัยโทษต่ออัลลอฮ์ และไม่ต้องจ่ายค่าทดแทนใดๆเป็นมติเอกฉันท์ของปวงปราชญ์ ไม่ว่าเขาจะทำมันอย่างตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตาม”

          **/เพิ่มเติมอีกหน่อยครับ…คำกล่าวจาากปราชญ์ร่วมสมัย เชคมุหัมมัด บิน ศอลิหฺ อัล-อุษัยมีน ที่ได้กล่าวเกี่ยวกับประเด็นนี้. (หุก่มการตัดผมและเล็บสำหรับผู้ทำกุรบ่าน)
ถาม: ฮะดีษต้นห้ามผู้ที่จะเชือดกุรบ่านตัดเล็บตัดผมเป็นฮะดีษเศาะฮีหฺหรือไม่? อย่างไร? และมีอะไรอีกบ้างที่ต้องห้ามสำหรับเขา? และข้อห้าม ณ ที่นี่หมายถึงหะรอม หรือเป็นเพียงสุนัตเท่านั้น ? และข้อห้ามดังกล่าวเฉพาะผู้ที่จะเชือดกุรบ่านหรือรวมถึงผู้ไปทำฮัญย์ด้วย ?
ตอบ: ฮะดีษบทนี้เป็นหะดีษที่เศาะฮีหฺบันทึกโดยมุสลิม ซึ่งถือเป็นข้อห้ามสำหรับผู้ที่จะเชือดกุรบ่าน ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้กล่าวว่า

(( إِذَا دَخَلَ العَشْرُ وَأَرَادَ أَحَدُكُمْ أَنْ يُضَحِّيَ فَلَا يَأْخُذَنَّ مِنْ شَعْرِهِ وَلَا مِنْ ظَفْرِهِ شَيْئاً ((

ความว่า “เมื่อเข้าสู่เดือนซุลฮิจญะฮฺ ผู้ที่ประสงค์จะเชือดกุรบ่านอุฎฮิยะฮฺจะต้องไม่ตัดผมและเล็บของเขาแต่อย่างใด” (บันทึกโดยมุสลิม) และอีกรายงานหนึ่งกล่าวว่า

وَلَا مِن بَشَرِهِ
ความว่า “และผิวหนังของเขาด้วย”

หมายถึงอย่าได้แคะผิวหนังที่ฉีกๆขาดหรือรอยแผล เช่นบางคนมักจะดึงผิวหนังรอยแตกที่ส้นเท้า และนี่ก็คือ 3 ประการที่เป็นข้อห้าม และข้อห้ามของท่านนบีถือว่าหะรอม นอกจากว่าจะมีหลักฐานอื่นมาทำให้ลดระดับลงเป็นมักรูฮฺหรืออื่นๆ ด้วยเหตุนี้เองที่ผู้จะเชือดกุรบ่านต้องไม่ตัด ไม่ขลิบ ไม่แคะผิวหนังหรือเส้นผมหรือเล็บของเขาจนกว่าจะเชือดกุรบ่านเสร็จสิ้นแล้ว

** เวลาสำหรับการเชือดอุฎฮียะฮฺ **

-*-สำหรับผู้ที่ร่วมละหมาดอีดให้เริ่มทำการเชือดอุฏฮียะฮฺหลังจากเสร็จละหมาดอีดเรียบร้อยแล้ว

-*- สำหรับผู้ที่ไม่ได้ร่วมละหมาดอีด (เนื่องจากอยู่ในระหว่างการเดินทาง หรืออยู่ในพื้นที่ที่ไม่มีการละมาดอีด ให้ทำการเชือดหลังจากที่เข้าเวลาสำหรับละหมาดฎุฮาแล้ว และผ่านไปประมาณการละหมาดสุนัตสองร็อกอัตกับการอ่าคุฏบะฮฺสั้นๆ อีกสองคุฏบะฮฺ (ดู ฟัตฮุลบารีย์ เล่ม 12 หน้า117-118) (อัลมัจญ์มูอฺเล่ม 8 หน้า 387) อัลมุฆนีย์, เล่ม 9 หน้า 452)
**ท่านนบีศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า:

(( مَنْ صَلَّى صَلاَتَنَا وَنَسَكَ نُسُكَنَا فَقَدْ أَصَابَ النُّسُكَ وَمَنْ ذَبَحَ قَبْلَ أَنْ يُصَلِّيَ فَلْيُعِدْ مَكَانَهَا أُخْرَى ((

ความว่า“ บุคคลใดละหมาดอีดเช่นที่เราละหมาด เชือดสัตว์กุรบานเช่นที่เราเชือด ถือว่าการเชือดกุรบานของ เขาถูกต้องแล้ว และบุคคลใดเชือด สัตว์กุรบานก่อนละหมาดอีด เขาจงกลับมาเชือดตัวใหม่อีกครั้ง แทนตัวเดิม”บันทึกโดยบุคอรีย์และมุสลิม
**อีกรายงานท่านนบีศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า:

(( وَمَنْ ذَبَحَ قَبْلَ الصلاة فَإِنَّمَا هُوَ لَحْمٌ قَدَّمَهُ لأَهْلِهِ لَيْسَ مِنَ النُّسُكِ فِيْ شَيْء  ((

 ความว่า“ผู้ใดเชือดสัตว์อุฎฮียะฮฺก่อนเสร็จพิธีละหมาด แท้จริง (เนื้อที่ได้จากการเชือด) นั้นเป็นเพียงเนื้อธรรมดาที่เขาทำให้แก่คนในครอบครัวของเขา…หาได้เป็นเนื้ออุฎฮียะฮฺแต่ประการใด”

(บันทึกโดยบุคอรีย์และมุสลิม)

-**เวลาที่ประเสริฐสำหรับการเชือดอุฎฮียะฮฺ**

-สำหรับเวลาที่ประเสริฐที่สุดในการเชือดอุฎฮียะฮฺ คือเชือดหลังจากที่อิมามอ่านคุฏบะฮฺอีดเสร็จเรียบร้อยแล้ว ถึงแม้ว่าอิมามยังไม่ได้เชือดก็ตาม (ดู บิดายะฮฺอัลมุจญ์ตะฮิดเล่ม 1 หน้า 353, อัลมัจญ์มูอฺ เล่ม 8หน้า389)

-**เวลาที่สิ้นสุดสำหรับการเชือดอุฎฮียะฮฺ**

-สำหรับเวลาสุดท้ายสำหรับการเชือดอุฎฮียะฮฺจะสิ้นสุดลงพร้อมกับการลับขอบฟ้าของดวงอาทิตย์ในวันสุดท้ายของช่วงวันแห่งการเชือด (วันตัชรีก) นั่นคือเย็นวันที่สิบสามซุลฮิจญะฮฺ..

-ระยะเวลาของการเชือดอุฎฮียะฮฺมี 4 วันกับอีก 3 คืน.คือวันอีดและคืนที่11,วันที่11และคืนที่12,วันที่12และคืนที่13และวันที่13ของเดือนซุลฮิจญะฮฺจนไปสิ้นสุดลงพร้อมกับการลับขอบฟ้าของดวงอาทิตย์ในวันเดียวกัน…

**หมายเหตุ** อิบาดะฮ์ต่างๆในอิสลามจะใช้ปฏิทินอิสลามเป็นเกณฑ์ไม่ไช่ปฏิทินสากล การนับวันในอิสลามจะเริ่มวันใหม่นับตั้งแต่ดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้า..และเดือนอิสลามจะมี 29-30 วันเท่านั้น.

** วิธีการเชือด/ ค่าจ้าง/การใช้ประโยชน์จากเนื้อกุรุบาน**
สรุปดังนี้ครับ…

**วิธีการเชือด**
1.ต้องครอบครองสัตว์ที่จะเชือดโดยสมบูรณ์ (หนึ่งตัวหรือหนึ่งส่วน)
2.ตั้งเจตนา / เชือดด้วยตัวเองหรือมอบหมายให้ผู้อื่นเชือดแทน
3.ปฏิบัติตามระเบียบการเชือด ดังนี้
– มีดต้องคมกริบ
-กล่าวบิสมิลลาฮฺและตักบีร (บิสมิลลาฮฺ อัลลอฮุ อักบัร)
-กล่าวดุอาอ์

اللهم هذا منك ولك فَتَقَبَّلْ مِنِّىْ ”

ความว่า โอ้อัลลอฮ์กุรุบานนี้มาจากท่าน (เป็นริสกี) เพื่อท่าน โปรดรับสิ่งนี้จากข้าพระองค์ด้วยเถิด.

** อันนี้กล่าวในใจสำหรับผู้ที่ต้องการตั้งเจตนาในการเชือดให้ครอบครัวของเขา

” هذه عني وعن أهل بيتي”

ความว่า กุรุบานนี้จากข้าพระองค์และครอบครัวของข้าพระองค์

-หันไปทางกิบลัตทั้งสัตว์เชือดและผู้เชือด
-ทำให้สัตว์เชือดนอนตะแคงซ้าย
-ทำการเชือดในสถานที่โล่ง

**การใช้ประโยชน์จากเนื้ออุฏฮิยะฮฺ**
1.(ส่วนที่เป็นซุนนะฮ์) ให้แบ่งเนื้อออกมาเป็นสามส่วน ส่วนที่หนึ่งให้เจ้าของเก็บไว้รับประทาน ส่วนที่สองมอบเป็นของขวัญ (ฮะดียะฮฺ) แก่ญาติใกล้ชิด เพื่อนฝูงถึงแม้จะมีฐานะดีก็ตาม ส่วนที่สามให้บริจาคทานกับคนยากจนที่เดินทางมาขอ หรือไม่มาขอ
2.ส่วนที่เป็นวาญิบ(เชือดเพราะบนบานเอาไว้) มัซฮับหะนะฟีย์ ชาฟิอีย์ และทัศนะหนึ่งของมัซฮับฮันบะลีย์ ถือว่าไม่อนุญาตให้เจ้าของผู้บนบานหรือนะซัรรับประทานจากเนื้ออุฎฮิยะฮฺที่ทำการบนบานดังกล่าวเพราะการนะซัรเป็นสิ่งที่วาญิบและจำเป็นต้องบริจาคเป็นทานให้หมดแก่ผู้ยากจน และถ้านำมารับประทานแม้เพียงนิดเดียวก็จำเป็นต้องถูกปรับด้วยการหาเนื้ออื่นมาเชือดแทนที่ (ดูอัล-มัจญ์มูอฺ เล่ม 8หน้า417)
3. (ผู้ไม่ใช่มุสลิม)สามารถรับประทานเนื้ออุฎฮิยะฮฺได้ ท่านอิมาม อัน-นะวะวีย์กล่าวว่า “ตามมัซฮับ อัช-ชาฟิอีย์ อนุญาตให้พวกเขารับประทานจากเนื้ออุฎฮียะฮฺที่เป็นสุนัต แต่ไม่อนุญาตให้รับประทานจากเนื้ออุฎฮิยะฮฺที่เป็นวาญิบ(กุรบ่านจากการบนบาน)” (ดู อัล-มัจญ์มูอฺ เล่ม 8หน้า425)
อิบนุ กุดามะฮฺกล่าวว่า “อนุญาตให้ผู้ที่ไม่ไช่มุสลิมรับประทานอาหารจากเนื้ออุฎฮิยะฮฺได้ นี่เป็นทัศนะของอัล-ฮะสัน, และอบูเษาร์…เพราะมันคืออาหารที่เขามีสิทธิที่จะทาน ดังนั้นจึงอนุญาตให้พวกเขารับประทานเช่นเดียวกับอาหารทั่วๆไป และเนื่องจากว่ามันเป็นการจ่ายทานที่ซุนนะฮ์ ดังนั้นจึงอนุญาตให้ผู้ที่ไม่ไช่มุสลิมรับและเชลยรับประทานได้ เช่นเดียวกับการจ่ายทานซุนนะฮ์อื่นๆ” (ดูอัล-มุฆนีย์ เล่ม 9หน้า450)

**ค่าจ้างคนเชือดและคนชำแหละ**
**อุละมาอ์ส่วนใหญ่ระบุว่าไม่อนุญาตให้นำเนื้ออุฎฮิยะฮฺเป็นค่าจ้างแก่ผู้เชือดและผู้ชำแหละเนื้ออุฎฮิยะฮฺ เพราะมีรายงานจากอาลี บิน อบี ฎอลิบ เล่าว่า

أمرني رسول الله صلى الله عليه وسلم أن أقوم على بدنه وأن أتصدق بلحمها وجلودها وأجلتها وأن لا أعطي الجزار منها، قال: نحن نعطيه من عندنا.

“ท่านนบีศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้สั่งให้ฉันจัดการเกี่ยวกับอูฐอุฎฮิยะฮฺของท่าน และสั่งให้ฉันนำเนื้อและหนังของมันบริจาคทาน และห้ามไม่ให้ฉันนำ (เนื้อและชิ้นส่วนใดๆของมัน) มอบ (เป็นค่าตอบแทน) แก่ช่างชำแหละเนื้อแต่อย่างใด ท่านกล่าวว่า “เราได้จ่ายให้แก่เขาเองจากทรัพย์ของเรา”” (บันทึกโดยอิมามบุคอรีย์).