การละหมาดญะมาอะห์ซ้ำในมัสยิด

169

บทบัญญัติว่าด้วยเรื่องการละหมาดญะมาอะห์ซ้ำในมัสยิด

มวลการสรรเสริญเป็นกรรมสิทธิ์ของอัลลอฮ์  พรและความสันติสุขโปรดมีแด่ผู้นำแห่งศาสนทูตทั้งหลาย ขอความสุขสันติจากอัลลอฮ์โปรดมีแด่ท่านวงศ์วานของท่าน และมีแด่บรรดาสาวกของท่านตราบวันอวสาน

การละหมาดนับว่าเป็นหนึ่งในหลักการอิสลามทั้งห้า  และเป็นโครงสร้างสำคัญของศาสนาซึ่งจะอยู่ได้ก็ด้วยหลักการนี้  และหลักการทั้งหลายของศาสนาก็ตั้งมั่นอยู่บนพื้นฐานนี้  หากผู้ใดปราศจากสิ่งนี้แล้วก็ไม่นับว่าเป็นมุสลิม  อัลลอฮ์ทรงกำหนดให้การละหมาดเป็นสิ่งจำเป็นไว้ในดำรัสของพระองค์ที่ว่า พวกเจ้าทั้งหลายจงดำรงละหมาดและบริจาคซะกาต[1]  ท่านนะบี ศ้อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัมก็ได้จัดลำดับความสำคัญของละหมาดไว้ในรายงานของท่านมุอาซเมื่อครั้งที่นะบีส่งท่านไปยะมันว่า แท้จริงเจ้าจะไปยังหมู่ชนอะห์ลุ้ลกิตาบ  ดังนั้นจงเรียกร้องพวกเขาสู่คำว่าไม่มีพระเจ้าที่แท้จริงเว้นแต่อัลลอฮ์  และฉัน(ท่านนะบี)เป็นศาสนทูตของพระองค์   เมื่อพวกเขาเชื่อฟังเจ้าเช่นนั้นแล้ว ก็จงสอนพวกเขาว่า อัลลอฮ์ทรงกำหนดให้ละหมาดห้าเวลาทุกวันและคืนเป็นสิ่งจำเป็นแก่พวกเขา [2]

ศาสนาส่งเสริมให้มีการละหมาดญะมาอะห์(รวมกัน)[3]  เพื่อเป็นการเคารพภักดีต่ออัลลอฮ์  เป็นการพบปะสังสรรค์  แสดงความรักสามัคคี  และช่วยเหลือกันระหว่างมุสลิม  อีกทั้งเป็นการปลูกฝังความรักความเมตตาให้เกิดขึ้นในจิตใจแต่ละคนจนคิดว่ามุสลิมคือพี่น้องกัน ยิ่งไปกว่านั้นการละหมาดญะมาอะห์ยังเป็นการการเพิ่มพูนความดีและความจำเริญอีกด้วย

ปราชญ์เห็นตรงกันว่าการละหมาดญะมาอะห์เป็นอิบาดะห์ที่สำคัญและยิ่งใหญ่ และจัดว่าเป็นสัญลักษณ์หนึ่งของอิสลาม  ท่านนะบีได้อธิบายถึงความสำคัญของมันและส่งเสริมให้ปฏิบัติโดยพร้อมเพรียงกัน  ท่านกล่าวว่า ละหมาดญะมาอะห์ประเสริฐกว่าละหมาดคนเดียวถึง27เท่า อีกรายงานหนึ่งมีว่า 25 เท่า[4] ท่านกล่าวอีกว่า จงแจ้งข่าวดีแก่ผู้เดินไปมัสยิดกลางความมืดถึงความสว่างอย่างสมบูรณ์ในวันกิยะมะห์[5] ท่านอิบนุมัสอู๊ดกล่าวว่า ผู้ใดประสงค์ที่จะพบกับอัลลอฮ์ในวันรุ่งขึ้นในสภาพที่เป็นมุสลิมอยู่ก็จงรักษาละหมาดเหล่านั้นไว้ (ฟัรฎู 5 เวลา) โดยที่มีการเชิญชวนเรียกร้องให้ไปละหมาด ( คือที่มีการอะซานเพื่อละหมาดรวมกันที่มัสยิด) อัลลอฮ์บัญบัติการกระทำดังกล่าวให้เป็นรูปแบบแห่งทางนำแก่นะบี ศ้อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ของพวกท่าน  แน่นอนมันคือรูปแบบแห่งทางนำ  และหากพวกท่านละหมาดแต่ที่บ้านของพวกท่านเช่นผู้ล่าช้าละหมาดที่บ้านของตน (อยู่เป็นนิจแล้วไซ้) พวกท่านก็ทิ้งซุนนะห์นะบีของพวกท่าน  และเมื่อใดที่พวกท่านทิ้งซุนนะห์นะบีของพวกท่าน  พวกท่านก็หลงทาง แท้จริงพวกเรา (เหล่าศ่ออาบะห์) เห็นว่าผู้ที่ละเลยต่อการละหมาดญะมาอะห์คงไม่ใช่ใครเว้นแต่เป็นมุนาฟิกอย่างชัดเจน[6]

เมื่อเราทราบถึงความสำคัญของละหมาดญะมาอะห์ดังนี้แล้ว  ก็มีคำถามว่าศาสนาว่าอย่างไรเกี่ยวกับการญะมาอะห์ซ้ำคือเมื่ออิหม่ามประจำเขานำละหมาดไปพร้อมมะอฺมูมแล้ว แต่มีคนอีกส่วนหนึ่งซึ่งพลาดญะมาอะห์นั้นและมาทีหลัง  พวกเขาจะละหมาดรวมกันในรูปของญะมาอะห์ได้หรือไม่ในมัสยิดดังกล่าว  ซึ่งปัญหานี้เป็นปัญหาที่เรากำลังจะวิเคราะห์กัน

การละหมาดญะมาอะห์ซ้ำหลังจากอิหม่ามประจำได้นำละหมาดไปแล้ว อาจถูกมองไปได้หลายทาง  อาจถูกมองว่าเป็นการสร้างความวุ่นวาย  แตกแยก  และร้าวฉานให้เกิดขึ้นแก่พี่น้องมุสลิม  หรืออาจถูกมองว่าเป็นการละเลยต่อการละหมาดญะมาอะห์ และไม่ให้ความสำคัญต่อหลักการดังกล่าว   หรืออาจถูกมองว่าผู้ที่ไม่มาละหมาดร่วมกับอิหม่ามประจำนั้นอาจเป็นกลุ่มบิดอะห์ที่คิดว่าการละหมาดของตนและพวกดีกว่าการมาละหมาดร่วมกับอิหม่ามประจำ  ซึ่งก็มีความจริงอยู่ไม่น้อยที่มีบางกลุ่มพยายามสร้างความแตกแยกโดยพยายามจะหลีกเลี่ยงการมาละหมาดรวมกับอิหม่ามประจำ  โดยมาให้ล่าและมารวมกันละหมาดญะมาอะห์ใหม่อยู่เป็นประจำ  ซึ่งการกระทำดังกล่าว ย่อมเป็นการสร้างความร้าวฉาน  แตกแยก  และปั่นป่วนให้เกิดขึ้น มันเป็นสิ่งอันตรายอย่างยิ่ง

แต่ก็มีคนอีกบางส่วนที่ไม่ได้คิดเช่นนั้น ที่ล่าช้าไปก็เพราะมีอุปสรรค  เขาก็ต้องการที่จะละหมาดญะมาอะห์เพราะหวังจะได้ภาคผลเฉกเช่นการญะมาอะห์ก่อนหน้านั้น

ความเป็นไปได้เหล่านั้นควรได้รับการวิเคราะห์วิจัยเพื่อเกิดความกระจ่าง(แก่ผู้ไม่รู้ทั้งหลาย) ภายใต้บทบัญญัติและประโยชน์สูงสุดของศาสนาเพื่อให้ทราบถึงข้อตัดสินทางศาสนาในเรื่องดังกล่าว

ด้วยเหตุนี้ข้าพเจ้า  (ด๊อกเตอร์  มุฮำหมัด ฏอฮิร ฮะกีม) จึงได้เรียบเรียงบทวิเคราะห์นี้ขึ้น  ซึ่งนำเสนอทั้งตัวบทหลักฐานและทัศนะต่างๆ ของปราชญ์  เกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว  ซึ่งเป็นความพยายามจะบรรลุถึงแนวทางที่ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้โดยพิจารณาถึงเป้าหมายของบทบัญญัติและประโยชน์สูงสุดทางศาสนาเป็นสำคัญ   ใช้ภาษาที่เรียบง่ายบนพื้นฐานการวิเคราะห์ทางวิชาการเท่าที่จะทำได้  ข้าพเจ้าให้ชื่อบทวิเคราะห์นี้ว่า “บทบัญญัติว่าด้วยเรื่องการละหลาดญะมาอะห์ซ้ำในมัสยิด

 

ญะมาอะห์ซ้ำในสภาวะต่างๆ        

นักปราชญ์ต่างเห็นตรงกันว่า มัสยิดใดไม่มีผู้ละหมาดประจำเป็นปกติ  เช่นมัสยิดที่ตั้งอยู่ข้างทางเพื่อให้ผู้สัญจรไปมาได้ละหมาด   พอกลุ่มหนึ่งละไปแล้วก็มีกลุ่มใหม่มาละหมาดต่อดังนี้แล้วก็ไม่ถือว่าญะมาอะห์ใหม่นั้นเป็นมักรูห์ (น่ารังเกียจ) แต่อย่างใด  อีกทั้งสมควรให้แต่ละญะมาอะห์มีทั้งอะซานและอิกอมะห์ใหม่ทุกครั้งที่มีการละหมาด[7]  ทั้งนี้เพราะมัสยิดดังกล่าวไม่มีสมาชิกประจำที่มาละหมาดตามปกติ  และการญะมาอะห์ซ้ำก็ไม่เป็นเหตุให้จำนวนผู้มาญะมาอะห์น้อยลงแต่อย่างใด (เช่นในกรณีที่มีคนพื้นที่มาละหมาดประจำ)

นักปราชญ์ยังเห็นตรงกันอีกว่า หากมัสยิดใดไม่มีอิหม่ามหรือมุอัซซินประจำ[8] ก็ไม่ถือว่ามักรูวห์เช่นกันหากจะมีใครมาละหมาดญะมาอะห์ใหม่ และถ้ามัสยิดหนึ่งซึ่งมีอิหม่ามประจำอยู่  แต่มีผู้คนอื่น(อาจเป็นผู้สัญจรไปมาหรือผู้เดินทาง) ละหมาด           ญะมาอะห์ไปก่อนอิหม่ามแล้ว   ส่วนอิหม่ามมาทีหลังนำคนพื้นที่ละหมาดญะมาอะห์อีก กรณีเช่นนี้ก็ไม่ถือว่ามักรูห์เช่นกัน

บรรดาผู้ตามแนววินิจฉัยของอิหม่ามอะบูฮะนีฟะห์ กล่าวว่า หากเป็นมัสยิดท้องที่  และมีผู้อื่นมาละหมาดญะมาอะห์ไปแล้วพร้อมทั้งมีการอะซานและอิกอมะห์  ไม่ถือว่ามักรูวห์หากคนท้องที่จะอะซานและอิกอมะห์ใหม่ (เพื่อจะญะมาอะห์กันอีกครั้งหนึ่ง) แต่ถ้าคนท้องที่แม้จะเป็นบางส่วนก็ตามได้อะซานและอิกอมะห์ไปแล้ว  ก็ไม่สมควร (มักรูวห์) ที่ผู้อื่นหรือคนท้องที่บางส่วนที่มาทีหลังจะทำการอะซานและอิกอมะห์ใหม่ [9]

ส่วนผู้ตามแนววินิจฉัยของอิหม่ามมาลิก  ท่านอิบนุอับดุลบัรรฺกล่าวถึงไว้ดังนี้คือ[10] หากมีการละหมาดญะมาอะห์ไปแล้ว   แต่อิหม่ามประจำมาทีหลังก็ให้อิหม่ามประจำนั้นนำละหมาดญะมาอะห์ใหม่ได้

สำหรับผู้ที่ตามแนววินิจฉัยของอิหม่ามอะห์หมัดก็กล่าวทำนองเดียวกันนี้ [11]  ทั้งนี้เพราะมัสยิดที่มีผู้อื่นที่ไม่ใช่คนท้องที่มาละหมาดญะมาอะห์ไปก่อน   ไม่ทำให้จำนวนคนท้องที่ที่จะมาละหมาดญะมาอะห์น้อยลงแต่อย่างใด   และคนท้องที่ย่อมรอการอะซานของมุอัซซินประจำที่จะมาละหมาดญะมาอะห์ร่วมกันในที่สุด   สิทธิของมัสยิดยังมิได้รับการปฏิบัติให้ลุล่วงไปแต่ประการใด  เว้นแต่คนท้องที่จะมาญะมาอะห์ร่วมกัน [12]

ในกรณีที่อิหม่ามประจำละหมาดไปแล้วแต่มีผู้มาละหมาดไม่ทันญะมาอะห์นั้นพร้อมกันหลายคน  พวกเขาจะสามารถมารวมกันละหมาดญะมาอะห์ใหม่โดยให้คนหนึ่งคนใดเป็นอิหม่ามนำละหมาดญะมาอะห์อีกครั้งหนึ่ง  คือหลังจากอิหม่ามประจำได้นำละหมาดญะมาอะห์ไปแล้ว  ได้หรือไม่  ปัญหานี้ปราชญ์มีความเห็นขัดแย้งกันดังนี้

 

ทัศนะที่หนึ่ง

ให้ต่างคนต่างละหมาดคือไม่ต้องละหมาดญะมาอะห์ใหม่  ซึ่งเป็นทัศนะของท่านฮะซัน [13] ท่านอะบูกิลาบะห์ [14] ท่านกอเซ็ม อิบนุ มุฮำหมัด [15] และท่านอิบรอฮีม อัลนัคอีย์ [16]  ในมุศอลนัฟของอับดุรรอซซาก [17] จากท่านฮะซันกล่าวว่า “ให้ต่างคนต่างละหมาด”  ซึ่งเป็นทัศนะของท่านเษารีย์ [18]และอับดุรรอซซากด้วยเช่นกัน [19]  อิบนุอะบีชัยบะห์  [20]รายงานถึงท่านอะบูกิลาบะห์ว่าท่านกล่าวว่า “ให้ต่างคนต่างละหมาด” มีรายงานจากวะเกียอ์จากอัฟละห์ กล่าวว่า “เราเข้าไปในมัสยิดพร้อมกับท่านกอเซ็ม  ซึ่งมีการละหมาดญะมาอะห์(ในเวลานั้น)ไปแล้ว ท่านกอเซ็มก็ได้ละหมาดเองตามลำพัง” [21]

ในมุศอลนัฟของอับดุรรอซซาก[22]ปรากฏรายงานจากอัลฮะซัน อิบนุ อัมร์ ว่า “ท่านอิบรอฮีมไม่ประสงค์จะนำคนละหมาดญะมาอะห์ในมัสยิดที่มีการญะมาอะห์ไปแล้ว”

ทัศนะดังกล่าวยังเป็นทัศนะของท่านอิบนุมุบารอก [23] ซาเลม (24) ลัยษ์ อิบนุ สะอ์ (25) ท่านเอาซาอีย์ (26) และอีกหลายท่าน (27) อีกทั้งเป็นทัศนะของอะบูฮะนีฟะห์ มาลิก และชาฟิอี

            ในหนังสืออัลอัศลุ (28)มีข้อความว่า “ท่านเห็นอย่างไรกับกรณีที่มีคนกลุ่มหนึ่งมาไม่ทันญะมาอะห์ซึ่งมีการละหมาดไปแล้ว  พวกเขาประสงค์จะรวมตัวกันละหมาดญะมาอะห์ใหม่อีกครั้งหนึ่ง (อิหม่ามอะบูฮะนีฟะห์) ตอบว่า ให้พวกเขาต่างคนต่างละหมาด” นี้คือทัศนะที่ชัดเจนของมัซฮับ (29)

ในหนังสือมุวัฏเฏาะอ์(30) อิหม่ามมาลิกถูกถามว่า “ในกรณีที่มีมุอัซซินคนหนึ่งอะซานและรอคนมาละหมาดร่วมแต่ปรากฏไม่มีใครมาเลย เขาจึงอิกอมะห์และละหมาดคนเดียว ต่อมามีคนมา(มัสยิด) จำนวนหนึ่ง  เขาต้องย้อนมาละหมาดญะมาอะห์ร่วมกับคนเหล่านั้นหรือไม่  ท่านตอบว่า ไม่จำเป็นและสำหรับผู้มาทีหลังก็ให้ต่างคนต่างละหมาด”  การญะมาอะห์ซ้ำในมัสยิดที่มีการญะมาอะห์ไปแล้ว ถือว่าเป็นมักรูวห์สำหรับผู้ถือแนววินิจฉัยของอิหม่ามมาลิก  และถือว่าเป็นมักรูห์เช่นกันที่จะญะมาอะห์ก่อนอิหม่ามประจำ  ส่วนการญะมาอะห์ซ้อนกับอิหม่ามประจำถือว่าต้องห้ามเลยทีเดียว  กฎเกณฑ์หลักของผู้ถือแนววินิจฉัยของอิหม่ามมาลิกคือเมื่อใดก็ตามที่มีการละหมาด(ญะมาอะห์)พร้อมกับอิหม่ามประจำแล้ว  ก็ไม่อนุญาตให้ละหมาดญะมาอะห์ใหม่ไม่ว่าจะเป็นละหมาดฟัรฎูหรือซุนนะห์  ไม่ว่าจะเป็นละหมาดคนหรือรวมกันละหมาดก็ตาม  หากพบว่าอิหม่ามประจำนำละหมาดไปแล้ว  ก็ให้ผู้มาทีหลังออกจากมัสยิดไปละหมาดญะมาอะห์กันที่อื่นนอกมัสยิด ยกเว้นสามมัสยิดเท่านั้นคือมัสยิดฮะรอมมักกะห์ มัสยิดนะบีที่มะดีนะห์ และมัสยิดอัลอักซอ  ในกรณีหลังนี้ให้ต่างคนต่างละหมาดในมัสยิดนั้นๆ   ทั้งนี้เพราะการละหมาดในมัสยิดดังกล่าวตามลำพังยังดีกว่าการละหมาดญะมาอะห์ที่อื่น

ในหนังสืออัลอุมม์ของอิหม่ามชาฟิอี (33) มีข้อความว่า “ในกรณีที่มัสยิดนั้นๆ มีอิหม่ามประจำ  และมีผู้มาไม่ทันละหมาดญะมาอะห์  ก็ให้พวกเขาต่างคนต่างละหมาด ฉัน(อิหม่ามชาฟิอี) ไม่ชอบให้พวกเขามาตั้งญะมาอะห์ใหม่”

ในส่วนของผู้ตามคำวินิจฉัยของอิหม่ามชาฟิอีนั้น พวกเขาเห็นว่าไม่ควรจะมีญะมาอะห์ใหม่ไม่ว่าจะก่อน หลัง หรือซ้อนการละหมาดของอิหม่ามประจำยกเว้นกรณีที่อิหม่ามประจำอนุญาตเท่านั้น  และไม่ถือว่ามักรูวห์หาก(มัสยิดนั้น) ไม่มีอิหม่ามประจำ หรือมัสยิดคับแคบไม่สามารถจะละหมาดญะมาอะห์ได้ในครั้งเดียว  หรือเกรงว่าจะหมดเวลาละหมาด  เพราะสถานการณ์ดังกล่าวไม่ชวนให้เข้าใจว่าผู้ตั้งญะมาอะห์ใหม่คิดการไม่ดี (34)

 

หลักฐานอ้างอิงของทัศนะที่หนึ่ง

            จากหลักฐานที่ฝ่ายห้ามมิให้มีการละหมาดญะมาอะห์ซ้ำยกมาอ้างอิงพอประมวลได้ดังนี้

  • ฮะดีษอะบีฮุรอยเราะห์ ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุ ว่า ท่านร่อซูลุลลอฮ์ ศ้อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัมกล่าวว่า “ขอสาบานต่อผู้ที่ชีวิตของฉันอยู่ในพระหัตถ์ของพระองค์ ฉันตั้งใจไว้จริงๆว่าจะสั่งให้คนไปหาฟืนและให้ใครสักคนนำละหมาดแล้วฉันจะไปหาคน(ที่ไม่มาละหมาดญะมาอะห์) เพื่อเผาบ้านของพวกเขาให้วอด  และขอสาบานต่อผู้ที่ชีวิตฉันอยู่ในพระหัตถ์ของพระองค์ หากคนหนึ่งคนใดจากพวกเขาทราบถึงภาคผลอันยิ่งใหญ่คือความดีเป็นทวีคูณ(35)เขาคงมาร่วมละหมาดอิชาอ์เป็นแน่” (36)  ท่านอุษมานีย์กล่าวไว้ในหนังสือเอี้ยอ์ลาอุซซุนัน (37) ว่า ฮะดีษดังกล่าวบ่งชี้ถึงญะมาอะห์แรกคือญะมาอะห์ที่ศาสนาส่งเสริมให้มาละหมาดโดยเฉพาะอย่างยิ่งข้อความที่ว่า “ฉันตั้งใจไว้จริงๆว่าจะสั่งให้คนไปหาฟืนและให้ใครสักคนนำละหมาดแล้วฉันจะไปหาคน (ที่ไม่มาละหมาดญะมาอะห์) เพื่อเผาบ้านของพวกเขาให้วอด  หากญะมาอะห์ที่สองอยู่ในความหมายนี้แล้วก็คงไม่ต้องตั้งใจเผาบ้านของผู้มาล่าช้า เพราะถึงอย่างไรก็สามารถมาญะมาอะห์ใหม่ได้ เมื่อเป็นเช่นนี้เราจึงยืนยันว่า จำเป็นต้องมาญะมาอะห์ในครั้งแรก(พร้อมอิหม่ามประจำ) และเห็นว่าไม่สมควรอย่างยิ่งที่จะให้ทำญะมาอะห์ใหม่อีกครั้งหนึ่งในมัสยิดเดียว  และเมื่อไม่สามารถจะญะมาอะห์ใหม่ได้พวกเขาก็จะไม่ทิ้งญะมาอะห์แรก
  • ฮะดีษอะบีบักเราะห์ ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุ ว่า ท่านนะบี ศ้อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัมกลับจากด้านหนึ่งของเมืองมะดีนะห์ โดยประสงค์จะไปละหมาดแต่พบว่าผู้คนได้ละหมาด(ญะมาอะห์)ไปแล้ว  ท่านจึงหันไปที่บ้านและรวมคนที่บ้านละหมาด(ญะมาอะห์) (38) ซึ่งมีการอธิบายว่าหากการญะมาอะห์ซ้ำเป็นสิ่งอนุมัติแล้วท่านนะบีคงไม่ทิ้งความประเสริฐของการละหมาดที่มัสยิดของท่านเป็นแน่
  • มีรายงานจากท่านฮะซันว่า “บรรดาศ่อฮาบะห์ของท่านร่อซูลุลลอฮ์  ศ้อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัมหากพลาดละหมาดญะมาอะห์ พวกเขาจะต่างคนต่างละหมาด (39)
  • การอนุมัติให้ญะมาอะห์ซ้ำได้เป็นเหตุทำให้การญะมาอะห์ในครั้งแรกนั้นมีผู้คนน้อยลง หากพวกเขาทราบว่าถ้าพลาดญะมาอะห์แรกแล้วพวกเขาไม่มีสิทธิ์จะได้ผลบุญของญะมาอะห์นั้นอีก  ก็จะทำให้พวกเขารีบเร่งมาญะมาอะห์ซึ่งจะเป็นการเพิ่มจำนวนของผู้ญะมาอะห์  แต่ถ้าจะมาญะมาอะห์เมื่อใดก็ได้พวกเขาก็จะมาล่าช้าและเป็นเหตุให้ผู้มาญะมาอะห์แรกนั้นน้อยลงไปซึ่งไม่บังควรอย่างยิ่ง (40)

 

 ทัศนะที่สอง

ถือว่าการละหมาดญะมาอะห์ซ้ำหลังจากที่อิหม่ามประจำละหมาดนำไปแล้ว ไม่เป็นมักรูวห์  ซึ่งเป็นทัศนะของ อิบนุมัสอู๊ด  อะฏออ์(41) ก่อตาดะห์ (42) และเป็นอีกริวายะห์หนึ่งจากท่านฮะซันและอัลนัคอีย์     ท่านอิหม่ามบุคอรีรายไว้ในศ่อเฮี๊ยะห์ของท่าน(43)ในลักษณะ “ตะอฺลีก” ว่า “ท่านอะนัสมามัสยิดซึ่งมีการละหมาด(ญะมาอะห์) ไปแล้ว ท่านสั่งให้อะซานและอิกอมะห์แล้วท่านก็นำละหมาด”    ท่านอาฟิซ(อิบนุฮะญัร) กล่าว่า(44)รายงานดังกล่าวท่านอะบูยะอ์ลาได้กล่าวถึงสายรายงานโดยละเอียด ซึ่งมีข้อความดังนี้   มีรายงานจากอะบีอุษมาน ว่า“ท่านอะนัส บิน มาลิกผ่านเราเข้าไปยังมัสยิดบะนีษะละบะห์ แล้วก็กล่าวถึงการละหมาดญะมาอะห์ของท่านที่มีทั้งอะซานและอิกอมะห์ในมัสยิดดังกล่าวซึ่งมีการญะมาอะห์ไปก่อนหน้านั้นแล้ว”  ท่านอิบนุอะบีชัยบะห์ได้บันทึกรายงานดังกล่าวจากทางสายอัลญะอัด(45)และท่านอับดุรรอซซากได้บันทึกไว้ในมุศอนนัฟของทางจากทางสายอัลญะอัดเช่นกัน(46)   ท่านอิบนุอะบีชัยบะห์ได้บันทึกจากสายรายงานของสะละมะห์ อิบนุ กุฮัยล์  จากอิบนุมัสอู๊ดว่า “อิบนุมัสอู๊ดได้เข้าไปยังมัสยิดแห่งหนึ่งซึ่งมีการญะมาอะห์ไปแล้ว  ท่านจึงละหมาดญะมาอะห์โดยมีท่านอัลกอมะห์  ท่านมัสรูก  และท่าน อัสวัด(ทั้งสามท่านเป็นลูกศิษย์ของอิบนุมัสอู๊ด) เป็นมะอฺมูม” (47) มีรายงานจากท่านอัชอัษถึงท่านฮะซันว่า ท่านเห็นว่าไม่เป็นอะไรหากจะมีการญะมาอะห์ซ้ำอีกครั้งหนึ่งในมัสยิดที่เมืองบัศเราะห์ (48) มีรายงานจากท่านอะฏออ์ว่า “ท่านและท่านซาเล็ม อิบนุ อะฏียะห์ ได้ละหมาดญะมาอะห์ร่วมกันในมัสยิดหะรอมหลังจากมีการญะมาอะห์ไปแล้ว” (49)  อัลดุรรอซซาก (50)บันทึกจากท่านก่อตาดะห์ว่าท่านกล่าวว่า “หากคนสองคนเข้าไปในมัสยิดที่มีการละหมาด(ญะมาอะห์ไปแล้ว)ก็ให้ทั้งคู่ละหมาดรวมกันโดยให้คนหนึ่งเป็นอีหม่าม” (51)  มีรายงานจากท่านอับดุลลออ์ อิบนุ ซัยด์  ว่า “ท่านอิบรอฮีมนำฉันละหมาดโดยฉันยืนอยู่ทางขวาของท่าน ในมัสยิดมีการละหมาด(ญะมาอะห์)ไปแล้ว  คือหลังจากที่ได้อะซานและอิกอมาะห์” (52) มีรายงานในทำนองนี้เช่นกันจากท่าน อะดีย์ อิบนุ ษาบิต (53) , อิสฮาก (54) , อัชฮับ (55) อิบนุฮัซม์ (56)

ท่านอิหม่ามอะห์หมัดก็มีทัศนะในทำนองเดียวกันนั้น(57) เพียงแต่ท่านเห็นว่าไม่สมควรจะญะมาอะห์ใหม่ในมัสยิดมักกะห์และมะดีนะห์   เพื่อให้จำนวนผู้ละหมาดในมัสยิดทั้งสองมีมากขึ้น   หากเปิดโอกาสให้มาญะมาอะห์ใหม่ก็เท่ากับเปิดโอกาสให้จำนวนผู้มาละหมาดญะมาอะห์ในมัสยิดนั้นน้อยลงไป   ยกเว้นกรณีที่มีอุปสรรค์ไม่สามารถมาละหมาดญะมาอะห์ได้ เช่น นอนไม่ตื่นหรืออะไรทำนองนั้น

ท่านอิหม่ามอะห์หมัดยังห้ามมิให้มีการละหมาดญะมาอะห์ก่อนอิหม่ามประจำเว้นแต่อิหม่ามประจำจะอนุญาต  ส่วนปราชญ์ท่านอื่นเห็นเพียงไม่สมควรให้ทำเช่นนั้น (มักรูวห์- คือละหมาดญะมาอะห์ก่อนอิหม่ามประจำ ) ทั้งนี้เพราะอิหม่ามประจำถือเสมือนว่าเป็นเจ้าบ้านและเขาก็มีสิทธิ์เต็มในบ้านของเขา ท่านร่อซูล ศ้อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม กล่าวว่า ผู้หนึ่งผู้ใดในหมู่พวกท่านจะต้องไม่ถูกนำละหมาดในบ้านของเขาหรือในอำนาจของเขา  เว้นแต่เขาจะอนุญาต บันทึกโดยอะบูดาวูด (58) ส่วนในบันทึกของมุสลิมมีว่า “ ผู้หนึ่งจะต้องไม่นำละหมาดผู้อื่นในบ้านหรือในอำนาจของผู้อื่นนั้นเว้นแต่เขาจะอนุญาต  และจะอยู่ในบ้านของผู้อื่นมิได้เว้นแต่เขาจะยินยอม” (59) ท่านอิมหม่ามนะวาวีกล่าวว่า (60) เจ้าของบ้าน ประธานในที่ประชุม  และอิมหม่ามประจำมัสยิด ถือว่าเป็นผู้มีสิทธิ์เหนือผู้อื่น

ในขณะที่อิหม่ามประจำนำละหมาดญะมาอะห์อยู่  ไม่อนุมัติให้ใครมาตั้งญะมาอะห์ใหม่ซ้อนการญะมาอะห์นั้น  ทั้งสองกรณีคือการญะมาอะห์ก่อนอิหม่ามประจำและการตั้งญะมาอะห์ใหม่ซ้อนการญะมาอะห์ของอิหม่ามถือว่าต้องห้าม (หะรอม-ตามการวินิจฉัยของอิหม่ามอะห์หมัด )  ในกรณีที่อิหม่ามประจำอนุญาตให้มีการญะมาอะห์ใหม่  ญะมาอะห์ใหม่นี้ก็ไม่ถือว่ามักรูวห์แต่อย่างใด เพราะผู้ที่ได้รับอนุมัติจากอิหม่ามเท่ากับเป็นตัวแทนของอิหม่าม

ในกรณีที่อิหม่ามไม่สามารถมามัสยิดได้จะด้วยมีอุปสรรค์อันใดก็ตาม  หรือในกรณีที่คาดว่าหากรออิหม่ามประจำก็หมดเวลาละหมาดนั้นๆ   การรวมกันละหมาดญะมาอะห์ก็ไม่ถือว่าต้องห้าม(หะรอม)หรือไม่สมควร (มักรูวห์) แต่ประการใด  ทั้งนี้เพราะท่านอะบูบักร์เคยนำละหมาดญะมาอะห์ในกรณีที่ท่านนะบีศ้อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ยุ่งอยู่กับการไกล่เกลี่ยกรณีพิพาทในตระกูล อัมร์ อิบนุ เอาฟ์ (61) และท่านอับดุรเราะห์มาน อิบนุ เอาฟ์ เคยนำละหมาดครั้งเมื่อนะบีติดรบในสงคราม ตะบูก ท่านนะบีกลับมาและทันละหมาดของท่านอับดุรเราะห์มานในรอกอะห์สุดท้าย (62)

ไม่สมควรที่อิหม่ามประจำจะนำละหมาดญะมาอะห์สองครั้งสองคราในเวลาเดียวกัน   ปราชญ์ทั้งหลายเห็นตรงกันว่ามันเป็นบิดอะห์ (63)

 

หลักฐานอ้างอิงของทัศนะที่สอง

  • ความหมายอันครอบคลุมของฮะดีษที่ว่า “การละหมาดญะมาอะห์ดีกว่าการละหมาดคนเดียวถึงยี่สิบห้าเท่า” อีกริวายะห์หนึ่งมีว่า “ยีสิบเจ็ดเท่า” (64) ฮะดีษระบุความประเสริฐของการละหมาดญะมาอะห์ นั่นก็หมายความว่าเมื่อใดที่มีการละหมาดญะมาอะห์ความประเสริฐดังกล่าวย่อมเกิดขึ้น เพราะในทางความหมายนั้นเอกพจน์ที่ถูกนำไปเชื่อมติดกับพหูพจน์ให้ความหมายในลักษณะครอบคลุม  (คือคำว่า  صلاة  กับคำว่า الجماعة  )  ดังนั้นฮะดีษนี้จึงเป็นการพูดถึงญะมาอะห์ทุกญะมาอะห์ไม่ว่าจะเป็นญะมาอะห์ที่หนึ่งหรือที่สองก็ตาม
  • ฮะดีษอะบูสะอี๊ดที่กล่าวว่า ได้มีชายผู้หนึ่งมาในขณะที่ท่านร่อซู้ล ศ้อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ได้ละหมาด(ญะมาอะห์)ไปแล้ว   ท่านร่อซู้ล ฯ ก็กล่าว(แก่ผู้ที่นั่งอยู่ด้วยว่า) ผู้ใดจะทำการค้า(65)กับคนดังกล่าว (ผู้มาทีหลัง) ทันใดนั้นก็มีชายผู้หนึ่งลุกไปละหมาดกับเขา(66)
  • ฮะดีษอะบีอุมามะห์ซึ่งรายงานว่าท่านนะบี ศ้อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัมเห็นชายผู้หนึ่งละหมาดเพียงลำพัง ท่านนะบี ฯ จึงกล่าวขึ้นว่า ผู้ใดจะบริจาคให้แก่เขา (ชายผู้ละหมาดเพียงลำพัง)  โดยไปละหมาดกับเขา  ทันใดนั้นก็มีชายอีกผู้หนึ่งยืนขึ้นไปละหมาดกับเขา ท่านร่อซู้ล ฯ  จึงกล่าวขึ้นว่า ทั้งสองคนนี้คือญะมาอะห์ (67)
  • มีรายงานจากท่านอะนัส ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุ ว่าท่านเองได้ไปยังมัสยิดแห่งหนึ่งซึ่งมีการละหมาดญะมาอะห์ไปแล้ว ท่านอะซาน อิกอมาะห์ และละหมาดญะมาอะห์(ใหม่อีกครั้งหนึ่ง) (68)

 

วิเคราะห์หลักฐานของแต่ละฝ่าย

ผู้ไม่เห็นด้วยหรือห้ามการญะมาอะห์ใหม่หลังจากมีการละหมาดญะมาอะห์ไปแล้วในมัสยิดหนึ่งๆ แย้งว่า

  • ฮะดีษที่พูดถึงความประเสริฐของการละหมาดญะมาอะห์นั้น อาจเป็นไปได้ว่าหมายถึงการญะมาอะห์ในครั้งแรก
  • ฮะดีษอะบูสะอี๊ดไม่อาจนำมาเป็นหลักฐานในเรื่องนี้ได้เพราะมันเป็นเรื่องของผู้ละหมาดซุนนะห์ตามหลังผู้ละหมาดฟัรฎู ซึ่งไม่มีข้อโต้แย้งในเรื่องนี้  แต่ที่โต้แย้งกันคือผู้ละหมาดฟัรฎูจะตามหลักผู้ละหมาดซุนนะห์ได้หรือไม่ (69)
  • ส่วนฮะดีษของอะบูสะอี๊ด เป็นฮะดีษฎ่ออีฟแม้จะมีหลายสายรายงานมากก็ตาม (71)
  • และรายงานจากท่านอะนัส อาจเป็นไปได้ว่าหมายถึงการละหมาดในมัสยิดที่อยู่ข้างทาง(ที่ไม่มีอิหม่ามประจำ) ซึ่งก็ไม่มักรูวห์อยู่แล้ว  และสิ่งที่สนับสนุนว่ามันคือมัสยิดข้างทางก็เพราะท่านอะนัสได้อะซานและอิกอมะห์ด้วย  ซึ่งบรรดาผู้ที่เห็นว่าอนุญาตให้ละหมาดในมัสยิดประจำท้องที่ได้  ก็ไม่ได้ใช้ให้อะซานและอิกอมะห์ใหม่แต่ประการใด (72)

ผู้เห็นด้วยกับการอนุญาตให้ญะมาอะห์ใหม่ได้หลังจากที่มีการญะมาอะห์ไปแล้ว ชี้แจงดังนี้ว่า

  • การไปจำกัดความฮะดีษว่าด้วยเรื่องความประเสริฐของการญะมาอะห์นั้น เป็นการจำกัดด้วยเหตุผลซึ่งปราศจากหลักฐานหรือตัวบทยืนยัน  ตามที่ปรากฏนั้นข้อความในฮะดีษมิได้ระบุเลยว่าเป็นญะมาอะห์ไหน และสิ่งที่มาสนับสนุนความเข้าใจดังกล่าวก็คือรายงานที่บันทึกโดยอิบนุอะบีชัยบะห์ด้วยสายรายงานที่ศ่อเฮี๊ยะ(73)  ถึงท่านอิบรอฮีมอัลนัคอี้ย์ ว่า “เมื่อผู้หนึ่งละหมาดร่วมกับอีกผู้หนึ่ง  การละหมาดของทั้งคู่คือการญะมาอะห์  ทั้งคู่ได้ภาคผลของการละหมาดญะมาอะห์คือยี่สิบห้าเท่า”(74)
  • ฮะดีษของอะบูสะอี๊ดเป็นหลักฐานโดยตรงที่ยินยอมให้มีการญะมาอะห์ใหม่  และเป็นสิ่งพึงปรารถนาด้วย  ส่วนประเด็นเรื่องผู้ละหมาดซุนนะห์ตามหลังผู้ละหมาดฟัรฎู  หรือผู้ละหมาดฟัรฎูตามหลังผู้ละหมาดซุนนะห์ได้หรือไม่  มันอีกประเด็นหนึ่งซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่เราพูดถึงกันอยู่
  • ส่วนฮะดีษอะบีอุมามะห์แม้ว่าสายรายงานฎ่ออีฟ แต่ก็มินำมาเป็นหลักฐานหลัก หากแต่นำเสนอไว้เพื่อสนับสนุนเท่านั้นเอง  เพราะในเรื่องนี้มีฮะดีษขออะบูสะอี๊ดอยู่แล้ว  ท่านติรมีซีย์กล่าวว่าฮะดีษอะบูสะอี๊ด เป็นฮะดีษฮะซัน  และท่านฮาเก่มตลอดจนท่านอิบนุฮิบบานและท่านอิบนุคุซัยมะห์บอกว่าเป็นฮะดีษศ่อเฮี๊ยะห์  ท่านฮัยษะมี่ย์กล่าวว่าบุคคลในสายรายงานเป็นที่เชื่อถือได้ (ษิเกาะห์) (75)  ในเรื่องนี้มีรายงานสนับสนุนจากศ่อฮาบะห์ อีกหลายท่านเช่น อะบูมูซา  ฮะกัม อิบนุ อุมัยรฺ  (76) จากท่านอะนัส  ซัลมาน  และอิศมะห์อิบนุอับดุ้ลมาลิก (77)
  • กรณีฮะดีษอะนัส มันก็เป็นเพียงการคาดเดาของผู้ไม่เห็นด้วย   และหลักฐานใดๆ  ก็ไม่อาจถูกหักล้างด้วยการคาดเดา
  • ส่วนหลักฐานที่ฝ่ายไม่เห็นด้วยและไม่สนับสนุนการญะมาอะห์ซ้ำยกมาอ้างอิงเช่นฮะดีษของอะบีฮุรอยเราะห์นั้น หาได้เป็นตัวบทโดยตรงในเรื่องนี้  ความหมายของฮะดีษดังกล่าวคือคาดโทษผู้ที่ไม่มาละหมาดญะมาอะห์หรือทิ้งละหมาดโดยสิ้นเชิง  มิใช่การมาญะมาอะห์ที่ล่าไปด้วยเหตุอันจำเป็น  อีกทั้งฮะดีษดังกล่าวยังเป็นการส่งเสริมให้ปฏิบัติตัวแตกต่างจากพวกมุนาฟิก (ศรัทธาแต่ปากแต่ใจไม่ศรัทธา)  ท่านฮาฟิซ อิบนุฮะญัร กล่าวว่า  ” สำหรับข้าพเจ้าแล้วฮะดีษดังกล่าวเกี่ยวข้องกับพวกมุนาฟิกีน  เพราะท่านนะบีพูดว่า “ละหมาดที่หนักยิ่งแก่พวกมุนาฟิกีนคือละหมาดอิชาอฺและฟัจรฺ” (78)  ลักษณะดังกล่าวเกี่ยวข้องกับมุนาฟิกีนแต่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับมุอฺมินที่ศรัทธาอย่างสมบูรณ์  (79) ท่านชาฏิบี่ย์กล่าวว่า(80) ฮะดีษ(อะบีฮุรอยเราะห์) กล่าวถึงเฉพาะมุนาฟิกีน ดูจากคำพูดของอิบนุมัสอู๊ดที่ว่า “พวกเราเห็นว่าไม่มีผู้ใดที่ละเลยมัน (ละหมาดฟัจรฺที่มัสยิดพร้อมกับผู้คนทั้งหลาย) เว้นแต่ผู้นั้นคือมุนาฟิก”(81)
  • ฮะดีษของอะบีบักเราะห์ หาได้เป็นหลักฐานของฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยกับการญะมาอะห์ซ้ำไม่  หากแต่เป็นหลักฐานสนับสนุนผู้ที่อนุญาตต่างหาก  โดยไม่พิจารณาว่าละหมาดที่ใด  จะที่บ้านหรือที่มัสยิด  เนื้อความฮะดีษระบุถึงการ ส่งเสริมให้ละหมาดญะมาอะห์   และที่สำคัญการระบุแต่เพียงว่าบุคคลในสายรายงานฮะดีษดังกล่าวเป็นที่น่าเชื่อถือ (ตามหลักวิชาฮะดีษ) หาใช่เป็นการยืนยันว่าฮะดีษดังกล่าวศ่อเฮี๊ยะห์แต่อย่างใด ท่านฮาฟิซอัซซัยละอี่ย์ กล่าวว่า (82) คำว่าสายรายงานเป็นที่น่าเชื่อถือหาใช่เป็นการระบุว่าฮะดีษนั้นๆ เป็นฮะดีษศ่อเฮี๊ยะห์ จนกว่าจะได้ระบุว่ามันไม่ไปค้านต่อฮะดีษที่แข็งแรงกว่าหรือไม่มีเงื่อนงำใดๆ  ที่ทำให้ฮะดีษนั้นตกไป  ท่านฮาฟิซ อิบนุฮะญัรก็ได้กล่าวไว้ในทำนองเดียวกันนี้คือท่านกล่าวว่า “การที่บุคคลในสายรายงานเป็นที่น่าเชื่อถือก็มิได้หมายความว่าจำเป็นที่ฮะดีษนั้นๆ เป็นฮะดีษศ่อเฮี๊ยะห์  แต่กลับปรากฏในหนังสือ ตั๊วห์ฟะตุ้ลอะห์วะซี้ย์ (84) และในหนังสือ เอี๊ยะลามุลซุนัน ว่าในสายรายงานฮะดีษดังกล่าวมีบุคคนหนึ่งชื่อ มุอาวิยะห์ อิบนุ ยะห์ยา ซึ่งนักฮะดีษยังวิจารณ์อยู่ว่าเป็นบุคคลที่น่าเชื่อหรือไม่
  • ท่านฮาฟิซอัซซะฮะบี้ย์(85) และอิบนุอะดี้ย์ (86) ฮะดีษที่มุอาวิยะห์ อิบนุ ยะห์ยา รายงานนั้นส่วนใหญ่แล้วเป็นฮะดีษมะนากีร (ไม่ถูกยอมรับ) และหนึ่งในฮะดีษมะนากีรของเขาคือรายงานจากอะบีบักเราะห์ข้างต้น หากแม้สมมุติว่าท่านร่อซู้ลฯ ได้รวมครอบครัวละหมาดที่บ้านท่านจริง  ก็หาได้มีหลักฐานใดบ่งชี้ว่าการละหมาดญะมาอะห์ซ้ำในมัสยิดเป็นสิ่งมิควรทำแต่ประการใด  ตามเนื้อความฮะดีษระบุแต่เพียงว่าท่านไปรวมคนที่บ้านละหมาดญะมาอะห์  ส่วนการตีความเลยเถิดไปว่าเพราะไม่อนุญาตละหมาดญะมาอะห์ซ้ำในมัสยิด  เป็นการตีความที่หาได้มีระบุอยู่ในตัวบทฮะดีษไม่  ในทำนองเดียวกันฮะดีษนี้ก็มิได้ระบุว่าการละหมาดคนเดียวในมัสยิดเป็นสิ่งต้องห้ามแต่ประการใด
  • หากฮะดีษดังกล่าวเป็นตัวบทยืนยันในเรื่องการไม่สมควรละหมาดญะมาอะห์ซ้ำในมัสยิดจริง ฮะดีษดังกล่าวก็ต้องเป็นตัวบทในเรื่องไม่สมควรละหมาดเพียงลำพังในมัสยิดด้วย  เพราะท่านนะบีมิได้ละหมาดในมัสยิดแต่กลับไปละหมาดที่บ้านตามที่อ้างกัน  ดังนั้นการอ้างถึงฮะดีษอะบีบักเราะห์ว่าเป็นหลักฐานในเรื่องไม่สมควรให้ละหมาดญะมาอะห์ซ้ำในมัสยิดที่ได้มีการญะมาอะห์ไปแล้ว จึงเป็นการอ้างหลักฐานที่ไม่ถูกต้อง  ท่านมุบาร๊อกฟูรี่ย์กล่าวว่า “ในเรื่องนี้ (ไม่เห็นสมควรให้ละหมาดญะมาอะห์ซ้ำ) ฉันไม่พบว่ามีฮะดีษศ่อเฮี๊ยะห์ใดๆ  ยืนยันเช่นนั้น” (87)
  • ส่วนรายงานที่มีมาจากท่านอัล-ฮะซันที่บอกว่าบรรดาศ่อฮาบะห์ของร่อซูลุ้ลเลาะห์ ศ้อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม เมื่อเข้าไปยังมัสยิด(ที่มีการญะมาอะห์ไปแล้ว)  ต่างคนก็ต่างละหมาด  (คือไม่มีการญะมาอะห์กัน)  หากว่ายกหลักฐานมาแต่เพียงเท่านี้ก็อาจเกิดความสับสนได้  แท้ที่จริงแล้ว(88) อิบนุอะบีชัยบะห์(89)ก็ได้รายงานถึงเหตุผลที่บรรดาศ่อฮาบะห์ทำเช่นนั้นไว้ชัดเจนคือเกรงอำนาจรัฐ (หาใช่เพราะการญะมาอะห์ซ้ำเป็นสิ่งไม่บังควรแต่ประการใด)

 

บทสรุปเบื้องต้น

หากผู้อ่านพิจารณาหลักฐานของแต่ละฝ่ายแล้ว ก็จะทราบว่าหลักฐานของฝ่ายที่เห็นดีให้มีการญะมาอะห์ซ้ำได้นั้นเที่ยงตรงและแข็งแรงกว่า

เพียงแต่ว่าผู้ที่ไม่เห็นด้วยกับการญะมาอะห์ซ้ำคือผู้รู้ส่วนใหญ่  โดยอธิบายเหตุผลว่าเหตุที่เราห้ามมิให้มีการละหมาดญะมาอะห์ซ้ำในมัสยิดที่มีการญะมาอะห์ไปแล้ว  ก็คือว่าหากมันทำให้มุสลิมต้องขัดแย้งแตกแยก  แก่งแย่งกับอิหม่าม  และแน่นอนมันย่อมเกิดการเป็นศัตรูกัน  เป้าหมายสูงสุดคือการรวมกันไม่ใช่แตกแยกกันนั่นก็คือการญะมาอะห์  อันจะนำไปสู่การประสานใจ  ความเป็นปึกแผ่น  และมีความรักความสามัคคีกัน   ขจัดความโกรธเกลียดซึ่งกันและกัน  และญะมาอะห์ที่กระทำซ้ำขึ้นทีหลังอาจเป็นเหตุไปสู่สิ่งดังกล่าวได้

และการเห็นดีกับการละหมาดญะมาอะห์ซ้ำ  เท่ากับเป็นการเปิดโอกาสให้พวกหลงผิดคิดร้ายทั้งหลายได้กระทำการอันไม่ถูกไม่ต้องของพวกเขา  ดังนั้นนักวิชาการส่วนใหญ่จึงเห็นว่าไม่สมควรให้มีการญะมาอะห์ซ้ำด้วยเหตุผลต่างๆ  ที่กล่าวไปแล้ว

อิหม่ามชาฟิอีย์กล่าวว่า (90) ” ที่ฉันไม่ดีกับการญะมาอะห์ซ้ำนั้น ก็เพราะว่าไม่มีใครในยุคก่อนเขาทำกัน  และบางคนยังตำหนิการกระทำนั้นอีกด้วย  ฉันเข้าใจเอาว่าการที่คนในยุคก่อนตำหนินั้นก็เพราะว่ามันทำให้มุสลิมต้องแตกแยก  และเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้ไม่ประสงค์จะตามอิหม่าม  รออยู่นอกมัสยิดจนกล่าวจะมีการละหมาดไปแล้ว  จึงทยอยกันเข้ามาละหมาดใหม่   นี้คือการขัดแย้งและแตกแยกชัดเจน  ซึ่งมันสิ่งที่ไม่พึงประสงค์  ฉันไม่เห็นชอบให้มีการญะมาอะห์ซ้ำในกรณีที่เป็นมัสยิดที่มีอิหม่ามและมุอัซซินประจำ  ส่วนมัสยิดที่ไม่มีอิหม่ามและมุอัซซินประจำเช่นมัสยิดที่สร้างขึ้นเพื่อให้ผู้สัญจรไปมาได้ละหมาด  ฉันไม่ว่ากระไร(หากจะมีการญะมาอะห์ซ้ำญะมาอะห์ขึ้นอีก) เพราะมันไม่อยู่ในข่ายของคำว่าสร้างความแตกแยกให้แก่พี่น้องมุสลิมีน”

ท่านอิหม่ามอิบนุ อับดุ้ล บัรรฺ(ผู้รู้ในมัซฮับมาลิก)  กล่าวหลังจากที่ได้อ้างคำพูดของอิหม่ามมาลิกถึงการไม่เห็นสมควรให้มีการญะมาอะห์ซ้ำ ว่า “ปัญหาดังกล่าว(คือการไม่เห็นสมควรให้มีการญะมาอะห์ซ้ำ) ไม่ใช่ปัญหาที่มีมาแต่กาลก่อน  มันเป็นเพียงการกีดกันผู้หลงผิดคิดร้ายมิให้มีโอกาสเผยลัทธิของตน  และเป็นการป้องปรามมิให้พวกเขาสร้างความแตกแยกให้แก่พี่น้องมุสลิม  เพราะพวกบิดอะห์มักรออยู่นอกมัสยิดจนกว่าอิหม่ามประจำจะได้ละหมาดไปแล้ว  พวกเขาถึงจะเข้ามาละหมาดญะมาอะห์กันใหม่  ดังนั้นนักวิชาการในอดีตจึงเห็นสมควรห้ามมิให้มีการญะมาอะห์ซ้ำ  แต่ก็ไม่ได้แยกแยะอะไรไว้ว่าที่ห้ามนั้นในกรณีใดบ้าง  ซึ่งหลักเดิมก็คือสิ่งที่ข้าพเจ้าได้บอกไปแล้ว (คือการละหมาดญะมาอะห์เป็นสิ่งสมควรกระทำ) (91)

ท่านอิบนุ้ลอะร่อบี(ผู้รู้ในมัซฮับมาลิก) อธิบายอัล-กุรอ่านอายะห์ที่ว่า “เป็นการสร้งความแตกแยกในหมู่ผู้ศรัทธาทั้งหลาย” (92) ไว้ดังนี้ … หมายถึงบรรดาผู้ศรัทธาเดิมเป็นหนึ่งเดียวที่ละหมาดอยู่ในมัสยิดแห่งเดียว แต่พวกผู้ไม่ประสงค์ดีพยายามแยกความสามัคคีของผู้ศรัทธาในเรื่องการฏออะห์ (ต่ออัลเลาะห์) … สิ่งนี้เป็นข้อบ่งชี้ได้อย่างชัดเจนว่าเป้าหมายสูงสุดของการให้มีญะมาอะห์นั้นก็คือการประสานใจบรรดาผู้ศรัทธา  จากความหมายนี้ท่านอิหม่ามมาลิกจึงได้กล่าวว่าจะต้องไม่มีการญะมาอะห์สองญะมาอะห์ในมัสยิดเดียวกัน  ไม่ว่าจะนำโดยอิหม่ามคนเดียวกันหรือเป็นอิหม่ามอื่นก็ตาม  เพราะมันเป็นการสร้างความแตกแยกและเป็นการทำลายฮิกมะห์ (เหตุผลอันลึกซึ้งของการญะมาอะห์) ดังกล่าว ” (93)

ท่านบาญี่ย์(ผู้รู้ในมัซฮับมาลิก)กล่าวว่า “หากอนุญาตให้มีการญะมาอะห์ซ้ำได้สองครั้ง  ก็เท่ากับยอมให้มีการขัดแย้งและแตกแยกได้  พวกบิดอะห์ทั้งหลายก็จะได้โอกาสแยกไปทำญะมาอะห์ใหม่โดยอิหม่ามของพวกเขา  พวกเขาก็จะล่าช้าไม่มาญะมาอะห์ร่วมกับอิหม่ามของมุสลิมโดยรวม    เท่ากับว่าเปิดโอกาสให้ผู้คนเหล่านี้แก่งแย่งอีหม่ามประจำสร้างความแตกแยกให้หมู่คณะ  ดังนั้นเพื่อเป็นการป้องกันการกระทำดังกล่าวจึงไม่สมควรให้มีการญะมาอะห์ซ้ำขึ้นอีก หลังจากอิหม่ามประจำนำละหมาดไปแล้ว (94)

ที่ได้กล่าวไปแล้วนั้นคงจะชัดเจนว่าการที่ผู้รู้หลายท่านไม่เห็นด้วยกับการญะมาะอะห์ซ้ำก็เนื่องด้วยเล็งเห็นถึงผลร้ายความแตกสามัคคี   แต่ถ้าหากว่าการญะมาอะห์ซ้ำไม่เป็นเหตุพาไปสู่สิ่งดังกล่าวแล้ว  เช่นผู้ละหมาดญะมาอะห์ซ้ำในรอบสองมีจำนวนน้อยและไม่มีเจตนาจะแตกความสามัคคีและที่มาล่าไปก็เพราะอุปสรรค์บางประการหาใช่เป็นการประสงค์ร้ายต่อส่วนรวมแล้ว  การญะมาอะห์ซ้ำในกรณีนี้หาได้เป็นสิ่งไม่บังควรไม่  ซึ่งผู้ที่ห้ามมิให้มีการญะมาอะห์ซ้ำก็ได้ระบุไว้ชัดเจนเช่นอิหม่ามชาฟิอีย์เป็นต้น  ท่านกล่าวไว้ว่า “การญะมาอะห์ซ้ำนั้นถือว่าใช้ได้  ส่วนว่าไม่บังควรทำนั้นก็เพราะเหตุผลเรื่องความแตกแยก”(95)

ท่านอะบูยูสุฟ (ศิษย์ของอิหม่ามอะบูฮะนีฟะห์) กล่าวว่า “การญะมาอะห์ซ้ำที่ถือว่าเป็นมักรูวห์ (ไม่สมควรทำ)นั้นคือหากมีผู้ละหมาดมากๆ  (96) หากมีเพียงสามสี่คนและกระทำกัน ณ มุมหนึ่งมุมใดของมัสยิด  ก็ไม่ถือว่ามักรูวห์แต่อย่างใด”   มีรายงานจากท่านมุฮัมหมัด อิบนุ้ล ฮะซัน  อัช-ชัยบานี่ย์ว่า(ผู้รู้ในมัซฮับอะบูฮะนีฟะห์) ” การญะมาอะห์ซ้ำในลักษณะมีการเรียกร้องเชิญชวนให้มาละหมาดกันมากๆ  ถึงจะถือว่ามักรูวห์  แต่ถ้าหากไม่เป็นเช่นนั้นก็ไม่ถือว่ามักรูวห์” (97)

มีรายงานจากอัชฮับอัลมาลิกีจากการรายงานของอัศอับว่าทั้งคู่ได้เข้าไปยังมัสยิดที่ได้มีการญะมาอะห์ไปแล้ว  ท่านอัชอับกล่าวแก่ฉัน(อัศอับ)ว่ามาละหมาดตามฉันสิ  ทันใดนั้นท่านอัชอับก็ได้ขยับไปละหมาดที่มุมหนึ่งของมัสยิด ฉันจึงได้ละหมาดตามท่าน” (98)

ท่านอิหม่ามนะวาวีกล่าวหลังจากที่ได้พูดถึงทัศนะที่ถูกต้องที่สุดในมัซฮับชาฟิอีย์ซึ่งก็คือถือว่าการญะมาอะห์ซ้ำหลังจากที่อิหม่ามประจำได้นำญะมาอะห์ไปแล้ว  ว่า “หากมีใครบางคนมาล่าและไม่ทันญะมาอะห์  ก็สมควรให้ผู้ที่ยังอยู่(ในมัสยิด) ไปร่วมละหมาดกับเขาเพื่อให้เขาได้รับความประเสริฐของการญะมาอะห์(99)

ในหนังสือมุฆนิ้ลมั๊วะตาจญ์ (ฟิกห์มัซฮับชาฟิอีย์) (100) ปรากฏข้อความดังนี้ ” สมควรแก่ผู้ใดที่ได้ละหมาด(ญะมาอะห์)ไปแล้ว  ให้ละหมาดร่วมกับผู้มาทีหลังที่ละหมาดฟัรฎูเพียงลำพัง  เพื่อที่เขาจะได้ภาคผลของการญะมาอะห์”

บรรดาผู้ที่เห็นสมควรให้มีการละหมาดญะมาอะห์ซ้ำได้ก็มิได้ละเลยความหมายดังกล่าวนั้น    คือเมื่อใดก็ตามถ้าการญะมาอะห์ซ้ำจะเป็นเหตุแห่งความเสียหาย  แตกแยก หรือหลีกเลี่ยงที่จะตามอิหม่ามประจำ  การญะมาอะห์ซ้ำดังกล่าวก็ย่อมเป็นสิ่งไม่สมควร  แต่ถ้าไม่มีเหตุใดๆ ที่เป็นเหตุแห่งความเสียหายตามที่กล่าวนั้น  การละหมาดญะมาอะห์ย่อมเป็นสิ่งสมควรให้กระทำ

ในหนังสือ อัรเราดุ้ลมุร๊อบบะอฺ ชัรฮุ  ซาดิ้ลมุสตักนะอฺ (ฟิกห์มัซฮับฮัมบาลี) หลังจากที่ผู้เขียนได้พูดถึงการส่งเสริมให้มีการญะมาอะห์แล้ว  ก็ได้กล่าวป้องปรามไว้ว่า การญะมาอะห์ซ้ำอาจเป็นมักรูวห์ได้ในกรณีที่เป็นเหตุแห่งความขัดแย้งแตกแยกและไม่ให้ความสำคัญกับอิหม่ามประจำ” (101)  อิบนุมุฟเลี้ยะห์ อัลฮัมบาลีย์(102) กล่าวว่าการ “ละหมาดญะมาอะห์ซ้ำไม่เป็นมักรูวห์แต่ประการใด”  คือเมื่ออิหม่ามประจำ ณ ที่แห่งนั้นได้ละหมาดญะมาอะห์ไปแล้ว  และมีผู้มาทีหลังไม่ทันญะมาอะห์ดังกล่าว  ก็ให้พวกเขารวมกันละหมาด ท่านอิบนุฮัซมฺกล่าวว่า “สำหรับเราแล้วเห็นว่าผู้ที่ล่าช้าไม่ทันละหมาดญะมาอะห์โดยไม่มีเหตุอันควร   จะเป็นเพราะไม่ให้ความสำคัญต่อการญะมาอะห์   เพราะอารมณ์   หรือเพราะไม่ถูกกับอิหม่าม  ถ้าเป็นเช่นนี้เราก็เห็นสมควรห้ามการญะมาอะห์ซ้ำดังกล่าว (103)

จากที่ได้กล่าวไปแล้วนั้น  เห็นได้ชัดเจนว่าผู้รู้ทั้งหมดเกือบจะมีความเข้าใจตรงกันในเรื่องเห็นสมควรให้มีการญะมาอะห์ถ้าการญะมาอะห์นั้นๆ ไม่เป็นเหตุแห่งความแตกแยก  ขัดแย้งกัน  และแข่งขันกับอิหม่าม  อันเป็นเหตุแห่งความเสียหายทั้งปวง  และเมื่อใดก็ตามที่การญะมาอะห์ซ้ำดังกล่าวจะเป็นเหตุพาไปสู่สิ่งไม่ดีงาม   สร้างความร้าวฉาน   ความแตกแยก   ทำให้พี่น้องมุสลิมต้องทะเลาะกัน  หรือเปิดโอกาสให้พวกบิดอะห์ทั้งหลายได้กระทำในสิ่งไม่ถูกต้อง  แน่นอนการเปิดให้มีการญะมาอะห์ซ้ำย่อมเป็นสิ่งไม่ถูกต้อง  ความเสียหายใดๆ ก็ตามเป็นสิ่งต้องห้าม  และสิ่งใดที่จะพาไปสู่ความเสียหายย่อมเป็นที่ต้องห้ามไปด้วย ท่านชาฏิบี่ย์กล่าวไว้ดังนี้(104) ” การพิจารณาถึง และผลของการกระทำเป็นหลักศาสนาโดยไม่ต้องสงสัย   การกระทำนั้นๆ จะถูกต้องหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับผลของมัน   ผู้วินิจฉัยต้องไม่ตัดสินการกระทำใดๆ ของผู้ปฏิบัติว่าได้หรือไม่ได้จนกว่าจะได้พิจารณาถึงผลของการกระทำนั้นๆ เสียก่อน  หากผลแห่งการกระทำนั้นๆ เป็นสิ่งดีงามก็สมควรให้กระทำ  แต่ถ้าส่งผลร้ายมากกว่าผลดีงามนั้นๆ ก็ไม่สมควรให้กระทำ…”  (105)  ท่านชาฏิบี่ย์ได้อ้างอิงหลักการหลายข้อเพื่อสนับสนุนคำพูดที่ว่าการกระทำใดๆ จะถือสมควรทำหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับผลของมัน หลักการข้อนี้ได้มาจากการศึกษาหลักการศาสนาในทุกๆ ด้านอย่างครอบคลุม   ท่านได้ยกตัวอย่างในเรื่องดังกล่าวไว้ว่าท่านนะบีสั่งห้ามมิให้สังหารพวกมุนาฟิกีน(ในกรณีที่พวกเขาหนีทัพในสงครามอุฮุด) โดยกล่าว่า “ผู้คนจะเอาไปอ้างได้ว่าเขา(มุฮัมหมัด)ฆ่าสาวกของตัวเอง” (106)  และอาจเป็นเหตุให้พวกเขาไม่ยอมรับอิสลามในที่สุดก็ได้

ประเด็นปัญหาที่กล่าวนั้นก็คงไม่แตกต่างจากปัญหาที่เรากำลังพูดถึงอยู่นี้ กล่าวคือการละหมาดญะมาอะห์แต่เดิมเป็นที่ส่งเสริมโดยหลักการ  ด้วยเหตุที่ว่าการละหมาดญะมาอะห์เป็นการเพิ่มพูนภาคผล  สร้างความรักความสามัคคี  ได้รับรู้สภาพซึ่งกันและกันและมีโอกาสไปเยี่ยมเยียนซึ่งกันและกัน  อันก่อให้เกิดความร่วมมือกัน  เหตุนี้ท่านนะบี ศ้อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัมจึงได้กล่าวว่า “อย่าขัดแย้งกันอันจะเป็นเหตุให้หัวใจของพวกท่านขัดแย้งกัน” (107)

ในเมื่อการละหมาดญะมาอะห์มีเหตุผลและเป้าหมายอันสูงส่งดังที่กล่าวแล้วนั้น  หากผู้ใดอาศัยการละหมาดญะมาอะห์เพื่อสร้างความร้าวฉาน  แตกแยก  และขัดแย้งเสียแล้ว  การญะมาอะห์นั้นๆ ย่อมไม่ถูกต้องด้วยนัยยะของหลักการ

ท่านอิบนุกอยยิมกล่าวว่า(108 “การกระทำหรือคำพูดที่พาสู่ความเสียหายมีสองประเภทคือ…ประเภทที่สองคือ(การกระทำหรือคำพูด) ที่ชี้ชวนไปสู่สิ่งที่อนุมัติให้กระทำได้หรือเป็นการสมควรกระทำ  แต่ก็มีเป้าหมายสุดท้ายเพียงเป็นสื่อไปสู่สิ่งต้องห้ามจะโดยตั้งใจหรือไม่ก็ตาม เช่นผู้ที่ละหมาดนาฟิละห์(ละหมาดซุนนะห์ที่สมัครใจทำซึ่งไม่เกี่ยวเนื่องจากสาเหตุใด) ในเวลาที่ต้องห้าม  หรือการด่าผู้นำของมุชริกีนท่ามกลางบรรดามุชริกีน… ”  แล้วท่านก็ยกหลักฐานมากมายเพื่อบ่งชี้ว่าสิ่งดังกล่าวเป็นที่ต้องห้าม หนึ่งในเหตุผลและหลักฐานดังกล่าวคือ(109)… “ข้อที่สามสิบเอ็ด   ผู้บัญญัติศาสนาสั่งให้ตามอิหม่ามคนเดียว ไม่ว่าจะในกรณีอิหม่ามสูงสุดหรืออิหม่ามญุมาอะห์  อี๊ดทั้งสอง  ขอฝน  หรือในภาวะสงคราม  เพียงแต่ในภาวะสงครามนั้นอีหม่ามอาจเป็นสองคนได้เพราะเหตุผลของความปลอดภัย   ทั้งหมดนี้ก็เพื่อป้องกันสิ่งไม่ดีงามทั้งหลายที่จะเกิดขึ้นจากความขัดแย้งแตกแยก  และเพื่อเป็นการประสานใจ  สร้างความรักความสามัคคีให้เกิดขึ้น สิ่งเหล่านี้ย่อมเป็นเป้าหมายสำคัญของศาสนา  ศาสนาป้องกันทุกวิถีทางที่จะไม่ให้มีการพาสู่ความแตกแยกขัดแย้งแม้กระทั่งเรื่องของการจัดแถวละหมาดก็ให้ตรงเป็นแนวเดียวกันทั้งนี้เพื่อให้หัวใจของผู้ละหมาดตรงกันและเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ตัวอย่างในเรื่องนี้มีมายมายในหลักการอิสลามและไม่อาจนำมากล่าวให้หมดในที่นี้ได้”

ด้วยเหตุนี้นักวิชาการหลายท่านได้ห้ามมิให้มีการละหมาดญุมาอะห์มากกว่าหนึ่งแห่งในเขตเมืองเดียวกันหากไม่มีความจำเป็นใดที่ต้องกระทำเช่นนั้น  เช่นมัสยิดกลางเป็นมัสยิดใหญ่สามารถจุผู้คนได้ทั้งหมด   (110)  ทั้งหมดนี้ก็เพื่อรักษาเอกภาพของมุสลิมและป้องกันมิให้มีความขัดแย้งแตกแยก  ป้องปรามพวกบิดอะห์ทั้งหลายที่คิดจะกระทำการใดๆ อันเป็นเหตุให้เกิดความร้าวฉานในหมู่มุสลิม (111)

ท่านชาฎิบี่ย์กล่าวว่า “การเว้นที่จะไม่กระทำ (สิ่งที่โดยพื้นฐานแล้วมิได้ผิดหลักการแต่ประใด) ก็ด้วยเหตุหลายประการ… ประการหนึ่งคือการละเว้นเป็นสิ่งที่ควรกระทำหากกระทำไปแล้วจะเกิดผลเสียใหญ่หลวงกว่าผลดีที่จะได้รับ เช่นที่ปรากฏตามรายงานของอาอิชะห์ว่า “หากหมู่ชนของเธอยังไม่ใหม่ต่อยุคญาฮิลียะห์(มุสลิมใหม่และยังคุ้นเคยอยู่กับค่านิยมและประเพณีของยุคญาฮิลียะห์) ฉัน(ร่อซูลุ้ลเลาะห์จะรื้อกะอฺบะห์และสร้างขึ้นมาใหม่) โดยนำหินโค้งบรรจุไว้ในตัวอาคารด้วย  และลดประตูกะอฺบะห์ลงมาติดพื้น” (113)  การที่ท่านร่อซู้ล ฯ เว้นที่จะทำสิ่งดังกล่าวก็เพราะกังวลว่าพวกอาหรับที่ยังไม่เข้าใจอิสลามดีนักจะเข้าใจผิดคิดว่าท่านร่อซู้ลทำลายสิ่งศักดิ์สิทธิ์และเปลี่ยนแปลงแก้ไขสิ่งสำคัญนี้ ” ท่านชาฏิบี่ย์ยังกล่าวอีกว่า “ด้วยเหตุนี้คนในยุคซะลัฟจึงเตือนมิให้กระทำสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่จะเป็นเหตุให้เกิดความเข้าใจผิดต่อหลักการอิสลาม  แม้ว่าสิ่งนั้นแต่เดิมเป็นสิ่งสมควรให้กระทำตามหลักการของศาสนาก็ตาม”  (114)  ท่านกล่าวต่อไปว่า “หลักการว่าด้วยการป้องกันสิ่งเสียหายที่จะเกิดขึ้นนี้  คนในยุคซะลัฟเขาถือปฏิบัติกันก็เพราะด้วยความหมายที่ได้กล่าวไปแล้ว  เช่น  การที่ท่านอุษมานนำละหมาดเต็ม(คือไม่ย่อทั้งๆ ที่ท่านอยู่ในภาวะเดินทาง)ในขณะที่ท่านทำฮัจญ์ (115)  และบรรดาศ่อฮาบะห์ทั้งหลายก็เห็นดีด้วยนั้น(116)ก็เพราะถือหลักดังกล่าวนี้  ท่านอุษมานให้เหตุผลว่า “ฉันเป็นผู้นำสูงสุด  อาหรับทั้งหลาย (ที่มาทำฮัจญ์) ต่างก็มองดูฉัน  หากฉันละหมาดสองร๊อกอะห์  พวกเขาอาจเข้าใจผิดคิดว่าฟัรฎูเหล่านั้นมีแค่สองร็อกอะห์” (117)

ชัยคุ้ลอิสลามอิบนุ ตัยมียะห์(118)กล่าวว่า “บางทีมุสลิมก็ต้องทิ้งสิ่งที่ควรกระทำหากว่ากระทำไปแล้วเกิดผลเสียมากกว่าผลดี  เช่น การที่ท่านนะบี ศ้อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ไม่รื้อและสร้างบัยตุ้ลเลาะห์ขึ้นใหม่บนรากฐานเดิมที่ท่านนะบีอิบรอฮีมเคยสร้างไว้ ”  ท่านยังได้กล่าวหลังจากที่ได้วิเคราะห์ประเด็นการกล่าวบิสมิลลาห์ (ค่อยหรือดังในละหมาด) ว่า “การตะอัศศุบ (การถือพวกนิยม) ในประเด็นปัญหาเหล่านี้หรือประเด็นอื่นๆ ก็ตาม    นับว่าเป็นเครื่องหมายของความขัดแย้งแตกแยกซึ่งเป็นสิ่งต้องห้าม…สมควรยิ่งที่ทุกคนต้องมุ่งมั่นประสานใจซึ่งกันและกันโดยละเว้นสิ่งที่ถือว่าเป็นมุสตะอับทั้งหลายหากมันจะพาไปสู่ความไม่เข้าใจกัน  การประสานใจถือว่ายิ่งใหญ่กว่าการปฏิบัติสิ่งต่างๆ เหล่านั้น (119)

สิ่งนี้แหละคือความหายของคำว่า เข้าใจศาสนาอย่างลึกซึ้ง  การละหมาดญะ-มาอะห์ซ้ำ   ถือว่าเป็นสิ่งสมควรทำยิ่ง  แต่ถ้านำพาไปสู่ความขัดแย้ง   แตกแยก  และร้าวฉานในหมู่มุสลิมแล้วไซ้  แน่นอนย่อมเป็นสิ่งไม่สมควรกระทำและอาจถึงกับเป็นสิ่งต้องห้ามเสียด้วยซ้ำไป  ผู้ใดก็ตามที่ศึกษาและวิเคราะห์ตัวบทหลักฐานทางศาสนาอย่างลึกซึ้งแล้ว  ก็จะทราบได้เองว่านี้คือมุมมองที่ถูกต้องเที่ยงตรงที่สุด

บทส่งท้าย

ผลของการวิเคราะห์นี้ทำให้เราทราบถึงความสำคัญของการละหมาด  โดยเฉพาะอย่างยิ่งการละหมาดญะมาอะห์ที่มัสยิดพร้อมกับอิหม่าม  และยังทำให้เราทราบอีกว่านักวิชาการต่างเห็นพ้องต้องกันว่าหากมัสยิดที่ไม่มีคนท้องที่ละหมาดประจำ  ไม่มีอิหม่ามประจำ   การละหมาดญะมาอะห์ซ้ำในมัสยิดดังกล่าวไม่ถือว่าน่ารังเกียจแต่ประการใด

และตามมุมมองของปวงปราชญ์ส่วนใหญ่  หากว่ามัสยิดใดเป็นมัสยิดท้องที่   มีอิหม่ามและคนท้องที่ละหมาดประจำอยู่  แต่มีผู้อื่นมาละหมาดญะมาอะห์ไปก่อนแล้ว   อิหม่ามก็มีสิทธิ์จะนำละหมาดญะมาอะห์ใหม่

มัสยิดใดเป็นมัสยิดท้องที่ๆ มีอิหม่ามและผู้คนในท้องที่ละหมาดประจำอยู่  หากมีผู้มาละหมาดญะมาอะห์ไม่ทัน  นักวิชาการบางส่วนเห็นว่าไม่สมควรที่ผู้มาทีหลังจะทำการละหมาดญะมาอะห์อีก  คือให้ต่างคนต่างละหมาด   แต่ก็มีนักวิชาการอีกบางส่วนเห็นว่าสมควรให้บรรดาผู้มาทีหลังละหมาดญะมาอะห์ร่วมกันยกเว้นกรณีของมัสยิดมักกะห์และมะดีนะห์

ตามความเข้าใจของผู้เขียนนั้น  หากว่าการญะมาอะห์ซ้ำมีเจตนาเพื่อกันผู้คนมิให้ละหมาดพร้อมกับอิหม่ามประจำ  หรือเพื่อสร้างความวุ่นวาย  แตกแยก  และความสับสนเกิดขึ้นแก่สังคมแล้ว  การญะมาอะห์ซ้ำในกรณีดังกล่าวถือว่าต้องห้าม  ทั้งนี้เพื่อป้องกันมิให้พวกบิดอะห์ทั้งหลายสร้างความไม่ดีงามให้เกิดขึ้นในสังคม

แต่ถ้าการมาญะมาอะห์ล่าช้าอันเนื่องจากมีเหตุจำเป็นบางประการและมิได้มีเจตนาจะสร้างความเสียหาย  สับสน  หรือความแตกแยกให้เกิดขึ้นแก่สังคมด้วยการกระทำบิดอะห์ใดๆ  แล้ว   การญะมาอะห์ซ้ำในกรณีดังกล่าวก็ไม่เป็นเรื่องน่ารังเกียจแต่ประการใด   หากแต่เป็นที่ส่งเสริมด้วยซ้ำไปด้วยหลักฐานต่างๆ ที่ได้กล่าวไปแล้ว

 

 

 

 

วิเคราะห์โดย ด๊อกเตอร์  มุฮำหมัด ฏอเฮร ฮะกีม

แปลและเรียบเรียง

โดย อิสฮาก  พงษ์มณี

จัดทำโดยชมรมอัซซะละฟิยูน

[1] อัลบะก่อเราะห์ อายะห์ที่ 43

[2] บุคอรี 3/261, มุสลิม 1/196, อะบูดาวูด 2/242-243, อัตติรมิซี่ย์ 3/259 -260, อิบนุมาญะห์ 1/568

[3] นักวิชาการมีทัศนะแตกต่างกันเกี่ยวกับเรื่องละหมาดญะมาอะห์ ฮะนะฟีและมาลิกีกล่าวว่าเป็นซุนนะห์มุอักกะดะห์สำหรับผู้ชายที่บรรลุศาสนภาวะและมีความสามารถ   ในกรณีที่เป็นฟัรฎูทั่วไปเช่นละหมาดห้าเวลา  ยกเว้นญุมอะห์ซึ่งเป็นฟัรฏู  ทัศนะที่ถูกต้องที่สุดในมัซฮับชาฟิอีถือว่าเป็นฟัรฎูกิฟายะห์  ส่วนมัซฮับอะห์หมัด อิบนุ ฮัมบัล  ถือว่าเป็นฟัรฎูอัยน์แต่ก็ไม่ถือว่าเป็นเงื่อนที่จะทำให้ละหมาดนั้นๆ ใช้ได้หรือไม่(คือถ้าไม่ไปละหมาดญะมาอะห์ก็ถือว่าละหมาดนั้นๆ ใช้ได้)

[4] บุคอรี 12/131, มุสลิม 5/125

[5] อะบูดาวูด 1/379, อัตติรมิซีย์ 2/14 ท่านกล่าวว่าเป็นฮะดีษฮะซันฆ่อรีบจากฮะดีษของบุรอยดะห์ แต่ก็มีรายงานอื่นสนับสนุนจากบันทึกของอิบนุมาญะห์ 1/257 และ อัลฮาเก่ม 1/212

[6] มุสลิม 5/156

[7] อัล-อัศลุ  ของ มุฮัมหมัด อิบนุ้ล ฮะซัน 1/134, อัล-อุม ของ อิหม่ามชาฟิอี 1/278, อัล-มุเดาวะนะห์ อัล-กุบรอ มัซฮับมาลิก 1/89, อัล-อิสติซการ ของ อิบนุ อับดุลบัรรฺ 4/63 , อัล-มัจมั๊วอ์ ของ อัล-นะวาวี 4/221, และอัล-ฟุรั๊วอฺ ของ อิบนุ มุฟเลี๊ยะห์ อัล-ฮัมบาลี 1/583

[8]  อัช-ชัรฮุ้ลศ่อฆีร ฯ 1/432-442, บะอิอุ้ลศ่อนาเอี๊ยะอฺ ฯ 1/418, บัซลุลมัจฮูด ฯ 4/177

[9] บะดาอิอุศศอเนี๊ยะอฺ ฯ 1/418-419, ฮาชิยะห์ อิบนิ อาบิดีน 1/553

[10] อัล-กาฟี  ฟีฟิกฮิ อะห์ลิ้ลมะดีนะห์  1/220, อัต-ตัฟเรี๊ยะอฺ ลิบนิ ญัลลาบ 1/263,

[11] ฮาชี้ยะตุรเราฎุ้ลมุรอบบะอฺ 2/271

[12] บะดาอิอุศศอเนี๊ยะอฺ ฯ 1/418-419

[13] อัล-ฮะซัน อิบนุ อะบิ้ลฮะซัน อัล-บะศ่อรี่  เป็นนักฟิกห์  น่าเชื่อถือ และเป็นผู้นำด้านศาสนา  เสียชีวิตปี ฮ.ศ. 110, ฏ่อบะก๊อต อิบนิ สะอฺ  7/156, อัต-ตะห์ซีบ 2/263

[14] อับดุลเลาะห์ อิบนุ ซัยด์ อิบนุ อัมรฺ อัล-บะศ่อรี่ เป็นนักฮะดีษ  ฟิกห์ และเป็นปราชญ์ เสียชีวิตปี   ฮ.ศ. 106 , อัต-ตะห์ซีบ 5/224

[15] อัล-กอเซ็ม อิบนุ มุฮัมหมัด อิบนุ อะบีบักรฺ อัศ-ศิดดีก เป็นปราชญ์ นักฮะดีษ  และนักฟิกห์แห่งเมืองมะดีนะห์  เสียชีวิตปี ฮ.ศ. 106 , อัต-ตะห์ซีบ 8/333, วะฟะยาตุ้ลอะอฺยาน 4/59

[16] อิบรอฮีม อิบนุ ยะซีด อัล-นัคอี่ย์ เป็นนักฟิกห์และปราชญ์อาวุโสแห่งเมืองอิรอก  เสียชีวิตปี ฮ.ศ. 96 , อัต-ตะห์ซีบ 1/177, อัล-ฮุ้ลลียะห์ ฯ 4/217

[17] 2/293 , และบันทึกโดย อิบนุ อะบีชัยบะห์ ในมุศอนนัฟ 2/221

[18] ซุฟยาน อิบนุ สะอี๊ด อัษเษารี่ เป็นนักฟิกห์ อะดีษ และน่าเชื่อถือ เสียชีวิตปี ฮ.ศ. 151, ตัซกิเราะตุ้ลฮุฟฟาซ 1/302,  อัต-ตะห์ซีบ 4/111

[19] อับดุรรอซซาก อิบนุ ฮัมมาม อัล-ฮิมยะรี่ เจ้าของ อัล-มุศอนนัฟ เป็นนักปราชญ์และนักฮะดีษ เสียชีวิตปี ฮ.ศ. 211, อัต-ตะห์ซีบ 6/310 , วะฟะยาตุ้ลอะอฺยาน 3/216

[20] อิบนุ อะบีชัยบะห์ 2/221

[21] อิบนุ อะบีชัยบะห์ 2/222

[22]  2/292

[23]  อับดุลเลาะห์ อิบนุ มุบาร๊อก เป็นผู้นำ  นักฮะดีษ  นักท่องจำ และเป็นนักฟิกห์ เสียชีวิตปี ฮ.ศ. 181, ฏ่อบะก๊อต อิบนุ สะอฺ 7/372, อัตตะซีบ 5/382