หมอดูและดูหมอ

207

หมอดูและดูหมอ

หมอดู

 

ความหมายในภาษาไทย

พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๔๒ ให้ความหมายไว้ว่า “หมอดู  น. ผู้ทํานายโชคชะตาราศี” มีคำสำคัญอีกสองคำที่ต้องทำความเข้าใจคือ โชคชะตาและราศี

ชะตา  น. ลักษณะหรืออัธยาศัยบางอย่างที่ทําให้รู้สึกชอบหรือไม่ชอบ  ในทันทีทันใด เช่น ถูกชะตากัน ไม่ถูกชะตากัน, ลักษณะที่บังเกิด สําแดงเหตุดีและร้าย เช่น ชะตาดีชะตาร้าย; แบบรูปราศีที่บอก ดาวพระเคราะห์เดินถึงราศีนั้น ๆ ในเวลาเกิดของคนหรือเวลา สร้างสิ่งสําคัญเช่นบ้านเมืองเป็นต้นที่โหรคํานวณไว้ โดยแบ่งเป็น   ๑๒ ราศีเรียกว่า ดวงชะตา หรือ ดวง, ชาตา ก็ว่า

ราศี ๑  น. กอง, หมู่, เช่น บุญราศี ว่า กองบุญ; ชื่อมาตราวัดจักรราศี คือ ๓๐ องศา เป็น ๑ ราศี, ถ้ากลุ่มดาวใดอยู่ในช่วงจักรราศีนั้น ก็เรียกชื่อราศีตาม กลุ่มดาวนั้น เช่น ราศีเมษ ราศีกรกฎ, อาทิตย์โคจรรอบจักรวาลผ่านหมู่ ดาว ๑๒ หมู่ และดาวหมู่หนึ่ง ๆ เรียกว่า ราศี ๑. (ส. ราศิ; ป. ราสิ).

ราศี ๒  น. ความสง่างาม, ลักษณะดีงามของคน, เช่น หน้าตามีราศี, โดยปริยาย หมายความว่าความอิ่มเอิบ, ความภาคภูมิ, เช่น ได้ตำแหน่งดี ดูมีราศีขึ้น; สิริมงคล เชื่อกันว่าเวลาเช้าราศีอยู่ที่หน้า เวลากลางวันราศีอยู่ที่หน้าอก เวลากลางคืนราศีอยู่ที่เท้า

หากพิจารณาตามคำอธิบายของพจนานุกรมไทย หมอดูก็คือผู้ทำนายทายทักเกี่ยวกับโชคของคนว่าดีหรือร้ายซึ่งโยงกับกลุ่มดาวสิบสองกลุ่มที่เรียกว่าราศี

 

สิบสองราศีคืออะไร

คือกลุ่มดาวที่ดวงอาทิตย์และบริวารซึ่งรวมถึงโลกและดวงจันทร์โคจรผ่านมันในรอบหนึ่งปี หากดวงอาทิตย์และบริวารเคลื่อนผ่านไปอยู่ในกลุ่มดาวใดก็จะเรียกว่าอยู่ในราศีนั้นๆ ในทางโหราศาสตร์เชื่อว่ากลุ่มดาวเหล่านั้นมีอิทธิพลต่อชีวิตมนุษย์และสามารถอาศัยทำนายทายทักดวงชะตาของมนุษย์ได้โดยอ้างอิงการเคลื่อนย้ายของดวงดาวเหล่านี้ คือ

ราศีสัญลักษณ์วันที่ครอบคลุมของราศี (โดยประมาณ)ธาตุระดับธาตุ[ดาวประจำราศี
แบบสายนะ (Tropical Zodiac)แบบนิรายนะ (Sidereal Zodiac)
ราศีเมษแกะ21 มีนาคม – 20 เมษายน13 เมษายน – 12 พฤษภาคมไฟจรราศี (แม่ธาตุ)ดาวอังคาร
ราศีพฤษภวัว21 เมษายน – 20 พฤษภาคม13 พฤษภาคม – 12 มิถุนายนดินสถิรราศี (กลางธาตุ)ดาวศุกร์
ราศีเมถุนคนคู่21 พฤษภาคม – 20 มิถุนายน13 มิถุนายน – 12 กรกฎาคมลมอุภัยราศี (ปลายธาตุ)ดาวพุธ
ราศีกรกฎปู21 มิถุนายน – 20 กรกฎาคม13 กรกฎาคม – 12 สิงหาคมน้ำจรราศีดวงจันทร์
ราศีสิงห์สิงโต21 กรกฎาคม – 20 สิงหาคม13 สิงหาคม – 12 กันยายนไฟสถิรราศีดวงอาทิตย์
ราศีกันย์หญิงสาว21 สิงหาคม – 20 กันยายน13 กันยายน – 12 ตุลาคมดินอุภัยราศีดาวพุธ
ราศีตุลคันชั่ง21 กันยายน – 20 ตุลาคม13 ตุลาคม – 12 พฤศจิกายนลมจรราศีดาวศุกร์
ราศีพิจิกแมงป่อง21 ตุลาคม – 20 พฤศจิกายน13 พฤศจิกายน – 12 ธันวาคมน้ำสถิรราศีดาวอังคารดาวพลูโต
ราศีธนูคนยิงธนู21 พฤศจิกายน – 20 ธันวาคม13 ธันวาคม – 12 มกราคมไฟอุภัยราศีดาวพฤหัสบดี
ราศีมกรแพะทะเล21 ธันวาคม – 20 มกราคม13 มกราคม – 12 กุมภาพันธ์ดินจรราศีดาวเสาร์
ราศีกุมภ์คนแบกหม้อน้ำ21 มกราคม – 20 กุมภาพันธ์13 กุมภาพันธ์ – 12 มีนาคมลมสถิรราศีดาวเสาร์ดาวมฤตยู
ราศีมีนปลา21 กุมภาพันธ์ – 20 มีนาคม13 มีนาคม – 12 เมษายนน้ำอุภัยราศีดาวพฤหัสบดีดาวเนปจูน

อย่างไรก็ดีคำว่าทำนายพอแยกได้เป็นสองลักษณะคือ ทำนายสิ่งที่เกิดขึ้นแล้วในอดีตและทำนายสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตไม่ว่าสิ่งนั้นจะดีหรือร้ายก็ตามดูเหมือนพจนานุกรมจะให้ความหมายสั้นและแคบเกินไป เพราะหมอดูบางคนอาจอาศัยลายมือ ใบหน้า และรูปร่างเพื่อการทำนายทายทักก็มี ยิ่งไปกว่านั้นบางคนอาจใช้วิธีการอื่นจากนี้เป็นปัจจัยทำนายทายทัก เช่น ลายมือ ลายเซ็น ชื่อ นาสกุล และอุปนิสัย เป็นต้น

 

ความหมายในภาษาอาหรับ

ในภาษาอาหรับแยกหมอดูไว้หลายประเภท เช่น หากทำนายทายทักโดยอาศัยดวงดาวเป็นหลักในการทำนายก็จะเรียกว่า “มุนัจญิม” แต่ถ้าอาศัยผีสางและดวงวิญญาณช่วยก็จะเรียกว่า “กาฮิน” อีกประเภทหนึ่งใช้การเขียนลงบนพื้นทรายเพื่อการทำนายโชคชะตา หมอดูประเภทนี้เรียกว่า “รอมม้าล”

ในภาษาอาหรับยังแยกอีกว่า หากเป็นการทำนายอนาคตจะถูกเรียกโดยรวมๆ ว่า “กาฮิน” ทั้งสิ้น แต่ถ้าเป็นการทำนายอดีต เช่น ของที่หายไปนั้นหายที่ไหน หายอย่างไรและไปอยู่ที่ใด จะเรียกว่า “อัรร๊อฟ” ทั้งหมดเหล่านี้เรียกว่า “หมอดู” และหมอดูทุกประเภทจัดอยู่ในความหมายของคำว่า “ซาฮิร”คือนักไสยศาสตร์ทั้งสิ้น [1]

 

หลักการศาสนากับไสยศาสตร์และหมอดู

หมอดูและการดูหมอ เป็นความผิดร้ายแรงในทางศาสนา ไม่มีนักวิชาการท่านใดทั้งในอดีตจวบจนปัจจุบันย่อมรับในเรื่องดังกล่าว อาจกล่าวได้ว่าเรื่องดังกล่าวเป็นที่ต้องห้ามตามหลักการศาสนาอย่างเอกฉันท์ สาเหตุที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะว่ามีตัวบทหลักฐานห้ามไว้อย่างรุนแรงและชัดเจน ในส่วนข้อตัดสินของปวงปราชญ์นั้นจะนำเสนอในลำดับถัดไปจากตัวบทหลักฐานทางศาสนา

 

หมอดูเป็นแขนงหนึ่งของไสยศาสตร์

อัลลอฮฺตรัสว่า

(وَمَا كَفَرَ سُلَيْمَانُ وَلَكِنَّ الشَّيَاطِينَ كَفَرُوا يُعَلِّمُونَ النَّاسَ السِّحْرَ)

“และสุไลมาน (นบีท่านหนึ่งของอัลลอฮฺ) มิได้ปฏิเสธ (กุโฟรต่ออัลลอฮฺ) หากแต่บรรดาชัยฏอนต่างหากที่ปฏิเสธ (กุโฟรต่ออัลลอฮฺ)  พวกมันสอนไสยศาสตร์แก่ผู้คน” [2]

เดิมทีนั้นไสยศาสตร์เป็นบททดสอบจากอัลลอฮฺ โดยให้มลาอิกะห์สองท่านมาสอนแต่ก็กำชับว่าหากใครยินดีศึกษาจะทำให้ผู้นั้นกลายเป็นผู้ปฏิเสธ (กุโฟรต่ออัลลอฮฺ) แต่ก็มีผู้ยินยอมศึกษาคือยอมที่จะกลายเป็นผู้ปฏิเสธศรัทธาต่ออัลลอฮฺ อัลลอฮฺเล่าเรื่องเหล่านี้ไว้ในคัมภีร์ของพระองค์ [3] ท่านอิหม่ามอะห์มัดกล่าวว่า อิรอฟะห์(การทำนายของหาย) เป็นส่วนหนึ่งของไสยศาสตร์  [4]

ดังที่กล่าวแล้วว่า “หมอดู” เป็นส่วนหนึ่งของไสยศาตร์  ไสยศาสตร์เป็นงานของชัยฏอน ผู้ศรัทธาย่อมไม่เดินตามรอยเท้าของชัยฏอน [5]

 

หมอดูอ้างรู้ถึงสิ่งเร้นลับ

          อัลลอฮฺตรัสว่า

عَالِمُ الْغَيْبِ فَلاَ يُظْهِرُ عَلَى غَيْبِهِ أَحَدًا (26) إِلاَّ مَنِ ارْتَضَى مِنْ رَسُولٍ … (27)

“(อัลลอฮฺ) ทรงรู้ถึงสิ่งเร้นลับและไม่เผยให้ใครรู้ความเร้นลับของพระองค์ ยกเว้นผู้ที่พระองค์พอพระทัยจากร่อซู้ล …”  [6]

ไม่มีผู้ใดเข้าถึงสิ่งเร้นลับได้โดยลำพัง แม้ผู้นั้นจะเป็นร่อซู้ลของอัลลอฮฺ ดังนั้นผู้ใดอ้างว่าเข้าถึงความเร้นลับได้ด้วยตัวเอง ผู้นั้นกำลังอ้างตนว่ามีคุณสมบัติของพระผู้เป็นเจ้า

บรรดาชาวฏุรุ๊กทั้งหลาย (ฏ่อรีเกาะห์-กลุ่มศูฟียฺ) เกือบทุกกลุ่มอ้างเสมอว่าบรรดาผู้ใกล้ชิดกับอัลลอฮฺโดยการรำลึกถึงพระองค์อยู่เป็นนิจสามารถเข้าถึงญาณพิเศษชนิดหนึ่งเรียกว่า “อัลกัชฟฺ” หรือที่เรียกติดปากว่า “กะชัฟ” ญาณที่ว่านี้หมายถึงสามารถหยั่งรู้สิ่งเร้นลับด้วยตัวเองโดยการนุมัติของอัลลอฮฺ และถือว่าเป็นเกียรติพิเศษ(กะรอมะห์) ที่ผู้อื่นมิได้รับ เรื่องกะรอมะห์หรือเกียรติพิเศษที่อัลลอฮฺประทานให้แก่ผู้ใกล้ชิดกับพระองค์มีอยู่จริง แต่การหยั่งรู้สิ่งเร้นลับได้เองเป็นความเชื่อที่ผิดร้ายแรงและหมิ่นเหม่ต่อการเป็นกุฟรฺ พวกเขาอ้างบ่อยๆ ถึงเรื่องราวของท่านอุมัร อิบนุ้ล คอฏฏอบ ที่ตะโกนบนมิมบัรเรียกชื่อขุนพลนายหนึ่งชื่อ่า “ซาริยะห์” ขณะรบติดพันกับศัตรู ว่าให้เขาถอนไปตั้งมั่นเชิงเขา ทั้งๆ ที่มัสยิดที่ท่านอุมัรกำลังคุฏบะห์อยู่นั้นห่างไกลกับสมรภูมิรบมาก เหตุการณ์นี้แม้นักปราชญ์ส่วนใหญ่ยอมรับว่าเป็นจริง แต่ก็มิใช่เป็นเหตุผลใดๆ ที่จะเอามาอ้างว่าหมอดูจะสามารถหยั่งรู้สิ่งเร้นลับได้ หรือจะเอามาอ้างว่าบรรดาผู้ใกล้ชิดกับอัลลอฮฺ (เอาลิยาอฺ หรือที่เรียกติดปากว่า โต๊ะวะลีกะรอมัต) สามารถหยั่งรู้สิ่งเร้นลับได้ เพราะท่านอุมัรมิได้หยั่งรู้เองว่าเกิดอะไรขึ้นที่แดนไกล หากแต่สิ่งดังกล่าวเป็นการอิลฮาม (การไหวใจแบบหนึ่ง) ให้อุทานออกมาระหว่างคุตบะห์และเสียงนั้นก็ได้ยินไปถึงขุนพล “ซาริยะห์” เท่านั้น มิใช่ว่าเมื่อใดที่ท่านอุมัรยากรู้สิ่งเร้นลับก็สามารถรู้ได้เองโดยทันที การอ้างเหตการณ์ดังกล่าวมาสวมตอเรื่องหมอดูจึงเป็นความผิดอย่างร้ายกาจ

ท่านนบี ศ้อลลัลลอฮุอะลัลฮิวะซัลลัม เองได้รับสิ่งพิเศษหลายประการ เช่น ได้ยินเสียงผู้ถูกลงโทษในกุโบรฺ และบอกว่าทั้งญินและมนุษย์คนอื่นๆ ไม่ได้ยิน  เดินทางเมี๊ยอฺร๊อจได้ไปพบกับบรรดานบีต่างๆ บนฟากฟ้า พบคนที่ถูกลงโทษหลากหลายแบบ อีกทั้งบอกกับเราถึงเรื่องราวที่จะเกิดขึ้นในวันข้างหน้าจากสัญญาณต่างๆ ของวันอวสาน  หลายสิ่งหลายประการเกิดขึ้นแล้ว บางอย่างกำลังเกิดขึ้น และอีกหลายอย่างยังมิได้เกิดขึ้น ทั้งหมดนี้ก็มิได้หมายความว่าท่านนบี ศ้อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม สามารถยังรู้สิ่งเร้นลับได้เอง หากแต่เป็นการให้รู้ของอัลลอฮฺในบางเรื่องบางประการและบางสถานการณ์เท่านั้น อัลลอฮฺทรงบัญชาให้ท่านนบี  ศ้อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ประกาศว่า

(قُلْ لاَ أَقُولُ لَكُمْ عِنْدِي خَزَائِنُ اللَّهِ وَلاَ أَعْلَمُ الْغَيْبَ)

“จงกล่าวเถิด (มุฮัมมัด) ว่า ฉันจะไม่กล่าว (อ้าง) แก่พวกท่านว่า ณ ฉันคือคลัง(สมบัติแห่งความรู้) ของอัลลอฮฺ และฉันจะไม่กล่าว (อ้าง) แก่พวกท่านว่าฉันล่วงรู้สิ่งเร้นลับ”

ดังนั้นหมอดู (ผู้ทำนายทายทักทุกประเภท) คือผู้ทำตัวเท่ากับอัลลอฮฺและเหนือกว่านบี ศ้อลลัลลอฮุอะลัลฮิวะซัลลัม

 

ทรัพย์สินที่ได้มาจากการทำนายทายทักโสโครกเทียบได้กับราคาสุนัขและค่าตัวของโสเภณี

          ท่านนบี ศ้อลลัลลอฮุอะลัลฮิวะซัลลัม  กล่าวว่า

عَنْ أَبِي مَسْعُودٍ الْأَنْصَارِيِّ أَنَّ رَسُولَ اللَّهِ صَلَّى اللَّهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ نَهَى عَنْ ثَمَنِ الْكَلْبِ وَمَهْرِ الْبَغِيِّ وَحُلْوَانِ الْكَاهِنِ

[1]  ฟัตฮุ้ลบารียฺ เล่ม 16 หน้า 291, ชัรฮุ้ลนะวาวี อะลา ศ่อเฮี๊ยฮฺ มุสลิม เล่ม 7 หน้า 390 , เอานุ้ลมะอฺบู๊ด เล่ม 7

หน้า 417  (ทั้งหมดอ้างอิงจาก มักตะบะฮฺชามิละฮฺ)

[2] ซูเราะห์อัลบะก่อเราะห์ อายะห์ที่ 102

[3] ซูเราะห์อัลบะก่อเราะห์ อายะห์ที่ 102

[4] อัลมุฆนียฺ ของอิบนุกุดามะห์ เล่ม 20 หน้า 13

[5] อัลบะก่อเราะห์ อายะห์ 168

[6] อัลญิน อายะห์ที่ 6-7

มีรารงานจากอะบีมัสอู๊ด อัลอันศอรียฺว่า “ท่านร่อซูลุ้ลลอฮฺ ศ้อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ห้ามราคาสุนัข ค่าตัวโสเภณี และค่าดูหมอของหมอดู” [1]

รายได้ไม่ว่าจะจากการขายสุนัขกิน จากการขายตัว หรือจากการดูหมอ มีสภาพที่ต้องห้ามไม่แตกต่างกัน หากใครคิดว่าจะตั้งตนเป็นหมอดูโดยหวังว่าจะมีรายได้บ้าง ก็คงไม่ต่างกันหากจะให้ภรรยาและลูกสาวขายตัวไปพร้อมๆ กันด้วยเพราะจะได้ช่วยเสริมรายได้อีกทางหนึ่ง ที่กล่าวเช่นนี้มิได้มีประสงค์จะเหน็บแนมแต่อย่างใด แต่ต้องการให้พิจารณาบ้างว่าท่านนบี ศ้อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม แยกสิ่งสามประการข้างต้นออกจากกันหรือไม่ หากค่าตัวของโสเภณีเป็นสิ่งโสโครก ราคาของสุนัขเป็นสิ่งโสโครก รายได้จากการดูหมอก็โสโครกไม่ต่างกัน

 

ผู้ใดดูหมอผู้นั้นจะไม่ถูกรับละหมาดสี่สิบคืน

          ท่านนบี ศ้อลลัลลอฮุอะลัลฮิวะซัลลัม กล่าวว่า

عَنْ بَعْضِ أَزْوَاجِ النَّبِيِّ صَلَّى اللَّهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ عَنْ النَّبِيِّ صَلَّى اللَّهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ قَالَ مَنْ أَتَى عَرَّافًا فَسَأَلَهُ عَنْ شَيْءٍ لَمْ تُقْبَلْ لَهُ صَلاَةٌ أَرْبَعِينَ لَيْلَةً

มีรายงานจากภรรยาบางท่านของท่านนบี ศ้อลลัลลอฮุอะลัลฮิวะซัลลัม ว่าท่านกล่าวว่า “ผู้ใดไปหาหมอดูและถามเขาถึงสิ่งหนึ่งสิ่งใด (ที่หายไป) เขาจะไม่ถูกรับละหมาดถึงสี่สิบคืน(และวัน) “ [2]

ในอะดีษศ่อเฮี๊ยห์ข้างต้นระบุเพียงว่าหากถามหมอดูในสิ่งหนึ่งสิ่งใดซึ่งก็ไม่จำเป็นว่าต้องเชื่อตามที่หมอดูทำนาย ผู้นั้นมีโทษสาหัสแล้ว โทษดังกล่าวคืออัลลอฮฺจะไม่ให้ผลบุญใดๆ จากการปฏิบัติละหมาดของเขาเป็นระยะเวลาสี่สิบคืน คำว่าสี่สิบคืนนี้รวมกล่างวันด้วย เพราะตามทำเนียมภาษาอาหรับนับวันกับคืนรวมกันเป็นหนึ่งคืน สองคืน อย่างนี้เป็นต้น ส่วนภาษาไทยนิยมเรียกเป็นวัน เช่น การเดินทางไปมักกะห์ในปัจจุบันนี้ใช้เวลาไม่กี่วัน ซึ่งรวมถึงคืนของวันนั้นๆ ด้วย

 

หากเชื่อหมอดูเท่ากับปฏิเสธอัลลกุรอ่าน

ท่านนบี ศ้อลลัลลอฮุอะลัลฮิวะซัลลัม กล่าวว่า

عَنْ أَبِي هُرَيْرَةَ وَالْحَسَنِ عَنْ النَّبِيِّ صَلَّى اللَّهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ قَالَ مَنْ أَتَى كَاهِنًا أَوْ عَرَّافًا فَصَدَّقَهُ بِمَا يَقُولُ فَقَدْ كَفَرَ بِمَا أُنْزِلَ عَلَى مُحَمَّدٍ صَلَّى اللَّهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ

มีรายงายจากท่านอบีฮุรอยเราะห์และท่านอัลฮะซันถึงท่านนบี  ศ้อลลัลลอฮุอะลัลฮิวะซัลลัมว่าท่านกล่าวว่า “ผู้ใดไปหาหมอดู (แบบกาฮิน) หรือหมอดู (แบบอัรร๊อฟ) อีกทั้งเชื่อในสิ่งที่มันพูด แน่นอนผู้นั้นได้ปฏิเสธ(กุโฟรฺ) ต่อสิ่งที่ถูกประทานแก่มุฮัมมัด ศ้อลลัลลอฮุอะลัลฮิวะซัลลัม” [3]

ผู้ไปหาหมอดูไม่ว่าจะเป็นหมอดูทำนายทายทักโชคชะตาราศีหรือดูของหาย หากเขาเชื่อในสิ่งที่หมอดูบอก ท่านนบี ศ้อลลัลลอฮุอะลัลฮิวะซัลลัม บอกว่าผู้นั้นปฏิเสธอัลกุรอ่าน นี้คือคำสอนของผู้ได้รับวะฮียฺจากอัลลอฮฺ ผู้ได้รับการแต่งตั้งให้มาประกาศสอนศาสนาอิสลาม หากท่านผู้อ่านไม่เชื่อนบีผู้ประกาศสอนศาสนาแล้วไซ้ แล้วท่านจะเชื่อใครหรือจะเชื่อโต๊ะครูคนใด

 

นักปราชญ์กับหมอดู

ปราชญ์ในมัซฮับฮะนะฟียะห์ (ฮะนะฟี)

وَالْحَاصِلُ أَنَّ الْكَاهِنَ مَنْ يَدَّعِي مَعْرِفَةَ الْغَيْبِ بِأَسْبَابٍ وَهِيَ مُخْتَلِفَةٌ فَلِذَا انْقَسَمَ إلَى أَنْوَاعٍ مُتَعَدِّدَةٍ كَالْعَرَّافِ .وَالرَّمَّالِ وَالْمُنَجِّمِ : وَهُوَ الَّذِي يُخْبِرُ عَنْ الْمُسْتَقْبَلِ بِطُلُوعِ النَّجْمِ وَغُرُوبِهِ ، وَاَلَّذِي يَضْرِبُ بِالْحَصَى ، وَاَلَّذِي يَدَّعِي أَنَّ لَهُ صَاحِبًا مِنْ الْجِنِّ يُخْبِرُهُ عَمَّا سَيَكُونُ ، وَالْكُلُّ مَذْمُومٌ شَرْعًا ، مَحْكُومٌ عَلَيْهِمْ وَعَلَى مُصَدِّقِهِمْ بِالْكُفْرِ

“สรุปคือ กาฮิน หมายถึงผู้อ้างว่ารู้เรื่องเร้นลับด้วยอ้างเหตุหลายประการ ดังนั้นหมอดูจึงมีแบ่งได้หลายประเภท เช่น ประเภทอัรร๊อฟ (ดูของหาย) รอมมาล (อาศัยการขีดเขียนพื้นทรายเพื่อทำนายทายทัก) และมุนัจญิม ซึ่งหมายถึงผู้ทำนายอนาคตโดยอาศัยการขึ้นตกของดวงดาว อาศัยการเคาะหิน  อาศัยญินนำข่าวมาบอกว่าจะเกิดอะไรขึ้นในอนาคต ในทางศาสนาทั้งหมดนี้ชั่วร้ายนัก มีข้อตัดสินทั้งผู้กระทำ(ตนเป็นหมอดู) และบรรดาผู้ที่เชื่อหมอดูว่าเป็นกุฟรฺ (กุโฟร)” [4]

        ปราชญ์ในมัซฮับมาลิกียะห์ (มาลิก)

لاَ يَجُوزُ ِلأَحَدٍ تَصْدِيقُ الْكَاهِنِ وَهُوَ الَّذِي يُخْبِرُ بِمَا يَقَعُ فِي الْمُسْتَقْبَلِ ، وَلاَ الْعَرَّافِ وَهُوَ الَّذِي يُخْبِرُ بِمَا وَقَعَ كَإِخْرَاجِ الْمُخَبَّآتِ وَكَتَعْيِينِ السَّارِقِ ِلأَنَّ ذَلِكَ مِنْ دَعْوَى عِلْمِ الْغَيْبِ وَلاَ يَعْلَمُهُ إلاَّ اللَّهُ ، وَلِذَا قَالَ صَلَّى اللَّهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ : { مَنْ صَدَّقَ كَاهِنًا أَوْ عَرَّافًا أَوْ مُنَجِّمًا فَقَدْ كَفَرَ بِمَا أُنْزِلَ عَلَى مُحَمَّدٍ }

“ไม่อนุยาทให้ใครเชื่อ “กาฮิน” (หมอดูประเภทหนึ่ง) คือผู้ที่บอกถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต และไม่ให้เชื่อ “อัรร๊อฟ” (หมอดูอีกประเภทหนึ่ง) คือผู้ที่บอกถึงสิ่งที่เกิดขึ้นแล้ว แต่ถูกซ่อนอำพรางไว้และนำมันออกมา และเช่นการระบุว่าใครคือโขมย อย่างนี้เป็นต้น ที่ต้องห้ามก็เพราะเป็นการอ้างว่าล่วงรู้สิ่งเร้นลับ เป็นสิ่งที่ไม่มีผู้ใดรู้ได้เองยกเว้นอัลลอฮฺเท่านั้น ด้วยเหตุนี้ท่าน (นบี)  ศ้อลลัลลอฮุอะลัลฮิวะซัลลัม จึงกล่าวว่า ” ผู้ใดเชื่อ(หมอดูไม่ว่าจะเป็นชนิด) กาฮิน อัรร๊อฟ หรือมุนัจญิม แน่แท้ผู้นั้นปฏิเสธสิ่งที่ถูกประทานลงมาแก่มุฮัมัด” [5]

        ปราชญ์ในมัซฮับชาฟิอียะห์(ชาฟิอียฺ)

وَالْوَعِيد جَاءَ تَارَةً بِعَدَمِ قَبُولِ الصَّلاَة وَتَارَةً بِالتَّكْفِيرِ ، فَيُحْمَلُ عَلَى حَالَيْنِ مِنَ اْلآتِي

“ตัวบทคาดโทษ (เรื่องดูหมอและหมอดู) บางทีก็ระบุว่าไม่รับละหมาดบางทีก็ระบุว่าเป็นกุฟรฺ (เป็นกุโฟร) ทั้งนี้ก็ให้ขึ้นกับสภาพที่เป็นไป” [6]

ปราชญ์ในมัซฮับฮัมบะบียะห์(ฮัมบาลี)

 فَقَدْ قَالَ أَحْمَدُ…: وَالْعِرَافَةُ طَرَفٌ مِنْ السِّحْرِ ، وَالسَّاحِرُ أَخْبَثُ ، ِلأَنَّ السِّحْرَ شُعْبَةٌ مِنْ الْكُفْرِ .وَقَالَ : السَّاحِرُ وَالْكَاهِنُ حُكْمُهُمَا الْقَتْلُ ، أَوْ الْحَبْسُ حَتَّى يَتُوبَا ؛

“แท้จริงอะห์มัด(มิหม่ามอะห์มัด)กล่าวว่า …อิรอฟะห์(การทำนายของหาย) เป็นเสี้ยวหนึ่งของไสยศาสตร์ แต่นักไสยศาสตร์เล้วร้ายกว่า เพราะไสยศาสตร์เป็นประเภทหนึ่งของการกุฟรฺ(กุโฟร)” ท่านกล่าวอีกว่า “ทั้งนักไสยศาสตร์ หมอดู(กาฮิน) มีโทษถึงประหารหรือขังจนกว่าจะกลับเนื้อกลับตัว(เตาบะห์)” [7]

คงมไม่ต้องสงสัยอีกต่อไปถึงข้อตัดสินหมอดูและการดูหมอ ว่าเป็นสิ่งต้องห้ามชัดเจนในศาสนาอิสลาม เพียงแต่การจะตัดสินว่าจะสิ้นสภาพการเป็นมุสลิมหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับสภาพของคนนั้นๆ ว่ามีความรู้มากน้อยเพียงใด มีวิธีการอย่างไร หากเป็นการวิงวอนขอต่อญินและวิญญาณชั่วร้ายทั้งหลาย นักวิชาการไม่ลังเลที่จะตัดสินการกระทำนั้นว่าเป็นกุฟรฺ (กุโฟร)

 

เหตุใดบางครั้งหมอดูจึงทายแม่น

عَنْ عَائِشَةَ رَضِيَ اللَّهُ عَنْهَا زَوْجِ النَّبِيِّ صَلَّى اللَّهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ أَنَّهَا سَمِعَتْ رَسُولَ اللَّهِ صَلَّى اللَّهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ يَقُولُ إِنَّ الْمَلاَئِكَةَ تَنْزِلُ فِي الْعَنَانِ وَهُوَ السَّحَابُ فَتَذْكُرُ اْلأَمْرَ قُضِيَ فِي السَّمَاءِ فَتَسْتَرِقُ الشَّيَاطِينُ السَّمْعَ فَتَسْمَعُهُ فَتُوحِيْهِ إِلَى الْكُهَّانِ فَيَكْذِبُوْنَ مَعَهَا مِائَةَ كَذْبَةٍ مِنْ عِنْدِ أَنْفُسِهِمْ

มีรางานจากอาอิชะห์ ร่อฏิยัลลอฮุอันฮา ภรรยาทานนบี ศ้อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ว่าเธอได้ยินร่อซูลุ้ลลอฮฺ ศ้อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม กล่าวว่า “มะลาอิกะห์ลงมาสู่ “อินาน” ซึ่งก็คือเมฆแล้วกล่าวถึงเรื่องที่มีบัญชาจากฟากฟ้า บรรดาชัยฏอนก็แอบฟังแล้วนำมาเล่าอย่างๆ ลับๆ แก่บรรดาหมอดู พวกเขายังได้ปลอมปนความจริงที่ได้มาด้วยความเท็จจากพวกเขาเองอีกร้อยความเท็จ” [8]

บางครั้งสิ่งที่หมอดูทำนายทายทักอาจเป็นจริงเพราะได้รับการบอกเล่าจากชัยฏอนที่แอบฟังการสื่อสารของมะลาอิกะห์ แต่ส่วนใหญ่แล้วมักเป็นเท็จ ดังนั้นจึงไม่เกิดประโยชน์อันใดที่มุสลิมจะสนใจความจริงอันน้อยนิดที่ได้จากการแอบฟังของชัยฏอน

มีหมอดูหลายคนอ้างว่าสิ่งที่เขาได้มานี้คือความพิเศษที่อัลลอฮฺมอบให้  หากศึกษาหลักการศาสนาให้ดีแล้วสามารถทราบได้เองว่าข้ออ้างดังกล่าวเป็นเท็จ เพราะอัลลอฮฺบอกไว้ชัดเจนว่าพระองค์ไม่ให้ใครล่วงรู้ความเร้นลับของพระองค์ยกเว้นร่อซู้ลของพระองค์ในบางเวลาและโอกาศเท่านั้น แต่หมอดูเมื่อมีคนให้ทำนาย เขาก็จะทำนายทายทักทุกครั้ง นั่นแสดงว่าเขาสามารถหยั่งรู้อนาคตได้เองตามปราถนา หากมองตามนัยนี้เขาเหนือกว่าบรรดาร่อซู้ลของอัลลอฮฺ

ประการต่อมาฮะดีษข้างต้นยืนยันความสัมพันธ์ระหว่างหมอดูกับชัยฏอนและบอกว่าชัยฏอนเป็นผู้นำข่าวมาบอก ดังนั้นหมอดูคนไหนอ้างว่าอัลลอฮฺให้แก่เขา  จริงๆ แล้วเป็นข่าวจากชัยฏอนต่างหาก เพียงแต่หมอดูผู้นั้นไม่ทราบคำสอนของนบี ศ้อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม จึงทึกทักเอาว่าเป็นญาณพิเศษที่อัลลอฮฺให้แก่เขา โดยสามารถหยั่งรู้เหตุการณ์ล่วงหน้าได้ และบางครั้งก็เป็นจริงตามที่ได้รู้มา โดยตนไม่ทราบด้วยซ้ำไปว่าได้มาจากวะฮีชัยฏอน เพราะในตัวบทฮะดีษใช้คำว่า “ฟะตูฮีฮี่” แปลว่ามันวะฮีให้แก่เขา ตามรากเดิมของคำว่า “วะฮฺ” คือการสื่อสารทางลับอย่างรวดเร็ว

เอกสารนี้แม้จะไม่ได้ลงลึกเท่าใด แต่ก็พอจะบอกถึงอันตรายของหมอดูได้ หากผู้ใดเป็นหมอดูก็พึงทราบด้วยว่าท่านกำลังกระทำบาปใหญ่และท่านอาจสิ้นสภาพจากการเป็นมุสลิมแล้ว อย่าคิดว่าความพิเศษที่ท่านได้รับนั้นคือสิ่งดีงามจากอัลลอฮฺ ท่านนบี ศ้อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม บอกว่ามันคือวะฮียฺชัยฏอน มันกำลังหลอกลวงท่าน ขอเรียกร้องให้ท่านกลับเนื้อกลับตัวเสียก่อนที่จะไม่มีโอกาส ส่วนคนที่หลงเชื่อหมอดูเล่า ก็หาได้มีความผิดน้อยไปกว่ากันไม่ เพราะท่านนบี ศ้อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม บอกว่าหากเชื่อหมอดูก็เท่ากับปฏิเสธอัลกุรอ่าน  ส่วนการไปหาหมอดูให้ทำนายทายทักก็มีโทษถึงกับไม่รับการละหมาดจากผู้นั้นถึงสี่สิบคืนสี่สิบวัน ขอเรียกร้องทั้งผู้ตั้งตนเป็นหมอและคนที่เชื่อหมอให้ศึกษาหลักการศาสนาและเชื่อตามหลักการนั้น อย่าหลงเชื่อกลลวงของชัยฏอนเลย ส่วนความผิดบาปที่ผ่านพ้นก็ให้ขอลุแก่โทษต่ออัลลอฮฺ พระองค์เป็นผู้เมตตากรุณายิ่ง และทรงรับการกลับเนื้อกลับตัวจากปวงบ่าวของพระองค์เสมอตราบใดที่ความตายไม่มาเยือน  ด้วยความปราถนาดีจาก

อิสฮาก พงษ์มณี

บ้านบางกะปิ โทร. 0813155431

[1] บันทึกโดยมุสลิม /2903 และท่านอื่นๆ

[2] บันทึกโดยมุสลิม / 4137 และท่านอื่นๆ

[3] บนทึกโดยอะห์มัด /9171 และท่านอื่นๆ

[4] จากหนังสือ ร๊อดดุ้ลมั๊วฮฺตาร เล่ม 16 หน้า 310   เป็นหนังฟิกห์ในมัซอับฮะนะฟียฺ

[5] จากหนังสือ อัลฟะวาเกี๊อฮฺ อัดดะวานี อะลา ริซาละห์ อิบนุ อะบีซัยดฺ อัลกอยร่อวานียฺ เล่ม 8 หน้า 400 เป็น

หนังสือฟิกห์ในมัซอับมาลิกียะห์

[6] ฟัตฮุ้ลบารี โดยฮาฟิซอิบนุ ฮะญัร เล่ม  16 หน้า  219

[7] อัลมุฆนียฺ ของอิบนุกุดามะห์ เล่ม 20 หน้า 13

[8] อัลบุคอรี