กฎเกณฑ์หลงผิดต่างๆที่ส่งผลร้ายต่อมุสลิมในยุคปัจจุบัน

469

กฎเกณฑ์หลงผิดต่างๆที่ส่งผลร้ายต่อมุสลิมในยุคปัจจุบัน
เรียบเรียงโดย อ.ยะห์ยา หัสการบัญชา

1. กฎว่าด้วย “การใช้สติปัญญานำหน้าตัวบทหลักฐาน”

ตัวอย่างของกฎนี้ เช่น

นายกอไก่อยู่ในประเทศอิสลามที่ผู้นำมุสลิมเป็นคนชั่ว นายกอไก่ก็เลยพยายามหาทางออกของปัญหานี้ เขาก็ได้พบว่า นบีและชาวสลัฟสั่งห้ามโค่นล่มผู้นำมุสลิม แต่ในทางความคิดและสติปัญญาของนายกอไก่บอกว่า ทำไมต้องทนกับพฤติกรรมชั่วๆของผู้นำคนนี้ อดทนไปก็ไม่ได้ทำให้รอดพ้นจากความชั่วของผู้นำคนนี้เลย ถ้าอย่างนั้น เราโค่นล้มผู้นำคนนี้เลยดีกว่า ซึ่งจากพฤติกรรมนี้เท่ากับว่า นายกอไก่นำเอาสติปัญญามานำหน้าตัวบทคำสอนศาสนาในการแก้ปัญหา

ซึ่งกฎนี้นำไปสู่ปัญหาร้ายแรงในหลายๆเรื่อง เช่น

– การโค่นล้มผู้นำมุสลิมที่มองว่าเป็นคนชั่วโดยไม่อดทนตามที่ท่านนบีได้ชี้แนะและชาวลัฟได้เป็นแบบอย่างให้ เพราะคิดเอาเองว่าการอดทนต่อผู้นำมุสลิมที่ชั่วเหล่านี้คือความโง่เขลา

-ละทิ้งและเรียกร้องไปสู่การละทิ้งทัศนะที่มีน้ำหนักของปราชญ์โดยใช้สติปัญญาคิดเอาเองว่าต้องตามตัวบทหลักฐานโดยตรงเท่านั้น ทั้งๆที่ทัศนะของปราชญ์ก็มาจากการวิเคราะห์จากตัวบทหลักฐานเช่นกัน

-ตีความ และบิดเบือนคุณลักษณะของอัลลอฮฺ เพราะใช้สติปัญญาคิดเอาเองว่า ถ้าไม่ตีความไม่บิดเบือนแล้วคุณลักษณะของอัลลอฮฺจะเหมือนและคล้ายคลึงกับสิ่งถูกสร้างของพระองค์

2. กฎว่าด้วย “ชนยุคแรก(สลัฟ)ปลอดภัยที่สุด ส่วนชนยุคหลัง(ค่อลัฟ)รอบรู้และฉลาดที่สุด”

ตัวอย่างของกฎนี้ เช่น

นายกอไก่เปิดตำราปราชญ์ยุคสลัฟในเรื่องพระนามและคุณลักษณะของอัลลอฮฺแล้วพบว่า ชาวสลัฟเชื่อและศรัทธาต่อพระนามและคุณลักษณะเหล่านั้นโดยไม่มีการเพิ่มรายละเอียดใดๆ ทำให้นายกอไก่เกิดความเข้าใจเอาเองว่า การศรัทธาแบบนั้นนำไปสู่การทำให้คุณลักษณะของอัลลอฮฺคล้ายคลึงและเหมือนกับสิ่งถูกสร้างของพระองค์ ทำให้นายกอไก่เชื่อว่า ชาวสลัฟไม่รู้ไม่เข้าใจความหมายของคุณลักษณะของอัลลอฮฺเพียงพอ เขาจึงนำกฎนี้มาใช้ โดยตีความและบิดเบือนคุณลักษณะของอัลลอฮฺไปเป็นความหมายอื่นเพื่อไม่ให้คุณลักษณะนั้นๆของอัลลอฮฺคล้ายคลึงหรือเหมือนกับสิ่งถูกสร้างของพระองค์ จากการกระทำนี้ นายกอไก่ได้ข้อสรุปโดยอ้างว่า สำหรับเรื่องนี้ ชาวสลัฟปลอดภัยเพราะศรัทธาต่อคุณลักษณะของอัลลอฮฺโดยไม่รู้ความหมายของคุณลักษณะนั้นๆ แต่ชาวค่อสลัฟรอบรู้และฉลาดกว่า เพราะสามารถคิดหาทางออกในการให้ความหมายที่เหมาะสมกับคุณลักษณะนั้นๆของอัลลอฮฺได้

ซึ่งกฎนี้นำไปสู่ปัญหาร้ายแรงในหลายๆเรื่อง เช่น

-เป็นการดูถูกความเข้าใจศาสนาของศ่อฮาบะฮฺผู้ใช้ชีวิตร่วมสมัยกับท่านนบีมุฮัมมัดว่าไม่เพียงพอให้ชนรุ่นหลังปฏิบัติตามได้

-เป็นการละเมิดข้อห้ามของท่านนบีมุฮัมมัดที่ได้สั่งห้ามด่าทอ หรือดูถูก เหยียดหยามศ่อฮาบะฮฺของท่าน

-เป็นการดูถูกเหยียดหยามชาวสลัฟผู้ทรงคุณธรรมว่าโง่เขลา เนื่องจากไม่มีความรู้ความเข้าใจเพียงพอให้คนรุ่นหลัง(ค่อลัฟ)นำไปเชื่อและปฏิบัติได้เลย เป็นเหตุให้ชนรุ่นหลัง(ค่อลัฟ)ต้องมาคิดอะไรต่อยอดเอาเองอีก

-เกิดแนวคิดที่หลงผิดแพร่กระจายไปสู่สังคมมุสลิม เช่น การตีความคุณลักษณะของอัลลอฮฺ

3. กฎว่าด้วย “ไม่รับหะดีษอาหาดมาเป็นหลักฐานอ้างอิงในเรื่องที่เกี่ยวกับหลักยึดมั่น(อะกีดะฮฺ)”

ตัวอย่างของกฎนี้ เช่น

นายกอไก่เปิดตำราหะดีษแล้วพบว่าหะดีษมากมายต่างยืนยันคุณลักษณะของอัลลอฮฺไปตามที่อัลลอฮฺทรงบอกไว้ หรือตามที่ท่านนบีได้บอกไว้ โดยไม่ได้ทำการบิดเบือนหรือตีความหมายของคุณลักษณะของอัลลอฮฺไปเป็นความหมายอื่นเลย ทำให้นายกอไก่ เกรงว่าการเชื่อศรัทธาต่อคุณลักษณะของอัลลอฮฺด้วยความหมายตรงตัวตามที่หะดีษนบีได้บอกไว้ จะนำไปสู่การเปรียบเทียบอัลลอฮฺกับสิ่งถูกสร้างว่าเหมือนและคล้ายคลึงกัน ทำให้นายกอไก่นำกฎนี้มาใช้ เพื่อที่จะไม่รับหะดีษต่างๆที่ระบุถึงการยืนยันและศรัทธาต่อพระนามและคุณลักษณะต่างของอัลลอฮฺโดยไม่ตีความหรือบิดเบือนความหมายเดิม

ซึ่งกฎนี้นำไปสู่ปัญหาร้ายแรงในหลายๆเรื่อง เช่น

-หลักยึดมั่นที่สำคัญๆของศาสนาถูกละทิ้งและเพิกเฉย เช่น หะดีษต่างๆที่เกี่ยวกับพระนามและคุณลักษณะของอัลลอฮฺ หะดีษต่างๆที่เกี่ยวกับอิมามมะฮฺดีย์ เนื่องจากหะดีษหลายๆบทในประเด็นนี้เป็นหะดีษอาหาด

-เป็นการค้านกับแนวทางของท่านนบีที่รับข้อมูล และคำพูดของคนๆเดียว หรือคำพูดของคนที่น่าเชื่อถือที่มีจำนวนเพียงเล็กน้อย เท่ากับว่าเป็นการฝ่าฝืนและเนรคุณต่อท่านนบี ทั้งๆที่อัลลอฮฺทรงสั่งใช้ให้มุสลิมปฏิบัติตามท่านนบี

หมายเหตุ

หะดีษอาหาดคือ หะดีษที่สายรายงานของหะดีษไม่ได้มีจำนวนมากมาย บางหะดีษก็มีผู้รายงาน 3 คน บางหะดีษมีผู้รายงาน 2 คน บางหะดีษมีผู้รายงานคนเดียว
ซึ่งหุก่ม (ข้อตัดสิน)ของการนำหะดีษประเภทนี้มาใช้เป็นหลักฐานอ้างอิงในทางศาสนา ถือว่าอนุญาตให้นำหะดีษอาหาดมาใช้เป็นหลักฐานอ้างอิงในทางศาสนาได้ โดยจะต้องผ่านการตรวจสอบความถูกต้องของหะดีษนั้นๆตามกฎเกณฑ์ที่ปราชญ์หะดีษได้วางไว้

(ท่านใดอยากทราบรายละเอียดทางวิชาการเกี่ยวกับหะดีษอาหาดให้ศึกษาเพิ่มเติมได้จากตำราว่าด้วยหลักพิจารณาหะดีษ)

วัลลอฮฺ อะอฺลัม

4.กฎว่าด้วย “การแสวงจุดร่วม สงวนจุดต่าง”

ตัวอย่างของกฎนี้ เช่น

นายกอไก่เป็นผู้ยึดแนวทางสลัฟ ได้พบว่านายขอไข่เป็นผู้ยึดแนวทางหลงผิดที่กำลังเผยแพร่แนวคิดหลงผิดสู่สังคมในภาพลักษณ์ของโต๊ะครูสุนนะฮฺ แต่นายขอไข่เป็นเพื่อนรักเพื่อนสนิทของนายกอไก่ นายกอไก่เห็นว่าการออกไปยับยั้งห้ามปรามสิ่งที่นายขอไข่กำลังสอนและเผยแพร่นั้นจะเป็นการทำให้มิตรภาพระหว่างนายกอไก่กับนายขอไข่ต้องขาดสะบั้นลง และมุสลิมที่ยึดแนวทางสลัฟอาจจะได้รับความเดือดร้อนจากนายขอไข่และพรรคพวก และทำให้สังคมมุสลิมแตกแยก นายกอไก่จึงนำกฎนี้มาใช้ เพื่อเป็นการหลีกเลี่ยงปัญหาและการปะทะกับนายขอไข่เพื่อนรัก

ซึ่งกฎนี้นำไปสู่ปัญหาร้ายแรงในหลายๆเรื่อง เช่น

-คำสอนศาสนาที่เป็นรากฐานของศาสนา(อุศูล)ถูกละทิ้งและเพิกเฉย เพราะการแสวงจุดร่วมสงวนจุดต่างในเรื่องรากฐานของศาสนานำไปสู่การออมชอมเมื่อเกิดการขัดแย้งทางศาสนา ซึ่งท้ายสุดทำให้คำสอนศาสนาของฝ่ายที่ถูกต้อง ถูกละทิ้งและหายไป เพียงเพื่อธำรงไว้ซึ่งการแสวงจุดร่วม และการอยู่ร่วมกันของคนกลุ่มนั้น

-คนชั่วที่แฝงตัวในคราบโต๊ะครูสุนนะฮฺหรือคนใจบุญสามารถลอยนวลอยู่ในสังคมได้อย่างสง่าผ่าเผย เพราะเป็นการแสวงจุดร่วมสงวนจุดต่างในเรื่องรากฐานสำคัญของศาสนาที่จำเป็นจะต้องมีแค่ถูกกับผิดเท่านั้น

-เป็นการค้านกับแนวทางและคำสอนของท่านนบีมุฮัมมัด ดังที่ปรากฏในหะดีษของท่านหลายๆบท เช่น หะดีษที่ท่านนบีไม่นิ่งเงียบขณะที่ศ่อฮาบะฮฺที่เพิ่งเข้ารับอิสลามใหม่ๆเรียกร้องให้ท่านนบีคัดเลือกต้นไม้นำโชคให้กองทัพมุสลิม ซึ่งท่านนบีไม่ได้นำกฎนี้มาใช้ แต่ท่านเตือนและยับยั้งความเชื่อผิดๆนั้นโดยทันที โดยไม่แสวงจุดร่วมสงวนจุดต่างกับศ่อฮาบะฮฺที่เพิ่งเข้ารับอิสลามใหม่ และค้านกับหะดีษที่ท่านนบีสอนว่า ผู้ใดที่เห็นความชั่วก็จงเปลี่ยนแปลงมันด้วยมือ คำพูด และหัวใจ

-เป็นการยอมให้แนวทางที่หลงผิดแพร่หลายในสังคมมุสลิม จนกระทั่งมุสลิมไม่สามารถแยกแยะระหว่างความถูกต้องกับความหลงผิดได้

5. กฎว่าด้วย “การนำความดีความชั่วของตัวบุคคลมาพิจารณาในยามที่ต้องวิพากษ์วิจารณ์ตัวบุคคล”

หรือในอีกสำนวนก็คือ

“การกล่าวถึงคุณงามความดีของผู้กระทำผิดในเรื่องหนึ่ง เพื่อมาปกปิดหรือผ่อนปรนให้แก่ความผิดของเขาในอีกเรื่องหนึ่ง”

ตัวอย่างของกฎนี้ เช่น

นายกอไก่เป็นโต๊ะครูที่มีชื่อเสียงและคุณงามความดีให้แก่สังคมไว้หลายๆอย่าง เช่น

สร้างโรงเรียนสอนศาสนา บริจาคเงินพิมพ์อัลกุรอานแปลไทย สร้างมัสยิดในพื้นที่ต่างๆของประเทศ

แต่นายกอไก่เป็นผู้ที่เผยแพร่แนวคิดอันตรายต่อสังคมมุสลิมไทย เช่น

การปฏิเสธมัวะอฺญิซาต(เรื่องเหนือธรรมชาติ)ที่อัลลอฮฺประทานให้แก่นบีของพระองค์ เช่นปฏิเสธการตีทะเลแยกของท่านนบีมูซา เพราะไม่กินกับสติปัญญาเลยบิดเบือนอัลกุรอานไปเป็นอื่น

หรือ การกล่าวเท็จต่ออัลกุรอาน เช่น นบีอีซามีพ่อ ฯลฯ

ซึ่งนายขอไข่รับรู้ความหลงผิดร้ายแรงเหล่านี้ของนายกอไก่ แต่ทว่า นายกอไก่เป็นคนมีคุณงามความดีต่อสังคมมุสลิมมากมาย
ทำให้นายขอไข่นำกฎนี้มาใช้ โดยบอกว่า ถึงแม้ว่านายกอไก่จะมีความผิดร้ายแรงดังที่กล่าวมา แต่ทว่าเขาเป็นผู้มีบุญคุณต่อสังคมมุสลิม และสร้างคุณประโยชน์มากมายให้แก่สังคมมุสลิม ดังนั้นเราจึงไม่ขอยับยั้งนายกอไก่ในเรื่องที่เขาหลงผิด และขอให้ผ่อนปรนความผิดของนายกอไก่เพื่อเห็นแก่ความดีที่นายกอไก่ได้มอบให้แก่สังคมมุสลิมเถอะ

ซึ่งสาเหตุที่นายขอไข่ทำแบบนี้ ก็เพื่อปกป้องความผิดของนายกอไก่โดยใช้กฎนี้นั่นเอง

ซึ่งกฎนี้นำไปสู่ปัญหาร้ายแรงในหลายๆเรื่อง เช่น

-เป็นการสวนทางกับคำสอนของอัลกุรอานและหะดีษรวมถึงแบบอย่างของชาวสลัฟผู้ทรงคุณธรรม ที่กล่าวถึงความผิดของผู้กระทำผิดโดยไม่อ้างหรือนำความดีของคนทำผิดนั้นมากล่าวอ้างด้วย

-เป็นการปล่อยให้คนชั่วในคราบโต๊ะครู หรือคนดี คนใจบุญ ลอยนวลอยู่ในสังคมมุสลิมได้อย่างสง่าผ่าเผย เพราะนำเอาความดีบางเรื่องที่คนเหล่านี้เคยทำมาปกปิดหรือปกป้องความชั่วที่ร้ายแรงของเขาในอีกเรื่องหนึ่ง

-เป็นการล่วงละเมิดและลดเกียรติของผู้ยับยั้งความชั่ว เพราะเมื่อเขาออกมายับยั้งคนชั่วที่แพร่กระจายความชั่วนั้น คนที่ใช้กฎนี้ก็จะทำให้การยับยั้งความชั่วของคนๆนั้นดูไร้ค่า และถูกละทิ้งเพิกเฉยไป ทั้งๆที่เป็นเรื่องร้ายแรงที่สังคมต้องรีบแก้ไขโดยด่วน

-เป็นการปกป้องแนวทางและคำสอนที่หลงผิดให้คงอยู่ในสังคม ซึ่งนำไปสู่การทำให้สังคมมุสลิมเกิดความวุ่นวายและหลงผิดในท้ายที่สุด

6. กฎว่าด้วย “การเอาคำพูดวงกว้างที่กำกวมของผู้ทำผิดมาปกป้องคำพูดผิดๆที่ชัดเจนของเขา”

ตัวอย่างของกฎนี้ เช่น

นายกอไก่ได้กล่าวในตำราเล่มหนึ่งโดยตำหนิท่านนบีมูซา ต่อว่าท่านอุษมาน และเขาเคยกล่าวไว้ในตำราเล่มที่สองในภาพรวมว่า รุก่นอีมาน(องค์ประกอบหลักของการศรัทธา)นั้นมีหกประการ หนึ่งในนั้นคือ การศรัทธาต่อบรรดานบีของอัลลอฮฺ และหนึ่งในคำสอนศาสนาคือ การให้เกียรติต่อศ่าอฮาบะฮฺ เมื่อมีคนออกมายับยั้งนายกอไก่ในสิ่งที่เขากล่าวไว้ในตำราเล่มที่หนึ่ง ผู้นำกฎนี้มาใช้ก็จะเอาตำราเล่มที่สองของนายกอไก่ ออกมาปกป้องความชั่วความหลงผิดของนายกอไก่ในตำราเล่มที่หนึ่งของเขา ว่า นายกอไก่สอนให้ศรัทธาต่อบรรดานบีของอัลลอฮฺ และสอนว่าต้องให้เกียรติต่อศ่อฮาบะฮฺของท่านนบี ทำให้ความผิดของนายกอไก่ในตำราเล่มแรกของเขาที่เคยตำหนินบีมูซาและต่อว่าท่านอุษมานถูกปกป้องและเพิกเฉยไปโดยปริยาย

ซึ่งกฎนี้นำไปสู่ปัญหาร้ายแรงในหลายๆเรื่อง เช่น

-เป็นการให้ท้ายและปกป้องคนชั่ว คนทำผิด คนเผยแพร่ความหลงผิดในสังคม ซึ่งทำให้สังมคมมุสลิมต้องเผชิญหน้ากับปัญหาและความวุ่นวายมากมายกับคำสอนที่หลงผิดในบทความ, ตำรา หรือคลิปการบรรยายของเขา

-เป็นการฝึกให้โต๊ะครูหรือนักเผยแผ่ศาสนาคนหนึ่งเคยชินกับความมักง่ายและความกลับกลอกในการสอนและเผยแผ่ศาสนา

หมายเหตุ

กฎเกณฑ์ที่นำมากล่าวถึงในบทความนี้เป็นเพียงแค่กฎเกณฑ์บางส่วนเท่านั้นไม่ใช่กฎเกณฑ์หลงผิดทั้งหมดที่กำลังแพร่กระจายอยู่ในสังคมมุสลิมปัจจุบัน

วัลลอฮฺ อะอฺลัม