คุ้ตบะฮฺเรื่อง “ญะมาอะฮฺอิ้ควาน” ตอนที่ ๑

123

คุ้ตบะฮฺเรื่อง “ญะมาอะฮฺอิ้ควาน” (ตอนที่ ๑)
โดย เชค มุฮัมหมัด ซะอี้ด ร้อซลาน -ฮะฟิซ่อฮุ้ลลอฮฺ-.
– 18/7/1433 ตรงกับ 8/6/2012,
มัสยิดอั้ซซั้รกี้ย์, อั้ชมูน ,จังหวัด มุนูฟียะฮฺ ประเทศ อียิปต์.
อาบีดีณ โยธาสมุทร -แปลและเรียบเรียง- 7/12/1437, มีนบุรี

إِنَّ الحَمْدَ لِلّهِ، نَحْمَدُهُ، وَنَسْتَعِينُهُ، وَنَسْتَغْفِرُهُ، وَنَعُوذُ بِاللهِ مِنْ شُرُورِ أَنْفُسِنَا وَسَيِّئَاتِ أَعْمَالِنَا، مَنْ يَهْدِهِ اللهُ فَلاَ مُضِلَّ لَهُ، وَمَنْ يُضْلِلْ فَلاَ هَادِيَ لَهُ. وَأَشْهَدُ أَنْ لاَ إِلَهَ إِلاَّ اللهُ وَحْدَهُ لاَ شَرِيكَ لَهُ، وَأَشْهَدُ أَنَّ مُحَمَّدًا عَبْدُهُ وَرَسُولُهُ صَلَّى اللهُ عَلَيْهِ وَعَلَى آلِهِ وَسَلَّمَ. ﴿يَا أَيُّهَا الَّذِينَ آمَنُواْ اتَّقُواْ اللّهَ حَقَّ تُقَاتِهِ وَلاَ تَمُوتُنَّ إِلاَّ وَأَنتُم مُّسْلِمُونَ﴾ [آل عمران: 102]. ﴿يَا أَيُّهَا النَّاسُ اتَّقُواْ رَبَّكُمُ الَّذِي خَلَقَكُم مِّن نَّفْسٍ وَاحِدَةٍ وَخَلَقَ مِنْهَا زَوْجَهَا وَبَثَّ مِنْهُمَا رِجَالاً كَثِيرًا وَنِسَاءً وَاتَّقُواْ اللّهَ الَّذِي تَسَاءلُونَ بِهِ وَالأَرْحَامَ إِنَّ اللّهَ كَانَ عَلَيْكُمْ رَقِيبًا﴾ [النساء: 1]. ﴿يَا أَيُّهَا الَّذِينَ آمَنُوا اتَّقُوا اللهَ وَقُولُوا قَوْلاً سَدِيدًا * يُصْلِحْ لَكُمْ أَعْمَالَكُمْ وَيَغْفِرْ لَكُمْ ذُنُوبَكُمْ وَمَن يُطِعِ اللهَ وَرَسُولَهُ فَقَدْ فَازَ فَوْزًا عَظِيمًا﴾ [الأحزاب: 70-71]. أَمَّا بَعْدُ: فَإِنَّ أَصْدَقَ الحَدِيثِ كِتَابُ اللهِ، وَخَيْرَ الهَدْيِ هَدْيُ مُحَمَّدٍ صَلَّى اللهُ عَلَيْهِ وَعَلَى آلِهِ وَسَلَّمَ، وَشَرَّ الأُمُورِ مُحْدَثَاتُهَا، وَكُلَّ مُحْدَثَةٍ بِدْعَةٌ، وَكُلَّ بِدْعَةٍ ضَلاَلَةٌ، وَكُلَّ ضَلاَلَةٍ فِي النَّارِ. أَمَّا بَعْدُ:

สืบเนื่องจากการที่การเรียกร้องของกลุ่มบุคคลที่เข้ามาแสวงหาอำนาจปกครอง เป็นการเรียกร้องที่เป็นทั้งศาสนาและความเชื่อ จึงกลายเป็นสิ่งจำเป็นที่ผู้ที่จะถูกปกครองทั้งหลายซึ่งเป็นผู้ที่จะเลือกบุคคลเข้ามาทำหน้าที่ปกครองพวกตนจะต้องรู้จักข้อเท็จจริงเกี่ยวกับศาสนาของคนกลุ่มนั้นและข้อเท็จจริงเกี่ยวกับคำเรียกร้องโฆษณาของพวกเขา
ที่ต้องเป็นเช่นนี้ ก็เนื่องมาจากการปกครองของพวกผู้ปกครองกลุ่มนี้ที่กำลังจะเกิดขึ้นภายหลังจากนี้ จะเป็นการปกครองโดยใช้ชื่อศาสนา และเป็นการปกครองที่อ้างว่า คือ สิ่งที่วางอยู่บนฐานของศาสนานั่นเอง
เป็นหน้าที่สำหรับคนที่จะเข้ามาเลือกผู้ปกครอง ดังที่มีการปฏิบัติกันมาตามระบอบประชาธิปไตรซึ่งได้เข้ามารุกรานโลกอิสลาม จากทางฝ่ายของโลกตะวันตก ด้วยความต่ำช้าของระบอบดังกล่าว และด้วยการตั้งภาคีกับพระเจ้าของระบอบนั้น ตลอดจนด้วยกับการห่างไกลของมันจากศาสนาที่แท้จริงด้วย ที่เมื่อถึงเวลาที่ผู้ถูกปกครองจะต้องทำการเลือกผู้ปกครองของตนขึ้นมานั้น ก็ถือเป็นหน้าที่ของผู้ถูกปกครองเองที่จะต้องรู้จักกับข้อเท็จจริงและแก่นแท้ของคำเรียกร้องและคำโฆษณาของผู้ปกครองผู้นั้นด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเขาผู้นั้นอ้างว่า จะปกครองด้วยพระนามของอัลลอฮฺ

ธรรมเนียมเช่นนี้เป็นพื้นฐานในการเลือกสรรผู้ปกครองตามระบอบประชาธิปไตรของสังคมตะวันตก คนที่จะเข้ามาเป็นผู้ปกครองจะถูกนำมาเสนอและเปิดโปงให้ผู้ถูกปกครองได้รู้จักกันอย่างหมดเปลือก ประวัติส่วนตัวของเขาจะไม่ถูกปกปิดไว้แม้แต่น้อย บางทีอาจจะว่ากันตั้งแต่ตอนที่เขายังเป็นทารกอยู่ในท้องแม่ของตัวเองจนถึงตอนที่เขาจะถูกเลือกให้มาทำหน้าที่นี้เลยก็อาจเป็นได้ เรื่องราวของเขาไม่มีอะไรซักเรื่องหนึ่งเลยที่จะถูกปิดบังเอาไว้ไม่ให้ผู้ลงคะแนนได้ล่วงรู้

ดังนั้น ในเมื่อเรื่องๆนี้ได้ขยับตัวเข้ามาสู่สังคมมุสลิมเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และในเมื่อการเลือกสรรผู้ปกครองได้กลายเป็นการเลือกสรรโดยใช้ชื่อของศาสนา และอ้างชื่อของอั้ลอิสลามไปแล้ว มันจึงเป็นหน้าที่สำหรับพวกผู้ถูกปกครองทั้งหลาย ที่จะต้องเลือกสรรผู้ปกครองตามหลักความเชื่อและตามสภาพทางศาสนาของพวกผู้นำเหล่านั้น ที่พวกเขาได้แสดงออกมาและได้ตีแผ่กันเอาไว้ให้เป็นที่รับทราบกัน

พวกอิ้ควานุ้ลมุสลิมีนได้บอกกันว่า พวกเขาจะเสาะแสวงหาและพยายามเข้าถึงอำนาจปกครองเพื่อที่จะได้ทำการสถาปนาแนวทางของอัลลอฮฺขึ้นในผืนดินของอัลลอฮฺ ต่อบรรดาปวงบ่าวของอัลลอฮฺ… พวกมันได้พูดกันไว้เช่นนี้
แล้วตกลง อะไรกัน คือ ข้อเท็จจริงของ “แนวทางของอัลลอฮฺ” ในมุมของพวกมัน?
“แนวทางของอัลลอฮฺ” ในมุมของพวกมันก็คือ แนวทางของอิ้ควานุ้ลมุสลิมีนและคือ อุดมการณ์ของพวกอิ้ควานุ้ลมุสลิมีนนั่นเอง.

เชค(อั้ลบันนา) ได้กล่าวไวใน หนังสือ อั้รร่อซาอิ้ล ของเขา หน้าที่ 180 โดยพูดกับพวกอิ้ควานไว้ว่า “การทดลองทั้งในอดีตและปัจจุบันได้ให้การยืนยันแล้วว่า ความดีนั้นมีอยู่เฉพาะในวิถีทางของพวกคุณเท่านั้น ผลสัมฤทธิ์ก็มีอยู่แต่ในแผนการดำเนินงานของพวกคุณเท่านั้น และความถูกต้องก็มีอยู่แค่ในสิ่งที่พวกคุณกำลังทำอยู่นี้เท่านั้น”
จะเห็นได้นะครับว่า พวกเขาได้จำกัดความถูกต้องกันเอาไว้ ซึ่งเมื่อเป็นเช่นนี้ก็เท่ากับว่า คนทุกคนที่ค้านกับพวกมันก็ต้องกลายเป็นคนที่พลาดกันหมดเลยถ้าอธิบายตามนัยที่ดูดีหน่อย หรือต้องกลายเป็น “คนผิด” กันทั้งหมดเลยนะครับ ถ้าหากจะพูดกันตามนัยแบบปกติ

เป็น คนพลาด ซึ่งมีรากมาจากคำว่า พลั้ง หรือเป็น คนผิด ซึ่งมีรากมาจากคำว่า บาป
เขาเชื่อว่า ความสมบูรณ์ของคำเรียกร้องแห่งอั้ลอิสลามนั้นก็คือ ความสมบูรณ์ของคำเรียกร้องของพวกอิ้ควานซึ่งได้ประมวลเอาไว้ตามความเข้าใจของหัวหน้ากลุ่มนั่นเอง และเชื่อว่า การบกพร่องใดๆก็แล้วแต่ทั้งหมดที่มีขึ้นต่อหลักความเชื่อของอิ้ควาน ก็ถือได้ว่า ในความเป็นจริงแล้วมันก็คือ การบกพร่องต่ออั้ลอิสลามนั่นเอง

บุคคลสำคัญของแนวความเชื่ออิควานได้พยายามให้ความสำคัญกับสิ่งที่เป็นสัญลักษณ์ของแนวทางๆนี้ เขาจึงได้กล่าวไว้ใน หนังสือ มุซักกิร้อต ของเขา หน้าที่ 254 ว่า “จำเป็นที่มุสลิมทุกคนจะต้องเชื่อว่า แนวทางๆนี้ทั้งหมดนั้น มันมาจากอิสลาม และความบกพร่องทั้งหลายทั้งปวงที่มีต่อแนวทางนี้ ก็เท่ากับเป็นการบกพร่องต่อแนวคิดแห่งอั้ลอิสลามอันถูกต้องด้วย”

ยิ่งไปกว่านั้น เขายังได้สั่งให้เยาวชนเข้าใจอิสลามเหมือนที่ตนเข้าใจอีกด้วย ดังปรากฏใน หนังสือ อั้รร่อซาอิ้ล หน้าที่ 390 เขาได้สั่งเยาชนไว้ในหนังสือเล่มดังกล่าวให้พวกเขาเข้าใจอั้ลอิสลามเหมือนอย่างที่ตัวของเขาเองเข้าใจ โดยเขาได้กล่าวในการขยายความหลักเกณฑ์เรื่อง การมีความเข้าใจ ซึ่งเป็นหนึ่งในบรรดาหลักเกณฑ์ที่จำเป็นต้องมี เพื่อใช้สำหรับการเข้ามาให้สัตยาบันกับเขา ว่า “จริงๆแล้ว คำว่า ความเข้าใจ ที่ผมต้องการจะหมายถึงนั้นก็คือ การเชื่อมั่นอย่างเต็มเปี่ยมว่า แนวคิดของเราเป็นแนวคิดแห่งอิสลามอันถูกต้องนั่นเอง และยังหมายถึง การที่คุณจะต้องเข้าใจอั้ลอิสลามเหมือนที่เราเข้าใจ ซึ่งเป็นไปตามกรอบของหลักพื้นฐาน 20 ประการที่ได้มีการสรุปเอาไว้ให้อย่างสังเขปที่สุดแล้ว”

และหมายถึง การที่คุณจะต้องเข้าใจอั้ลอิสลามเหมือนอย่างที่พวกเราเข้าใจกัน!!
นี่มันเป็นอะไรที่ยอมรับไม่ได้อยู่แล้วครับ แต่สิ่งที่มันจะต้องเป็น คือ เราต้องเข้าใจอั้ลอิสลามเหมือนที่บรรดาศ่อฮาบะฮฺของท่านร่อซู้ล ﷺ เข้าใจกันต่างหาก เพราะพวกท่านอยู่ในยุคที่วะฮีย์กำลังลง พวกท่านอยู่ร่วมในเหตุการณ์ที่มีการประทานวะฮีย์ลงมา พวกท่านอยู่ร่วมในเหตุการณ์ที่เป็นสาเหตุที่ทำให้ต้องมีวะฮีย์มาให้ พวกท่านประจำอยู่กับท่านร่อซู้ลทั้งในตอนอยู่บ้านและตอนออกเดินทาง ทั้งในยามศึกสงครามและในยามปกติ ตลอดจนในยามที่รู้สึกดีรู้สึกกระฉับกระเฉงและในยามที่รู้สึกหนักและรู้สึกยากลำบาก ด้วยเหตุนี้พวกท่านจึงรู้จักอั้ลอิสลามเยี่ยงที่อัลลอฮฺได้ทรงประทานมันลงมาไว้ให้แก่ร่อซู้ลของพระองค์ ﷺ

ท่านร่อซู้ล ﷺ ได้พูดบรรยายถึงกลุ่มชนที่จะเป็นผู้ที่รอดพ้นและปลอดภัยจากไฟนรก ซึ่งเป็นกลุ่มบุคคลที่อัลลอฮฺทรงให้พวกเขาประสบกับความผาสุกในดุนยานี้ด้วยการเดินตามซุนนะฮฺและในอาคิเราะฮฺด้วยกับสรวงสวรรค์เอาไว้ว่า “คือ ผู้ที่ตั้งตนอยู่บนสิ่งที่เหมือนกันกับที่ฉันและบรรดาศ่อฮาบะฮฺของฉันตั่งมั่นกันอยู่บนนั้นในวันนี้ นั่นเอง”
อั้ลบันนา ได้ให้ลักษณะแก่ความเข้าใจนี้ว่า คือ ความสมบูรณ์แบบ โดยเขาได้กล่าวไว้ในหนังสือ อั้รร่อซาอิ้ล หน้าที่326 ว่า “ จงสำนึกไว้ให้ดีนะครับท่านพี่น้อง ว่า อัลลอฮฺทรงเมตตาแก่พวกคุณ พวกคุณจึงเข้าใจอั้ลอิสลามได้อย่างใสบริสุทธิ์ ผุดผ่อง ครอบคลุมทุกด้าน สมบูรณ์แบบ ครบถ้วน เหมาะสมกับยุคและตอบโจทย์ให้กับความต้องการของอุมมะฮฺได้อย่างลงตัว”

นอกเหนือจากนั้น บรรดาที่ปรึกษาของกลุ่มภายหลังจาก อั้ลบันนา ตลอดจนพวกแกนนำของกลุ่มก็ยังได้นำสิ่งที่ อั้ลบันนาได้พูดไว้ มาพูดซ้ำ โดย ฮะซัน อั้ลฮุดอยบี้ยฺ ได้เคยกล่าวไว้ ดังที่ปรากฏในหนังสือ กอฟิละตุ้ลอิ้ควาน หน้าที่ 298 ว่า “แนวทางอิ้ควาน เป็นแนวทางที่ไม่มีแนวทางอื่นนอกเหนือไปจากแนวทางนี้อีกแล้ว ที่จะสร้างอรรถรส, ที่จะนำพาให้สามารถรอดพ้นจากวิกฤติและทำให้ปัญหาจบลงได้ ดังนั้น จึงจำเป็นที่ชาวอิ้ควานจะต้องไม่เอาสิ่งอื่นใดทั้งสิ้นมาเป็นภาคีกับแนวทางๆนี้”

ดังนั้น จึงจำเป็นที่ชาวอิ้ควานจะต้องไม่เอาสิ่งอื่นใดทั้งสิ้นมาเป็นภาคีกับแนวทางๆนี้!!
มุฮัมหมัด มะฮฺดี อากิ้ฟ ได้กล่าวไว้ดังที่ปรากฏในเว็ปไซต์ของอิควาน วันที่ 27/4/2006 ว่า “ไม่มีใครอื่นอีกแล้วที่จะมีความคู่ควรอย่างยิ่งยวด ในการที่จะเอ่ยสิ่งที่เป็นสัจธรรมเยี่ยงที่ได้มีการประทานลงมาแก่หัวใจของมุฮัมหมัดออกมาได้ นอกจากพวกอิ้ควานอั้ลมุสลิมีนเท่านั้น”

ศาสนา กลายเป็นว่าหมายถึง สิ่งที่พวกอิควานยึดถือกัน อั้ลอิสลามก็กลายเป็นว่า หมายถึง สิ่งที่พวกอิควานรู้จักกัน ถ้าเป็นอะไรที่พวกอิควานไม่รู้จัก ก็แปลว่าสิ่งนั้นไม่ใช่อิสลาม และไม่มีใครอื่นอีกแล้วที่จะมีความคู่ควรอย่างยิ่งยวด ในการที่จะเอ่ยสิ่งที่เป็นสัจธรรมเยี่ยงที่ได้มีการประทานลงมาแก่หัวใจของมุฮัมหมัดออกมาได้ นอกจากพวกอิ้ควานอั้ลมุสลิมีนเท่านั้น!

ซะอี้ด เฮาวา ได้กล่าวไว้ในหนังสือ ตั้รบียะตุนั้รรูฮียะฮฺ หน้าที่ 145 ว่า “และพวกเราเชื่อมั่นว่า การเป็นญะมาอะฮฺ การเป็นปึกแผ่นที่มีความสมบูรณ์แบบของชนชาวมุสลิมนั้น ย่อมไม่มีทางเกิดขึ้นได้ นอกจากจะด้วยกับแนวคิดของ อุ้ซต้าด อั้ลบันนา และด้วยกับมุมมองของท่านและคำแนะนำต่างๆของท่านเท่านั้น”

และเขาก็ยังได้กล่าวไว้ในหนังสือ อาฟากุ้ตตะอาลีม หน้าที่ 33 อีกด้วยว่า “ครอบครัวมุสลิมที่สมบูรณ์แบบนั้น ก็ได้แก่ครอบครัวที่ยึดมั่นในอุดมการณ์ของอิควานุ้ลมุสลิมีนนั่นเอง”

ส่วนครอบครัวที่ยึดมั่นในกิตาบุ้ลลอฮฺและอั้ซซุนนะฮฺ มันไม่ได้เป็นครอบครัวมุสลิมที่สมบูรณ์แบบหรอกครับ แต่ว่าครอบครัวมุสลิมที่สมบูรณ์แบบ มีแต่ครอบครัวที่ยึดมั่นในอุดมการณ์ของอิควานุ้ลมุสลิมีนเท่านั้น!!

อะไรคือ อุดมการณ์ของพวกอิควานุ้ลมุสลิมีน? อะไรคือ ความเชื่อของพวกอิควานุ้ลมุสลิมีน? อะไรคือ การดำเนินตามแนวทางของอิควานนุ้ลมุสลิมีน? อะไรคือข้อเท็จจริงของศาสนาที่อัลลอฮฺทรงประทานลงมาให้แก่ท่านนบีผู้มีความซื่อสัตย์ตามที่พวกอิควานุ้ลมุสลิมีนรู้จักกัน? กว่าที่หินก้อนนี้จะกลายมาอยู่ในรูปลักษณ์แบบนี้ได้
จากตรงนี้ จึงถือเป็นสิทธิของมุสลิมที่จะต้องได้รับรู้เอาไว้ เมื่อถึงเวลาที่เขาจะต้องถูกปกครองโดยการปกครองของพวกอิควานุ้ลมุสลิมีน ว่า คำว่าความเชื่อที่ถูกต้อง คำว่าการปฏิบัติตามสัจธรรม และคำว่าศาสนาสายตรงอันชัดเจน มันคืออะไร? ทั้งหมดทั้งปวงนี้มันอยู่ในสิ่งที่พวกมันบอกกล่าวกันไว้เท่านั้น ถ้าหากคุณค้านต่อสิ่งเหล่านี้ นั่นก็แปลว่า คุณได้หลุดออกไป(จากความถูกต้อง)เสียแล้ว

ซะอี้ด เฮาวา มีความเชื่อมั่นในความสมบูรณ์แบบตรงนี้ เนื่องมาจากความเชื่อของตนที่ว่า การวินิจฉัยของ อั้ลบันนานั้น เป็นการวินิจฉัยของคนที่เป็นวลียฺคนหนึ่งจากบรรดาผู้เป็นวลียฺของอัลลอฮฺ อั้ซซะวะญั้ล นั่นเอง เขาได้พูดไว้ในหนังสือ ตั้รบียะตินั้รรูฮียะฮฺ หน้าที่ 145 ว่า “ ด้วยความโปรดปรานของอัลลอฮฺนะครับ พวกเราได้กำลังถือครองจุดเริ่มต้นอันถูกต้องเอาไว้อยู่ ซึ่งก็ได้แก่ จุดเริ่มต้นที่เกิดมาจากการวินิจฉัยอย่างทุ่มเทของบุคคลๆหนึ่ง ที่ผู้คนที่รู้จักกับเขาต่างไม่สงสัยกันเลยครับว่า เขาคนนั้นต้องเป็นวลียฺคนหนึ่งในบรรดาผู้เป็นวลียฺของอัลลอฮฺ อั้วซะวะญั้ล อย่างแน่นอน ซึ่งบุคคลผู้นี้ก็คือ อุ้ซต้าด ฮะซัน อั้ลบันนา นั่นเอง”

ส่วนพวกเราชาวซุนนะฮฺครับ พวกเรากำลังถือครองการเริ่มต้นอันถูกต้องซึ่งเป็นความถูกต้องอันสมบูรณ์และครอบคลุมกันอยู่นะครับ ทั้งนี้ เนื่องจากสิ่งที่จะเป็นจุดเริ่มแรก สิ่งที่จะเป็นที่มาที่ไปได้นั้น ก็คือ สิ่งที่ได้มาจากวะฮียฺที่ได้มีการประทานลงมาแก่ท่านนบีที่ประเสริฐที่สุด ﷺ เท่านั้นครับ สิ่งที่จะเป็นจุดเริ่มต้น หรือเป็นสิ่งที่เป็นที่มาที่ไปนั้น ไม่ใช่อะไรที่มีที่มา มาจากการวินิจฉัยอย่างทุ่มเทของบุคคลๆหนึ่ง ที่ผู้คนที่รู้จักกับเขาต่างไม่สงสัยกันเลยว่า เขาคนนั้นต้องเป็น วลียฺคนหนึ่งในบรรดาผู้เป็นวลียฺของอัลลอฮฺ อั้วซะวะญั้ล อย่างแน่นอน ซึ่งบุคคลผู้นี้ก็คือ อุ้ซต้าด ฮะซัน อัลบันนา นั่นเอง. แต่อย่างใดครับ.

เขาได้กล่าวต่อไปอีกว่า “ และเป็นหน้าที่ของพวกเราที่จะต้องขับเคลื่อนแรงผลักเพื่อการเปลี่ยนแปลงและการพัฒนานี้ กับประชาชาติๆนี้ให้ได้ แม้ว่าพวกเราจะต้องฝืนทน กัดฟันเพื่อทำมันออกมาขนาดไหนก็ตามที”

ชาวอะฮฺลุ้ซซุนนะฮฺ -หมู่ชนแห่งความจริง- ควรจะทำเช่นไรดีครับ เมื่อต้องนำคำพูดของคนพวกนี้มาวางเทียบกับคำกล่าวของท่านชัยคุ้ลอิสลาม ร่อฮิมะฮุ้ลลอฮฺ ดังที่ปรากฏในหนังสือ มัจมัวอุ้ลฟะตาวา เล่มที่ 3 หน้าที่ 345 โดยท่านได้กล่าวไว้ว่า “ หมู่ชนแห่งสัจธรรมและอั้ซซุนนะฮฺนั้น จะไม่มีใครอื่นทั้งสิ้นมาเป็นบุคคลที่พวกเขาจะดำเนินตามนอกจากท่านร่อซูลุลลอฮฺ ﷺ เท่านั้น ซึ่งท่านเป็นบุคคลที่ไม่ได้พูดอะไรออกมาด้วยอารมณ์ แต่สิ่งที่ท่านพูดออกมานั้น มันไม่ใช่อะไรอื่นใดนอกเหนือไปกว่าสิ่งที่เป็นวะฮียฺที่ถูกประทานลงมาให้เท่านั้นเอง บุคคลท่านนี้เท่านั้น ที่เป็นบุคคลที่จะต้องให้การเชื่อถือในทุกอย่างที่เขานำมาบอก และต้องให้การเชื่อฟังในทุกอย่างที่เขาสั่ง ซึ่งสถานภาพนี้ไม่มีให้กับใครคนอื่นอีกแล้วในจำนวนบุคคลที่ทำหน้าที่เป็นผู้นำทั้งหลาย นอกจากท่าน(ร่อซู้ล)เท่านั้น ยิ่งไปกว่านั้น คนเราทุกคนนี้ คำพูดของเขา ใครจะรับหรือใครจะไม่รับก็ย่อมทำได้ ยกเว้นกับท่านร่อซูลุ่ลลอฮฺเท่านั้น

ดังนั้น ใครก็ตามที่หยิบยกเอาบุคคลใดก็ตามแต่ขึ้นมา ซึ่งเขาคนนั้นไม่ใช่ท่านร่อซูลุ่ลลอฮฺ ﷺ แล้วมองว่า ใครที่รักคนๆนี้และเห็นด้วยกับคนๆนี้ เขาคนนั้นคือ อะฮฺลุ้ซซุนนะฮฺวั้ลญะมาอะฮฺ ส่วนใครที่คิดเห็นค้านกับคนๆนี้ -หมายถึง คิดเห็นค้านกับบุคคลซึ่งไม่ใช่ท่านร่อซู้ล ﷺ คนนี้- เขาผู้นั้นคือ พวกบิดอะฮฺวั้ลฟุ้รก้อฮฺ เช่นที่เกิดกับคนบางกลุ่มที่พากันดำเนินตามอิหม่ามบางท่านในการพูดเกี่ยวกับเรื่องศาสนาและเรื่องอื่นๆ บุคคลดังกล่าวเองนี่แหละที่เป็นส่วนหนึ่งของพวกอุตริ พวกหลงและพวกที่สร้างความแตกแยก” สิ้นสุดคำกล่าวของท่าน

ใครก็ตามที่หยิบยกบุคคลใดก็ตามแต่ขึ้นมาเพื่อให้ผู้คนรักกันหรือโกรธกันโดยอาศัยคำพูดของบุคคลดังกล่าวเป็นฐาน ซึ่งบุคคลผู้นั้นไม่ใช่ท่านร่อซูลุ่ลลอฮฺ ﷺ แล้วล่ะก็ เขาคนนั้นก็คือ ส่วนหนึ่งของพวกอุตริ พวกหลง พวกตามอารมณ์และสร้างความแตกแยก!!

นอกเหนือจากท่านนบี ศ็อลลั้ลลอฮุอลัยฮิวะอะลาอาลิฮีวะซั้ลลัม แล้ว ก็ไม่มีใครคนอื่นอีกแล้วล่ะครับ ที่จะสามารถนำคำพูดของเขามาเป็นฐานในการจะผูกมิตรต่อกันหรือในการจะเป็นอริต่อกัน และไม่มีใครคนอื่นอีกแล้วล่ะครับ ที่จะสามารถหยิบยกตัวบุคคลของเขาคนนั้นขึ้นมาใช้เป็นฐานในการจะรักกันหรือโกรธกัน ศ็อลลั้ลลอฮุอลัยฮิวะอะลาอาลิฮีวะซั้ลลัม สถานะตรงนี้ไม่มีใครคนไหนทั้งสิ้นมีสิทธ์ที่จะได้รับ นอกจากท่านผู้นี้เท่านั้น

หนึ่งในผลพวงที่เกิดขึ้นจากความเชื่อของพวกอิควานที่ว่า ผู้นำกลุ่มย่อมไม่ผิดและกลุ่มก็เป็นกลุ่มที่สมบูรณ์แบบ ซึ่งฉายภาพของอั้ลอิสลามออกมาได้อย่างสมบูรณ์ หนึ่งในผลพวงจากความเชื่อเหล่านี้ ได้แก่สิ่งที่ ดร.อับดุลอะซีซ กามิ้ล ได้ระบุไว้ใน หนังสือ มุซักกิรอตุชชัคซียะฮฺ หน้าที่ 70 โดยเขาได้กล่าวไว้ว่า “หนึ่งในแนวคิดซึ่งเป็นที่ทราบกันดีสำหรับกลุ่มอิควานนั้น ก็ได้แก่ความคิดที่ว่า พระหัตถ์ของอัลลอฮฺนั้นทรงเลี้ยงดูพวกเขาอยู่ ทรงปรีชาที่จะทรงเปลี่ยนแปลงความผิดพลาดของพวกเขาได้ และจะทรงผันแปลพวกเขาไปสู่ความถูกต้องในที่สุด แม้ว่าพวกเราจะกำลังดำเนินอยู่ในความผิดพลาดอยู่ก็จริง แต่ทันใดที่ความเมตตาของอัลลอฮฺได้ขยับตามพวกเราเข้ามาจนทันเมื่อไหร่ พวกเราก็จะหันเข้ามาสู่ความถูกต้องได้เมื่อนั้น บางทีเราอาจจะตั้งเจตจำนงค์ไปที่เรื่องๆหนึ่ง แต่แล้วการดูแลของอัลลอฮฺที่มีกับเราก็เข้ามาผินพวกเราให้หันไปสู่เรื่องอื่นแทน”

เขายังได้กล่าวไว้อีกว่า “ในทำนองนี้นี่แหละครับที่ตัวผมเอง ตลอดจนคนอื่นๆนอกเหนือจากผมอีกมากมายได้ยินได้ฟังมาจาก อุ้ซต้าด อั้ลบันนา ซึ่งในเมื่อสภาพการณ์มันเป็นเช่นที่ว่านี้ มันจึงไม่มีความจำเป็นใดๆที่เราจะต้องมานั่งเสียเวลาและเสียกำลังกัน เพื่อเข้ามาทำการแก้ไขและปรับปรุงมติของกลุ่มและเข้ามาทำการศึกษามูลเหตุและปัจจัยต่างๆ อย่างละเอียดและค่อยเป็นค่อยไปอีกแล้ว เพราะถึงแม้พวกเราจะทำผิด แต่เดี๋ยวการดูแลของอัลลอฮฺก็จะเข้ามารับหน้าที่ปรับปรุงความผิดของเราให้ดีขึ้นเอง”

อิหม่าม อั้ลบันนา คือ เกณฑ์ตัดสิน แบบนี้แหละครับที่คนพวกนี้เข้าใจกัน พวกมันบอกกันว่า อิหม่ามคนนี้คือ เกณฑ์ตัดสิน และความคิดเห็นของอิหม่ามคนนี้คือ มาตรวัด พวกมันเชื่อกันว่า แนวคิดของ อั้ลบันนา คือ เกณฑ์ที่ใช้สำหรับวัดและประเมินเรื่องราวต่างๆ ทั้งที่เกี่ยวกับศาสนาหรือเกี่ยวกับชีวิต จึงเท่ากับว่า อั้ลบันนาเป็นคนเพียงคนเดียวเท่านั้น ในบรรดาสิ่งถูกสร้างของอัลลอฮฺที่ได้รับการชี้นำให้เข้าถึงสิ่งเหล่านี้ได้

ซะอี้ด เฮาวา ได้กล่าวไว้ในหนังสือ มินอัจลิคุตวะติน อิลั้ลอะมาม หน้าที่ 36 ว่า “พวกเราไม่ทราบว่า ในจำนวนสิ่งถูกสร้างของอัลลอฮฺทั้งหลายนั้น จะมีใครที่เข้าใจเรื่องๆนี้ทั้งหมด ตลอดจนเรื่องอื่นๆนอกเหนือไปจากเรื่องนี้ ตามเงื่อนไขของกลุ่มอิควานุ้ลมุสลิมีน เช่น การรอบรู้และเข้าใจเรื่องราวต่างๆ ที่จำเป็นต้องมีเพื่อใช้ในการขับเคลื่อนญะมาอะฮฺอิสลามียะฮฺให้บรรลุสู่เป้าหมายของมันได้ในทุกๆระดับ นับตั้งแต่วางนโยบายเพื่อพัฒนาคนที่เป็นมุสลิม จนไปสู่การตั่งรัฐอิสลามให้มีอยู่ในทุกๆบ้านทุกๆเมือง และจนนำไปสู่การตั้งให้มีรัฐอิสลามในระดับโลกขึ้นในที่สุดได้เหมือนที่ ฮะซัน อั้ลบันนา ได้รับรู้และเข้าใจ”

เมื่อถึงเวลาที่คนกลุ่มนี้จะต้องทำการตัดสินกัน แนวคิดของอั้ลบันนาก็จะมาทำหน้าที่เป็นเกณฑ์ในการตัดสิน เพราะมีแค่เขาคนเดียวเท่านั้นในบรรดาสิ่งถูกสร้างของอัลลอฮฺ ที่ได้รับการชี้นำสู่ทางรอด ส่วนใครคนใดที่บอกว่า อัลลอฮฺตรัสว่า ท่านร่อซู้ลของพระองค์พูดไว้ว่า และบรรดาศ่อฮาบะฮฺได้บอกกันไว้ว่า และเขาเองก็มั่นคงอยู่บนแนวทางของท่านนบี คนๆ นั้นก็จะถูกโยนทิ้งไว้ห่างๆ ทั้งนี้ เนื่องจากบุคคลๆเดียวในบรรดาสิ่งถูกสร้างของอัลลอฮฺ ญั้ลละวะอะลา ที่ได้รับการชี้นำสู่สิ่งที่เขาได้รับการชี้นำไว้ ซึ่งหมายถึง วางนโยบายเพื่อพัฒนาคนที่เป็นมุสลิม ก็คือ…
ขณะเดียวกันพวกแกนนำอิ้ควานคนก่อนๆ ก็ได้กำหนดมติกันไว้แล้วว่า นโยบายของกลุ่มจะต้องดำเนินอยู่บนฐานของหลักการของแนวความคิดมาโซนีย์ และอยู่บนฐานของการจัดทำโครงการลับต่างๆ

แบบนี้ใช่ไหมครับ ที่หมายถึงการวางนโยบายเพื่อพัฒนาคนที่เป็นมุสลิม?!! แบบนี้ใช่ไหมครับที่หมายถึง การสถาปนารัฐอิสลามขึ้นบนผืนดินของอัลลอฮฺ เพื่อปวงบ่าวของอัลลอฮฺ?!!

อั้ลบันนา เป็นคนๆแรกที่นำเท้าของบรรดามุสลิมมาวางไว้บนทางที่ถูกต้อง!! (ซะอี้ด เฮาวา) ได้กล่าวไว้ว่า “และจากเรื่องราวนี้ เราจึงสามารถยืนยันได้อย่างไร้ข้อโต้แย้งใดๆ เลยสำหรับคนที่มีความเป็นกลางว่า ไม่มีใครซักคนที่สามารถเข้ามา นำเท้าของบรรดามุสลิมในยุคนี้ให้มาวางอยู่บนเส้นทางแห่งการปลดแอกอั้ลอิสลามให้หลุดพ้นจากความอ่อนแอ และตามด้วยการนำเท้าของพวกเขามาวางไว้บนหนทางที่มุ่งสู่การเป็นกลุ่มชนมุสลิม (ญะมาอะฮฺมุสลิมะฮฺ) และมุ่งสู่การเป็นผู้นำที่มีคุณลักษณะครบครันได้เหมือนกับฮะซัน อั้ลบันนา”

และเบื่องหน้าของบรรดามุสลิมก็ไม่มีอะไรอีกแล้วที่พวกเขาจะต้องปฏิบัติตาม นอกจากแนวคิดของ อั้ลบันนาเท่านั้น!! ซะอี้ด เฮาวา ได้กล่าวไว้ ดังที่ปรากฏในหนังสือ อาฟากุ้ต ตะอาลีม หน้าที่ 5 ว่า “ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในขณะที่เบื่องหน้าของบรรดามุสลิมไม่มีอะไรอยู่อีกแล้ว นอกจากแนวคิดของ อุ้ซต้าด อั้ลบันนา เท่านั้น ถ้าหากพวกเขาต้องการที่จะมุ่งหน้าออกไปอย่างถูกต้อง”

นั่นหมายความว่า ถ้าหากเขาคนนี้ไม่ได้ถูกสร้างให้มีขึ้นมาแล้วละก็ อิสลามก็คงสูญสิ้น และมุสลิมก็คงจะสูญหายไปกันหมดแล้วล่ะครับ!!

แล้วการพิทักษ์ของอัลลอฮฺที่ทรงมีให้แก่ศาสนาของพระองค์ไปอยู่ที่ไหนครับ? การปกปักรักษาของพระองค์อัลลอฮฺ พระผู้เป็นเจ้าของทุกสรรพสิ่ง ที่ทรงมีให้แก่ประชาชาติของมุฮัมหมัดไปอยู่ที่ไหนครับ? ดังที่อัลลอฮฺพระผู้เป็นเจ้าของทุกสิ่งได้ทรงสัญญากับมุฮัมหมัด ﷺ เอาไว้ว่า แม้ว่าผู้คนจากทั่วสารทิศจะรวมหัวกันเข้ามาโจมตี ประชาชาตินี้จะไม่พินาศลงเพราะความอดอยากขาดแคลนที่เกิดขึ้นกับอุมมะฮฺทั้งหมดโดยรวม และอุมมะฮฺนี้ก็จะไม่พินาศลงเพราะการรุกรานของศัตรูของพวกเขาที่จะเข้ามาฆ่าฟันอย่างถอนรากถอนโคน แต่พวกเขาจะยังคงดำรงอยู่กันต่อไปได้โดยเป็นพวกที่ได้รับการช่วยเหลือ และกลุ่มหนึ่งในพวกเขาก็จะเป็นกลุ่มที่ได้รับการช่วยเหลือเช่นที่ท่านร่อซู้ล ﷺ ได้บอกเอาไว้

และอัลลอฮฺ ญั้ลละวะอะลา จะทรงพิทักษ์รักษาวะฮียฺที่พระองค์ได้ทรงประทานลงมาให้แก่ร่อซู้ลของพระองค์ ﷺ ในวะฮียฺนี้เท่านั้นครับที่ได้รับการรักษาไว้ให้ปลอดจากข้อบกพร่อง การรักษาไว้ให้ปลอดจากข้อบกพร่องจะไม่เกิดกับคนอื่นภายหลังจากท่านร่อซูลุ่ลลอฮฺอีกแล้ว แต่การรักษาไว้ให้ปลอดจากข้อบกพร่องนั้น จะมีอยู่ในวะฮียฺที่ถูกประทานมาให้แก่บุคคลที่ถูกรักษาไว้ให้ปลอดจากข้อบกพร่องเท่านั้นครับ

ข้อความเหล่านี้ทั้งหมดเป็นสิ่งที่ถือเป็นสิทธิที่คนมุสลิมจะต้องได้รับรู้เอาไว้ เพราะเขาคือ คนที่จะเลือก เพื่อที่เมื่อถึงเวลาที่เขาจะเลือก เขาจะได้เป็นคนที่เลือกเอง หมายถึง เลือกในสิ่งที่ตัวเองได้รู้จักและมีข้อมูล

มันไม่เหมาะสมเลยครับที่มุสลิมจะถูกจูงไปเพื่อการวางฐานให้แก่การปกครองที่มีการอ้างกับเขาไว้ว่า มันคือ การปกครองในระบอบของศาสนา คือ การปกครองตามระบอบอิสลาม!! ซึ่งวางอยู่บนอุดมการณ์ที่เขาเองก็ไม่รู้จัก เพียงแต่ถูกพ่อค้าที่เร่ขายมันเผาจูงมือไป!! หรือถูกการทุจริตการเลือกตั้งพาไปเท่านั้น!! เสร็จแล้วหลังจากนั้นเขาก็พบว่าตัวเองมาหยุดยืนอยู่ต่อหน้าหลักความเชื่อเหล่านี้โดยไม่ทันตั้งตัว ส่วนถ้าหากเขาเข้ามาเลือกสิ่งเหล่านี้โดยที่ตัวเองเป็นคนที่รู้จักและมีประสบการณ์กับมันมาก่อนแล้ว…อันนี้มันก็เป็นเรื่องของเขาแล้วครับ

พวกมันเชื่อกันว่า การขยับตัวออกห่างจากความคิดของ อั้ลบันนา เท่ากับเป็นความบกพร่องและเป็นการละเลยต่อการให้การช่วยเหลือและสนับสนุนอั้ลอิสลาม โดยเขาได้กล่าวไว้อีกเช่นกันว่า “พวกเราไม่ยินดีที่จะให้ตัวของพวกเราเดินห่างออกไปจากเส้นทางของอุ้ซต้าด อั้ลบันนา เพราะความบกพร่องและการละเลยในเรื่องนี้ เท่ากับเป็นความบกพร่องและละเลยต่อวิถีทางที่ถูกต้องในการสนับสนุนอั้ลอิสลามในยุคนี้ด้วยนั่นเอง”
ในขณะที่ทางอะฮฺลุ้ซซุนนะฮฺบอกว่า “พวกเราไม่ยินดีที่จะให้ตัวของพวกเราขยับออกห่างจากเส้นทางของท่านร่อซูลลุ่ลลอฮฺ ﷺ และเส้นของบรรดาศ่อฮาบะฮฺของท่านร่อซูลุ่ลลอฮฺ ﷺ”

ในเมื่อบรรดาบุคคลชั้นนำของเราชาวอะฮฺลุ้ซซุนนะฮฺได้ยืนยันออกมาแล้วว่า ความขัดแย้งระหว่างอะฮฺลุ้ซซุนนะฮฺกับพวกอิ้ควานุ้ลมุสลิมีนนั้น เป็นความขัดแย้งในเรื่องของความเชื่อ ไม่ใช่ความขัดแย้งในประเด็นปลีกย่อยแต่อย่างใด แล้วเจ้าคำพูดนี้ของเขา จะสามารถเอาไปจับให้ตรงกับประเด็นไหนได้อีกไม่ทราบครับ?!!
ก็ในเมื่อความเชื่อของคนพวกนั้น คือ การเชื่อว่า ความสำเร็จและชัยชนะของมวลมุสลิมจะมีขึ้นได้ก็ด้วยกับแนวคิดของอั้ลบันนาเท่านั้น แล้วคนที่เห็นขัดแย้งกับเขาล่ะครับจะฮุก่มว่ายังไงดี? -แล้วถ้าในกรณีที่ คนที่เห็นขัดแย้งคนนั้นเป็นคนที่เดินตามกิตาบุ้ลลอฮฺและซุนนะฮฺล่ะครับ- จะให้ว่ายังไงดีครับ?!

ซะอี้ด เฮาวา ได้กล่าวไว้ ดังปรากฏในในหนังสือ อาฟากุ้ต ตะอาลีม หน้าที่ 13 ว่า “แต่วันเวลาจะช่วยเผยให้เห็นเป็นที่ประจักษ์ว่า -วั้ลลอฮุอะอฺลัม- การเคลื่อนไหวเพื่อปฏิรูปอิสลามย่อมไม่สามารถที่จะขาดจากแนวคิดของ อุ้ซต้าด อั้ลบันนาไปได้เลย ไม่ว่าจะในระดับใดก็ตามแต่ ไม่ว่าจะก่อนมีอาณาจักรหรือหลังจากมีอาณาจักรแล้ว หรือไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของการเมืองภายในหรือการเมืองภายนอกของอาณาจักรอิสลาม หรือในเรื่องของการบ่มเพาะคนหรือการก่อร่างสร้างองค์กร หรือในการวางนโยบายตลอดจนการขับเคลื่อนนโยบาย และถ้าหาก อั้ลบันนาเอง ด้วยกับศักยภาพต่างๆที่อัลลอฮฺ อั้ซซะวะญั้ล ทรงมอบให้ท่านนั้น เข้ามาเป็นผู้เสนอตัวแต่เพียงผู้เดียวที่จะเสนอมุมมองในการทำงานอิสลามขึ้นมาแล้วล่ะก็ แนวทางที่ท่านได้ตั่งขึ้นมาก็จะเป็นแนวทางที่เป็นการประกอบกันขึ้นมาโดยมีจุดยึดโยงเฉพาะปรากฏอยู่ด้วย ซึ่งถ้าหากเมื่อใดก็ตามที่มีการทำค้านกับจุดยึดโยงนี้ เมื่อนั้นความเสื่อมเสียก็จะเกิดขึ้น”
นี่คือความเลยเถิดอย่างชัดเจนกับความเชื่อที่ว่า แนวทางๆนี้ ซึ่งไม่ได้เป็นแนวทางที่วางอยู่บนฐานของกิตาบุ้ลลอฮฺและซุนนะฮฺของท่านร่อซู้ลลุ้ลลอฮฺ ﷺ เป็นแนวทางที่ได้รับการคุ้มครองไม่ให้เกิดความผิดพลาดและบกพร่อง
สิ่งนี้เป็นสิ่งที่นำพาให้พวกมันเชื่อกันว่า ด้วยแนวคิดของ อั้ลบันนาเท่านั้น ที่จะทำให้ญะมาอะฮฺที่สมบูรณ์แบบของมวลมุสลิมมีขึ้น เขาได้กล่าวไว้ว่า “และไม่ต้องสงสัยเลยว่า วาระและขั้นตอนต่างๆของญะมาอะฮฺ ทั้งก่อนมีอำนาจและหลังจากที่มีอำนาจแล้วนั้น ได้ถูกวางเอาไว้เพื่อสิ่งนี้ทั้งหมด ซึ่งคำว่าญะมาอะฮฺ ณ ที่นี้ เราหมายถึง ญะมาอะฮฺของบรรดามุสลิมีนนั่นเอง และพวกเราเชื่อมั่นว่า ญะมาอะฮฺที่สมบูรณ์แบบของมวลมุสลิมย่อมมีขึ้นไม่ได้ นอกจากจะด้วยกับแนวคิดของ อั้ลบันนาเท่านั้น และด้วยกับมุมมองของท่านและคำแนะนำของท่านเท่านั้นด้วย ซึ่งหนึ่งในนั้นก็ได้แก่ การมอบความรักให้แก่ผู้ที่เข้ามาทำงานโดยบริสุทธิ์ใจทุกคนนั่นเอง”

คำพูดๆนี้ แฝงไว้ด้วยนัยที่เป็นอันตรายนะครับ เพราะพวกญะมาอะฮฺอิ้ควานุ้ลมุสลิมีนนี้ ถ้าหากผู้พูดของพวกมันพูดออกมาว่า พวกเราเป็นญะมาอะฮฺหนึ่งของบรรดามุสลิมีน นั่นก็แปลว่าพวกมันยังไม่ได้บอกว่ามุสลิมคนอื่นๆที่ไม่ใช่พวกมันคือ กาเฟร แต่ถ้าหากพวกมันพูดออกมาว่า พวกเรานี่แหละคือ ญะมาอะฮฺของบรรดามุสลิมีน นั่นก็แปลว่า คนอื่นๆทั้งหมดที่ไม่ได้เข้าร่วมกับพวกมันเป็นคนที่อยู่นอกญะมาอะฮฺของบรรดามุสลิมีน ซึ่งคนที่อยู่นอกญะมาอะฮฺของบรรดามุสลิมีนก็คือ คนที่ไปอยู่ในญะมาอะฮฺของพวกมุชริกีน พวกกาฟิรีนนั่นเอง!!
คนพวกนี้ได้ตีกรอบกั้นรั้วเหล็กกล้าเอาไว้ว่า ถ้าหากใครคนใดก็ตามได้เข้าไปมีชีวิตอยู่ใต้ร่มการปกครองของพวกอิ้ควานแล้ว เขาคนนั้นก็จะต้องไม่ออกมาวิพากษ์วิจารณ์แนวความคิดของ อั้ลบันนา เพราะการออกมาวิพากษ์วิจารณ์แนวคิดของอั้ลบันนานั้น ถือเป็นอาการป่วยชนิดหนึ่งที่เกิดขึ้นในหัวใจ!!

การวิพากษ์วิจารณ์แนวความคิดของอั้ลบันนาคือ การนิฟ้าก!! เป็นนิฟ้ากแบบใหญ่ กันเลยทีเดียวนะครับ!!
ซะอี้ด เฮาวา ได้กล่าวไว้ดังที่ปรากฏในหนังสือ อาฟากุ้ต ตะอาลีม หน้าที่ 5 ว่า “แต่แล้ว ก็ยังมีความคิดป่วยๆอยู่หลายความคิดที่งอกขึ้นมาจากตรงนี้บ้างและตรงนู้นบ้าง ซึ่งเป็นความคิดที่ต้องการที่จะเข้ามาจัดการกับแนวทางของ ฮะซัน อั้ลบันนา และแนวความคิดของท่าน ดังนั้นกลุ่มคนเหล่านั้นและบุคคลอื่นๆที่นอกเหนือจากนี้ก็จำต้องรู้ไว้ด้วยนะครับว่า การขับเคลื่อนใดๆในยุคของเรานี้ที่วางอยู่บนสิ่งที่ไม่ใช่แนวความคิดของอุ้ซต้าด อั้ลบันนา การขับเคลื่อนนั้นก็คือ ความบกพร่อง คือ อะไรที่ไม่มีทางเป็นไปได้ คือการขับเคลื่อนที่เป็นไปอย่างตาบอด ถ้าพวกเรามีความต้องการในผลงานที่สมบูรณ์แบบที่สามารถต่อยอดได้ในการรับใช้อั้ลอิสลามและบรรดามุสลิมีน”

เขากล่าวไว้อีกว่า “และถือเป็นเรื่องที่สามารถชี้ขาดลงไปได้อย่างแน่นหนาเลยว่า ไม่มีคนๆไหนในยุคนี้ที่จะมีคุณลักษณะที่สมบูรณ์พร้อมเหมือนกับที่ ฮะซัน อั้ลบันนา มี เพราะแทบจะเรียกได้ว่าท่านนั้นเป็นบุคคลเพียงผู้เดียวที่เหมาะแก่การได้รับเลือกให้เข้ามาทำหน้าที่เสนอแนวคิดและมุมมองในการทำงานเกี่ยวกับอิสลามร่วมสมัย…เรื่องนี้เป็นเรื่องที่สมควรที่เราจะต้องยึดไว้เป็นมาตราฐานสำคัญสำหรับพวกเราที่พวกเราจะต้องให้การยอมรับอย่างไร้ข้อโต้แย้ง ทั้งนี้ นั่นไม่ได้หมายความว่า ฮะซัน อั้ลบันนา จะเป็นบุคคลที่ได้รับการปกป้องให้ปลอดจากความผิดพลาดนะครับ”

คำพูดนี้ถือเป็นเป็นกลลวงอย่างหนึ่งนะครับ ส่วนข้อความอื่นๆก่อนหน้านี้มันให้ความหมายว่า พวกเขากำลังอ้างว่า เขา(อั้ลบันนา) คือ บุคคลที่ได้รับการปกป้องให้ปลอดจากความผิดพลาด เพราะใครที่เห็นค้านกับเขาก็เท่ากับว่าเป็นมุนาฟิก และเช่นกันใครที่ออกมาวิจารณ์และคัดค้านแนวคิดของ อั้ลบันนา เขาก็ไม่ใช่คนที่ทำงานเพื่ออิสลามแม้ว่าเขาคนนั้นจะยึดตามกิตาบุ้ลลอฮฺและซุนนะฮฺของท่านร่อซูลลุ่ลลอฮฺ ﷺ ตามความเข้าใจของบรรดาศ่อฮาบะฮฺของท่านร่อซูลุ่ลลอฮฺ ﷺ ก็ตามที

ก่อนหน้านี้ก็พูดผ่านกันมาแล้วนะครับว่า เขาเห็นว่า ครอบครัวมุสลิมที่สมบูรณ์แบบนั้น มีอยู่แต่เฉพาะครอบครัวที่ยึดมั่นอยู่กับอุดมการณ์ของอิ้ควานุ้ลมุสลิมีนเท่านั้น ต้องเป็นบ้านที่มีอะนาชี้ดอิสลามอยู่ในนั้น ต้องเป็นบ้านที่มีการแสดงหนังและการเล่นละครแบบอิสลามอยู่ในนั้น และต้องเป็นบ้านที่มีอะไรก็แล้วแต่ทั้งหลายทั้งปวงที่คุณอยากจะหยิบยกขึ้นมาแล้วเอาไปแปะไว้กับคำว่า “แบบอิสลาม” อยู่ในนั้น!!

นี่คือ ครอบครัวมุสลิมที่สมบูรณ์แบบ ซึ่งหมายถึง ครอบครัวที่ยืนหยัดยึดมั่นอยู่ในอุดมการณ์ของอิ้ควานุ้ลมุสลิมีนอย่างมั่นคงนั่นเอง เพราะว่าสิ่งนี้นี่แหละที่เป็นความสมบูรณ์แบบของอิสลามในยุคปัจจุบัน เหมือนที่เขาได้กล่าวไว้ในหนังสือ อาฟากุ้ต ตะอาลีม ว่า “และเพราะสิ่งเหล่านี้นี่เอง อุ้ซต้าด อั้ลบันนา จึงได้บอกว่า เป็นหน้าที่สำหรับพี่น้องที่ร่วมดำเนินงานที่จะต้องควบคุมครอบครัวให้มั่นคงอยู่กับอุดมการณ์ของอิ้ควานุ้ลมุสลิมีน”

ทั้งหมดนี้นำพาไปสู่การกำหนดให้การดำเนินงานภายใต้ร่มธงของอิ้ควานนุ้ลมุสลิมีนเป็นสิ่งที่จำเป็นต้องกระทำ และด้วยเหตุนี้เอง เมื่อพวกมันได้เข้ามามีอำนาจในการปกครองกลุ่มชนมุสลิมกลุ่มชนใดก็แล้วแต่ พวกมันก็จะขับไล่บุคคลที่คิดเห็นขัดแย้งกับพวกตนออกไปเสียหมด และใครที่เข้ามาวิจารณ์หรือเข้ามาชี้จุดที่เป็นความผิดหรือเข้ามาชี้แจงว่า ความถูกต้องมันอยู่ในสิ่งอื่นซึ่งไม่ใช่สิ่งที่พวกมันนำมาล่ะก็ บุคคลผู้นั้นก็จะต้องถูกลงโทษตามขนาดของประเด็นในการวิจารณ์ของเขาที่ได้วิจารณ์ไว้ หรืออาจจะโดนลงโทษเกินกว่าขนาดของสิ่งที่เขาทำไว้ก็เป็นได้ เช่นที่เกิดกับกรณีของอะฮฺลุ้ซซุนนะฮฺที่เมือง ฆ้อซซะฮฺ และเช่นเดียวกันกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ในซูดาน ตลอดจนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในทุกๆพื้นที่ก็เช่นเดียวกัน ทั้งนี้ เนื่องจากบุคคลที่เห็นต่างในมุมของพวกเขาแล้ว ก็คือ บุคคลที่ทำการคัดค้านต่อข้อเท็จจริงของอั้ลอิสลามนั่นเอง

ซะอี้ด เฮาวา ได้นำเอากฏเกณฑ์ทั้งหมดที่พึงปฏิบัติต่อญะมาอะฮฺของมวลมุสลิมีนมาจับกับพวกอิ้ควาน และกำหนดให้ผู้นำของกลุ่มอิ้ควานได้รับในสิ่งที่คนที่เป็นผู้นำของบรรดามุสลิมีนเท่านั้นพึงจะได้รับ ด้วยเหตุนี้เขาจึงออกมากำหนดว่า เป็นหน้าที่จำเป็นของมุสลิมทุกคนที่จะต้องเข้ามาสยบอยู่ภายใต้ร่มธงของกลุ่มอิ้ควาน และเป็นหน้าที่ที่พวกเขาจะต้องเข้ามาร่วมอยู่ในขบวนการของพวกอิ้ควาน อีกทั้ง เขายังได้สั่งให้มุสลิมทุกคนต้องเข้ามาทำการให้สัตยาบันแก่ ฮะซัน อั้ลบันนา หรือบุคคลที่สืบทอดอำนาจต่อจากเขาอีกด้วย
เขาได้กล่าวเอาไว้ว่า “และสืบเนื่องจากที่เราได้กล่าวมานี้ เราจึงพูดได้ว่า ญะมาอะฮฺอิ้ควานเท่านั้น -ไม่มีอื่นอีกแล้ว- ที่เป็นญะมาอะฮฺที่มีความคู่ควรและเหมาะสมที่บุคคลที่เป็นมุสลิมจะต้องนำมือของตนมาวางไว้ในมือของญะมาอะฮฺนั้น”

เขายังได้กล่าวไว้อีกว่า “จากที่ผ่านมานี้ เราจึงรับรู้ได้อย่างสมบูรณ์ว่า การเข้ามาดำเนินงานกับอิ้ควานนั้น เป็นเรื่องจำเป็นที่มุสลิมในยุคปัจจุบันจะต้องกระทำ”
เขาได้เข้ามาทำให้ความโปรดปรานของอัลลอฮฺ อั้ซซะวะญั้ล ที่มันมีความกว้างขวางอยู่แล้วให้มันแคบลง เมื่อเขาได้พูดออกมาว่า “จากสิ่งนี้นี่เอง บุคคลที่เป็นมุสลิมจึงไม่มีสิทธิที่จะไม่เข้าร่วมกับแนวทางๆนี้แต่อย่างใด”
ใครที่คัดค้านกับญะมาอะฮฺของมวลมุสลิมีน ซึ่งก็คือ ญะมาอะฮฺอิ้ควานนุ้ลมุสลิมีน นั่นก็เท่ากับว่าเขาคนนั้นได้ถอดตรวนแห่งอั้ลอิสลามออกจากต้นคอของตนเองแล้ว

เขาได้พูดไว้ว่า “ในเมื่อนี่คือสถานะภาพของญะมาอะฮฺนี่ จึงไม่อนุญาตให้ขยับตัวออกจากญะมาอะฮฺนี้ ท่านนบี ﷺ ได้กล่าวไว้ว่า ((ใครก็ตามที่ปลีกตัวออกจากอั้ลญะมาอะฮฺแม้เพียงคืบเดียว นั่นก็เท่ากับว่าเขาได้ถอดถอนเอาตรวนแห่งอิสลามออกจากต้นคอของตนแล้ว))”

คงไม่มีการชี้แจงใดที่จะฉายภาพได้กระจ่างชัดไปกว่านี้อีกแล้ว ที่แสดงให้เห็นว่า คนพวกนี้มองว่า ญะมาอะฮฺนี้นี่แหละคือ อั้ลอิสลาม และอั้ลอิ้สลามก็คือ ญะมาอะฮฺๆนี้ ดังนั้น ผู้ที่คัดค้านญะมาอะฮฺนี้ครับ คุณคู่ควรกับความวินาศกันแล้วหละ!!

เขากล่าวไว้ว่า คนที่เป็นมุสลิมทุกคนจะต้องไม่อิงแอบอยู่กับกระบวนการใดๆ หรือองค์กรณ์ใดๆทั้งสิ้นที่ไม่ได้มาจากญะมาอะฮฺนี้ เนื่องจากการให้การเชื่อฟังและจงรักภักดีนั้น จะอนุญาตให้กระทำได้กับคนที่เป็นผู้ปกครองและผู้ดูแลกิจการที่เป็นมุสลิมเท่านั้น และห้ามไม่ให้มีการไปเชื่อฟังผู้อื่นที่ไม่ใช่มุสลิมโดยเจตนา อัลลอฮฺ ตะอาลา ตรัสว่า
يَا أَيُّهَا الَّذِينَ آمَنُوا إِن تُطِيعُوا فَرِيقًا مِّنَ الَّذِينَ أُوتُوا الْكِتَابَ يَرُدُّوكُم بَعْدَ إِيمَانِكُمْ كَافِرِينَ [٣:١٠٠]
((บรรดาผู้ศรัทธาทั้งหลาย ถ้าหากพวกเจ้าไปเชื่อฟังชนกลุ่มหนึ่งกลุ่มใดจากพวกที่ได้รับการประทานคัมภีร์มาให้แล้ว พวกเขาก็จะทำให้พวกเจ้ากลับกลายไปเป็นพวกที่ปฏิเสธศรัทธา หลังจากที่พวกเจ้าได้ศรัทธากันมาแล้ว))
คำพูดนี้ของเขาปรากฏอยู่ในหนังสือของเขาที่ชื่อ มินอัจลิคุ้ตวะตินอิลั้ลอะมาม หน้าที่ 40
การเชื่อว่าบุคคลคนนี้เป็นผู้ที่ได้รับการปกป้องให้ปลอดจากความผิด และความเชื่อมั่นในความสมบูรณ์แบบของแนวทางๆนี้ สร้างผลพวงที่หยั่งรากลึกลงไปในแนวความคิดของพวกอิ้ควานในเรื่องการปฏิรูปภาพรวมของสังคมตลอดจนการแก้ไขปัญหาต่างๆของสังคมด้วย

ดร.อับดุ้ลอะซี้ซ กามิ้ล ได้กล่าวไว้ในหนังสือ มุซักกิรอตุ้ชชักซียะฮฺ หน้าที่ 69 ว่า “ผมได้เรียกร้องพี่ๆน้องๆและลูกๆหลานๆของผมอยู่เสมอๆให้ๆความสำคัญกับความรู้ ให้ๆความสำคัญกับหลักสูตรและการวางแผนระยะยาว จนถึงขั้นที่ว่า มันน่าเศร้าที่มันจะกลายเป็นว่าผมพูดถึงเรื่องนี้อยู่บ่อยครั้งจนแทบจะเป็นการล้อเล่นไปเสียแล้ว หรือบางครั้งมันบ่อยจนดูเหมือนจะเป็นการดูหมิ่นอย่างมีมารยาท -ถ้าหากการดูหมิ่นมันสามารถปรับแต่งให้มีมารยาทขึ้นมาได้จริงๆนะครับ- ไปอยู่แล้ว ผมเริ่มนำคำปราศัยอันทรงอิทธิพลที่ได้ถูกเก็บรักษาเอาไว้ กลับมาพูดซ้ำอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งมันสามารถสร้างเสียงสะเทือนและทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นได้จริง มันเป็นคำปราศรัยที่ผู้พูดสามารถกำหนดท่อนที่จะเรียกเสียงเฮและเสียงตั้กบี้รให้ดังขึ้นมาได้อยู่แต่ต้นแล้ว ดูแล้วเหมือนเป็นการเล่นละครในบทบาทที่คุ้นเคย ผมเริ่มน้อมนำแนวคิดในการปรับให้เรื่องราวต่างๆของชีวิตและเรื่องราวต่างๆ ของอั้ลอิสลามกลายเป็นสิ่งที่ง่ายๆและจิ้บจ้อยกลับมาใช้อีกครั้ง จนทำให้มองได้ว่า อิ้ควาน นั้น เป็นกลุ่มคนที่กำลังครอบครองกุญแจผีที่จะใช้สำหรับแก้ไขสารพันปัญหาที่มีอยู่ในโลกปัจจุบันเอาไว้อยู่ ประเด็นทางเศษฐกิจถูกแก้ไขได้โดยคำพูดไม่กี่คำ ประเด็นทางสังคมถูกคลี่คลายด้วยคำพูดไม่กี่คำ ปัญหาทางการเมืองการปกครองสามารถแก้ไขได้โดยคำพูดไม่กี่คำ การหารือ (ชูรอ) สามารถมีขึ้นเป็นจริงได้โดยคำพูดไม่กี่คำ ในทำนองเดียวกันนี้นี่แหละครับที่ประเด็นต่างๆของชีวิตย่อมจะถูกสะสางลงได้อย่างง่ายดายที่สุด และความง่ายดายนี้ก็สามารถดังดูดวัยรุ่นจำนวนมากเอาไว้ได้” จบคำพูดของดร. อับดุ้ลอะซี้ซ กามิ้ล

อั้ลก้อรดอวี่ ได้กล่าวไว้ใน หนังสือ อั้ลอิควานซับอูนะอามัน ของเขา หน้าที่ 283 ว่า “แน่นอนเหลือเกินว่า หลักความเชื่อและแนวความคิดของพวกเขา -หมายถึงพวกอิ้ควาน- นั้น ถ้าจะให้พูดถึงในแง่ของความบริสุทธิ์และความดีเด่นของมันแล้ว ก็เรียกได้ว่า มันเป็นความเชื่อและแนวคิดที่ปราศจากสิ่งสกปรกแปลกปลอมใดๆมาเจือบนอยู่ด้วยเลยทีเดียว!!”

อะฮฺหมัด รออิ้ฟ ได้กล่าวไว้ใน หนังสือ ศ้อฟ่ะฮ้าต ของเขา ในหน้าที่ 236 โดยพูดเหมือนเป็นการบรรยายถึงสภาพเหตุการณ์ในปัจจุบันไว้ว่า “ เรือนร่างของพวกอิ้ควานหรือโครงสร้างพื้นฐานของพวกเขานั้น อิงแอบอยู่กับคุณครูโรงเรียนภาคบังคับ(โรงเรียนรัฐฯ)ท่านหนึ่ง มันเป็นโครงสร้างที่อ่อนปวกเปียกในหลายๆแง่มุม ด้วยเหตุนี้ จึงทำให้เกิดการรับรู้ที่อ่อนด้อยในภาพรวมของเรื่องการบ้านการเมือง พร้อมๆไปกับการขาดซึ่งความสามารถในการกำหนดข้อบังคับต่างๆเกี่ยวกับเรื่องการเมืองการปกครองและการควบคุมสภาพสังคมอียิปต์ในช่วงที่ต้องเพชิญกับปัญหาหลักๆของประเทศอีกด้วย ซึ่งหากมองกันจากภาพรวมแล้วจะพบว่า เหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นมันไม่ได้เปิดโอกาสที่มากและเหมาะสมพอที่จะให้ได้ใช้ความคิดและให้ได้วางแผน และพวกเขาก็มองภาพ -ไปอย่างผิดๆ- ว่า ธรรมชาติของขั้นตอนๆนี้มันบ่งบอกให้ต้องทำการรวมตัว รวมพลและสั่งจัดแถวให้กับทหารที่บางทีก็อาจจะยังไม่ค่อยเข้าใจภาพรวมของแผนการกันซักเท่าไหร่ ในขณะที่พวกนายกองเองก็ยังไม่ทราบถึงจุดประสงค์ของการเรียกรวมพลอย่างชัดเจนกันนักอีกด้วย สิ่งเหล่านี้ทั้งหมดมันฝากร่องรอยไว้ให้กับกลุ่มคนกลุ่มนี้ เมื่อพวกเขาต้องเข้ามาเพชิญกับสงครามในรูปแบบใหม่ที่พวกตนไม่คุ้นเคยมาก่อน และรายละเอียดต่างๆอีกมากมายที่มันไม่เคยปรากฏอยู่ในความนึกคิดของพวกเขามาก่อนเลย ก็ได้เข้ามาท่วมใส่พวกเขา”

ส่วนในประเด็นเรื่องจุดยืนที่ขัดแย้งกันเองระหว่างอุดมการณ์กับเหตุการณ์จริงที่มันเกิดขึ้นนั้น มันมีนับไม่ถ้วนเลยครับ ดูแค่ในเรื่องที่เกี่ยวกับการชุมนุมประท้วงก็น่าจะพอเพียงแล้ว อั้ลบันนาได้พูดไว้ในหนังสือ อั้รร่อซาอิ้ล หน้าที่ 190 ว่า “ส่วนประเด็นเรื่องการชุนนุมประท้วงนั้น พวกอิควานไม่ได้มีความคิดเรื่องนี้เลยและก็ไม่ได้อาศัยวิธีการนี้ด้วย พวกเขาไม่ได้เชื่อในประโยชน์และผลลัพท์ที่ได้จากมันเลย”

ก็ในเมื่อคนพวกนี้บอกกันว่า เป็นเรื่องไม่เหมาะสมที่จะขยับออกจากแนวคิดของ อั้ลบันนา แล้วพวกเขาจะพูดอย่างไรกับข้อความอันปลอดจากความผิดพลาดข้อความนี้ครับ?!! แค่การออกมาวิภาควิจารณ์เฉยๆก็นับว่าเป็นการกลับกลอกที่มีขึ้นกับหัวใจแล้วนะครับ ดังนั้น จึงไม่อนุญาตเด็ดขาดไม่ว่าจะในกรณีใดก็แล้วแต่ที่จะออกมาโต้แย้งกับนโยบายนี้ได้ ซึ่งพ่อคนนี้เขาก็พูดไว้เองนะครับว่า เรื่องการชุนนุมประท้วงนั้น พวกอิควานไม่ได้มีความคิดเรื่องนี้เลยและก็ไม่ได้อาศัยวิธีการนี้ด้วย พวกเขาไม่ได้เชื่อในประโยชน์และผลลัพท์ที่ได้จากมันเลย.

อั้ตติ้ลมิซานียฺได้กล่าวไว้ในหนังสือ ซิกรอย้าตลามุซั้กกิร้อต ของเขา หน้าที่ 191 ว่า “น่าแปลกใจกับความเข้าใจและการมองภาพของคนส่วนใหญ่ที่มองว่า การดำเนินงานของพวกเรานั้น คือ การเรียกร้องผู้คนไปสู่การเปลี่ยนแปลงระบอบและระบบที่มีอยู่ พวกเราถูกกล่าวหาว่ามีส่วนร่วมกับภาพที่เกิดขึ้นนี้ เรื่องนี้ไม่ได้เป็นแม้แต่เงาของความจริงเลยครับ”

เขายังได้พูดไว้ในหน้าที่ 187 ด้วยว่า “ ไม่มีซักวันเลยนะครับ ที่อิ้ควานจะคิดเรื่องการใช้กำลัง อย่างเรื่องการใช้อาวุธเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง หรือเรื่องการโค้นล้มอำนาจ การทำรัฐประหาร หรือเรื่องการชุมนุมประท้วง”
มะฮฺดี อากิ้ฟ ได้กล่าวไว้ในหนังสือพิมพ์ อั้ชชั้รกุ้ลเอาซัด ฉบับวันที่ 12-5-2005 ว่า “พวกเราไม่ใช่พวกที่ใช้วิธีการชุมนุมประท้วง พวกเราเรียกร้องไปสู่สัจธรรมและสันติภาพ การชุมนุมประท้วงไม่ใช่ภาษาของพวกเรา”

แต่ การสวนทางกับตัวเองที่การตะกียะฮฺ (การหมกเม็ด) ได้เสี้ยมพวกเขาเอาไว้แบบลับๆ ก็ได้เผยธาตุแท้แห่งการขัดแย้งกับตัวเองขึ้นในมุมที่เปิดเผยออกมา ส่วนการขัดกับตัวเอง(ที่กำลังเห็นกันอยู่)นี้ มัน -ถ้าพูดตามคำอธิบายของพวกที่หมกเม็ดแล้ว- ก็คือ การตะกียะฮฺ ซึ่งหมายถึง การที่คุณพูดอะไรซักอย่างออกมาแต่ต้องการจะหมายถึงอีกอย่างหนึ่ง คือการที่คุณพูดคำพูดหนึ่งออกมาแต่ต้องการจะหมายถึงคำอื่น ซึ่งสิ่งนี้ -ทั่งๆที่มันคือ ส่วนหนึ่งจากศาสนาของพวกเราะวาฟิด- เป็นส่วนหนึ่งจากสิ่งที่พวกอิ้ควานนุลมุสลิมีนยึดถือกัน

ดังนั้น จึงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรที่พวกเขาจะเข้ามาอาศัยการชุมนุมประท้วงถ้าหากมันสามารถที่จะขยับจุดมุ่งหมายของพวกเขาให้เข้าใกล้ขึ้นมาได้ หรือจะออกมาต่อต้านการชุมนุมประท้วงถ้าหากมันเข้ามาขัดขวางและต่อต้านกับจุดมุ่งหมายของพวกเขา

สำหรับเรื่องนี้พวกเขากับพวกเชคที่นิยมการชุมนุมนั้นอยู่ในสถานะที่เท่าๆกัน เพราะถ้าหากคนกลุ่มนี้และคนกลุ่มนั้น ถ้าหากพวกเขา -ทั้งๆที่พวกเขาก็อ้างกันนะครับว่าพวกตนคือ นักวิชาการและนักทำงานศาสนา- ถ้าหากพวกเขาบอกออกมา -ตั้งแต่ครั้งแรก- ว่า ของที่อยู่ ณ ที่อัลลอฮฺนั้น ไม่มีทางที่จะได้มันมานอกจากจะด้วยกับการเชื่อฟังต่อพระองค์เท่านั้น และออกมาเตือนผู้คนให้ยึดมั่นในแนวทางของบรรดานบีที่ต่างได้ดำเนินกันไว้ ในเรื่องการดะอฺวะฮฺ ในเรื่องการปฏิรูปและการเปลี่ยนแปลง(สภาพสังคม) ท่านร่อซู้ล ﷺ เอง ท่านถูกแต่งตั่งมาให้ทำหน้าที่ในช่วงที่ความเสื่อมเสียทางการปกครองได้แผ่คลุมไปแทบทุกหัวระแหง แต่ถึงจะเป็นอย่างนั้นท่านก็ไม่ได้มุ่งความสนใจไปที่การปฏิรูปการเมือง แม้ว่าการใช้ศาสนามาจัดระเบียบการเมืองของดุนยาด้วยการเมืองตามบทบัญญัติจะถือเป็นเรื่องหนึ่งของศาสนาก็ตาม…

ท่าน ﷺ เคยถูกเชื้อเชิญให้เข้ามามีส่วนร่วมในอำนาจปกครองจากทางบุคคลสำคัญของพวกกุเรชมาแล้ว แต่ท่านก็ปฏิเสธและไม่ยอมรับในข้อเสนอนั้น ดังที่ปรากฏในการรายงานที่ อั้ลอั้ลบานีย์ ได้บอกไว้ในการวิจารญ์หนังสือ ฟิกฮุ้ซซุนนะฮฺว่า อยู่ในระดับ ฮะซัน ที่ว่า เมื่อครั้งที่คนพวกนั้นได้บอกกับท่าน ﷺ ว่า “ถ้าหากเจ้าต้องการเกียรติยศ พวกเราก็จะตั้งให้เจ้าเป็นผู้นำของพวกเรา จนถึงขั้นที่ว่า พวกเราเองจะไม่ตัดสินใจทำเรื่องอะไรออกไปเลยโดยที่ไม่ได้บอกเจ้า และถ้าหากเจ้าต้องการอำนาจปกครองพวกเราก็จะแต่งตั้งให้เจ้าเป็นกษัตริย์ปกครองพวกเรา”
แต่แล้วท่าน ﷺ ก็ปฏิเสธ ทั้งนี้ เป็นเพราะว่า ประชาชนนั้น ถ้าหากไม่ได้เป็นประชาชนที่ยอมจำนอนต่ออิสลาม ยอมจำนนต่ออะกีดะฮฺของอิสลามแล้วล่ะก็ การได้มาซึ่งอำนาจของท่านมันก็ไม่ได้มีประโยชน์อะไรกับพวกเขามากนัก ประชาชนย่อมไม่ได้รับประโยชน์อะไรจากการได้มาซึ่งอำนาจของอิสลาม ตราบใดที่พวกเขายังไม่ยอมจำนนต่ออะกีดะฮฺของอิสลาม ยังไม่ยอมจำนนต่อบทบัญญัติของอิสลาม เนื่องจากเมล็ดพันธ์มันไม่สามารถงอกอยู่กลางอากาศได้ และเนื่องจาก ชะรีอะฮฺ(บทบัญญัติ) ย่อมไม่สามารถจะยืนขึ้นมาได้ เว้นเสียแต่จะเป็นการยืนขึ้นมาอยู่บนฐานแห่งอะกีดะฮฺ(หลักความเชื่อ)ที่ถูกต้องและมั่นคงเท่านั้น.

ด้วยเหตุนี้เอง ท่านร่อซู้ล ศ็อลลัลลอฮุอลัยฮิวะอะลาอาลิฮีวะศั้ลลัม จึงได้ออกไปหาผู้คนตามสถานที่ๆพวกเขาพบปะและชุมนุมกัน ตามตลาด และตามบ้านเรือนของพวกเขา ท่านได้เข้าไปเรียกร้องและเชิญชวนพวกเขาเหล่านั้น ทั้งโดยการเข้าไปพูดคุยรายบุคคลหรือโดยการคุยแบบยกเผ่า จนเป็นเหตุให้ท่านต้องประสบพบเจอกับความเสียใจกับสภาพของผู้คนเหล่านั้นอยู่ไม่ใช่น้อย พระเจ้าของท่านได้ตรัสกับท่านเกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้ว่า

فَلَا تَذْهَبْ نَفْسُكَ عَلَيْهِمْ حَسَرَاتٍ ۚ إِنَّ اللَّهَ عَلِيمٌ بِمَا يَصْنَعُونَ [٣٥:٨]
((…ดังนั้น จิตใจของเจ้าก็จงอย่าได้ไปโศกเศร้าอะไรกับพวกเขาเลย แน่นอนว่า อัลลอฮฺทรงรอบรู้เกี่ยวกับสิ่งที่พวกเขากระทำกันอยู่))

ยิ่งไปกว่านั้น ท่านเองก็แทบจะพลีชีวิตจิตใจของท่านให้ต้องสูญสิ้นลงเพื่อพวกเขา พระเจ้าของท่านจึงได้ตรัสกับท่านเกี่ยวกับเรื่องนี้ไปว่า

فَلَعَلَّكَ بَاخِعٌ نَّفْسَكَ عَلَىٰ آثَارِهِمْ إِن لَّمْ يُؤْمِنُوا بِهَٰذَا الْحَدِيثِ أَسَفًا [١٨:٦]
((เจ้าแทบจะเป็นคนที่ทำร้ายตนเองจนพินาศลงให้กับร่องรอยของการผินหลังของพวกเขาเนื่องจากความเศร้าเสียใจ ถ้าหากพวกเขาไม่ยอมศรัทธากันต่อคำพูดนี้))

เอาสิ่งนี้มาเปรียบเทียบกับพฤติกรรมของท่านร่อซู้ล ﷺ ที่ท่านทำกับพวกกษัตริย์และพวกผู้นำดูซิครับ ท่าน ﷺ ไม่เคยต้องมาดิ้นรนเดินทางเข้าไปหาคนพวกนั้นเลย แต่ท่านส่งบรรดาทูตของท่านไปหาพวกเขาแทน เช่นที่ปรากฏในสารของท่านที่ส่งไปหาฮิร้อก ซึ่งเป็นสารที่ถูกบันทึกไว้ใน อั้ศศ่อฮีฮัยนฺ ซึ่งระบุว่า ท่านร่อซู้ล ศ็อลลัลลอฮุอลัยฮิวะอะลาอาลิฮีวะศั้ลลัม ได้กล่าวไว้ว่า “จากมุฮัมหมัดผู้เป็นทาสของอัลลอฮฺและเป็นทูตของพระองค์ ถึงฮิร้อกผู้ยิ่งใหญ่แห่งโรม ความสานติจงมีแด่ผู้ที่ดำเนินตามทางอันถูกต้อง ข้าขอเรียกร้องเจ้าด้วยคำเชื้อเชิญแห่งอั้ลอิ้สลาม เจ้าจงเข้ามาเป็นผู้ยอมจำนนต่ออั้ลอิสลามแล้วเจ้าจะปลอดภัยและอัลลอฮฺก็จะทรงประทานผลตอบแทนของเจ้าให้แก่เจ้าถึงสองครั้งด้วยกัน แต่ถ้าหากเจ้าผินหลังให้ล่ะก็ เจ้าก็จะต้องรับบาปของพวกอะรีซียีนเอาไว้กับเจ้าด้วย และ

قُلْ يَا أَهْلَ الْكِتَابِ تَعَالَوْا إِلَىٰ كَلِمَةٍ سَوَاءٍ بَيْنَنَا وَبَيْنَكُمْ أَلَّا نَعْبُدَ إِلَّا اللَّهَ وَلَا نُشْرِكَ بِهِ شَيْئًا وَلَا يَتَّخِذَ بَعْضُنَا بَعْضًا أَرْبَابًا مِّن دُونِ اللَّهِ ۚ فَإِن تَوَلَّوْا فَقُولُوا اشْهَدُوا بِأَنَّا مُسْلِمُونَ [٣:٦٤]
“จงพูดว่า ชาวคัมภีร์ทั้งหลายจงพากันเข้ามาสู่ถ้อยคำหนึ่งที่จะทำให้เกิดความเท่าเทียมกันขึ้นระหว่างพวกเราและระหว่างพวกเจ้า นั่นคือ การที่เราจะต้องไม่ทำการสักการะและภักดีนอกจากต่ออัลลอฮฺเท่านั้น และเราจะไม่นำสิ่งใดทั้งสิ้นมาเป็นหุ้นส่วนกับพระองค์ และบางส่วนของพวกเราก็จะไม่ไปยึดเอาอีกบางส่วนที่เหลือขึ้นมาเป็นเจ้าอื่นจากอัลลอฮฺ ดังนั้น ถ้าหากพวกเขาผินหลังกัน พวกเจ้าก็จงพูดไปว่า พวกคุณจงเข้ามาเป็นพยายานยืนยันกันไว้เสียด้วยว่า แท้จริงแล้วพวกเรานี่แหละคือ มุสลิมูน”

นี่ครับ คือสารของท่านร่อซู้ล ศ็อลลัลลอฮุอลัยฮิวะอะลาอาลิฮีวะศั้ลลัม แล้วถามว่ามันจะไปอยู่ส่วนไหนดีครับ เมื่อเทียบกับเจ้าช่วงชีวิตของพวกกลุ่มคนที่ใช้มันให้หมดไปกับการปราศรัยเรื่องการเมือง ปลุกระดมให้เกิดการประท้วง แต่แล้วประชาชนก็ไม่เคยได้รับอะไรจากกิจกรรมพวกนี้เลยนอกจากละอองฝุ่น!!

ท่านอบูนุอัยมฺ ได้บันทึกรายงานไว้ในหนังสือ อั้ลฮิ้ลยะฮฺ และท่านอิบนุอบีดุนยา ได้บันทึกรายงานไว้ในหนังสือ อั้ตเตาบะฮฺ และหนังสือ อั้ลอุกูบ้าต และท่านเกาวามุ้ซซุนนะฮฺ ได้บันทึกรายงานไว้ในหนังสือ อั้ตตั้รฆี้บวั้ตตั้รฮี้บ จากท่านมาลิก อิบนุ ดีน้าร โดยระบุไว้ว่า ได้มีการระบุไว้ในคัมภีร์ของอัลลอฮฺบางเล่มว่า อัลลอฮฺคือ ผู้ทรงครอบครองอำนาจ บรรดาหัวใจของพวกผู้ปกครองนั้นอยู่ในมือของข้า ดังนั้น ใครที่เชื่อฟังข้า ข้าก็จะทำให้พวกเขาเป็นความเมตตาสำหรับเขาคนนั้น ส่วนใครที่ฝ่าฝืนข้า ข้าก็จะทำให้พวกเขาเป็นบทลงโทษสำหรับเขาคนนั้น ดังนั้น พวกเจ้าจงอย่าได้ทำให้ตัวของพวกเจ้าเข้าไปวุ่นอยู่กับการด่าทอพวกผู้ปกครองกันเลย แต่พวกเจ้าจงสำนึกผิดกลับตัวกันเถิด แล้วข้าก็จะทำให้พวกเขาอ่อนโยนต่อพวกเจ้าเอง.

ถ้าหากพวกอิ้ควาน -ซึ่งพวกมันอ้างกันไว้เองว่าพวกตนเป็นพวกที่ทำงานศาสนาและเป็นนักวิชาการ- และถ้าหากพวกเชคและพวกนักเผยแพร่ศาสนา ซึ่งพวกเขาก็อ้างกันไว้ว่าพวกตนคือ พวกที่ทำงานศาสนาและเป็นนักวิชาการ- ถ้าหากคนทั้งสองกลุ่มนี้ นับตั้งแต่ตอนที่นักชุมนุมประท้วงตามวิถีทางของพวกไซออนิสเริ่มออกมาดำเนินการในผืนแผ่นดินกินานะฮฺ(อียิปต์) ถ้าหากพวกเขาพากันลุกขึ้นมาต่อต้านกับพฤติกรรมนี้ด้วยคำพูดของอัลลอฮฺ และคำพูดของร่อซู้ลของพระองค์แล้วล่ะก็ เจ้าการดำเนินการดังกล่าวก็คงจะต้องเสียท่าย่อยยับไปหมดแล้ว แต่พวกเขากลับเข้าไปร่วมขบวนกับพวกนักเคลื่อนไหวเหล่านั้น ซ้ำพวกเขาบางคนก็ยังเข้าไปปลุกกระตุ้นคนพวกนั้นอยู่อย่างต่อเนื่องอีกด้วย พวกเขาบางคนพูดถึงการชุมนุมประท้วง ทั้งๆที่มันเป็นพฤติกรรมที่เป็นการฝ่าฝืน ทั้งๆที่มันเป็นเรื่องบาป ซึ่งในอิสลามไม่มีคำว่า การชุมนุมประท้วง!!

การชุมนุมประท้วงครั้งแรกที่เกิดขึ้นในอิสลามนั้น มีขึ้นโดยน้ำมือของอับดุลลอฮฺ อิบนุ ซะบะอฺ อั้ลยะฮูดียฺ!! ซึ่งผลลัพธ์หนึ่งที่มันเกิดขึ้นจากการชุมนุมประท้วงครั้งนั้นก็คือ การสังหารท่านผู้เป็นค่อลีฟะฮฺผู้ทรงธรรม นั่นคือ ท่านอุสมาน และทำให้ดวงดาราของพวกร่อวาฟิดเปร่งประกายขึ้นมา ซึ่งคนพวกนี้เป็นพวกที่ในยุคของพวกมัน พวกมันได้ทำการยกท่านอลีขึ้นให้เป็นผู้ศักดิ์สิทธิ์ที่คู่ควรแก่การสักการะ จนท่านเองต้องจัดการเผาพวกมันด้วยเปลวไฟเสีย หลังจากที่ท่านได้ทำหลุมสำหรับลงโทษพวกมันไว้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

หัวโจกของพวกนักเคลื่อนไหวก่อการชุมนุมประท้วงในอุมมะฮฺอิสลามนี้ ก็คือ อับดุลลอฮฺ อิบนุ ซะบะอฺ อั้ลยะฮูดียฺ มันเป็นยิวแต่มาประกาศตนว่าเป็นมุสลิม เหมือนที่บูลุซ (เปาโล) -ซึ่งเป็นยิว- ได้เคยประกาศตนมาแล้ว อย่างที่บูลุซ (เปาโล) ประกาศตนว่าเป็นคริสต์เพื่อจะได้สร้างความเสื่อมเสียแก่ศาสนาของพวกคริสต์ -แล้วมันก็เป็นไปตามนั้นจริงๆ- และในทำนองเดียวกันนี้แหละที่อิบนุ ซะบะอฺ อั้ลยะฮูดียฺได้ทำเอาไว้

แต่คุณกลับมาพบว่าในจำนวนของพวกเชคบางคน มีคนที่พูดออกมาว่า “การชุมนุมต่อต้านนี้เป็นการชุมนุมที่มีความจำเริญ”!!. มีความจำเริญในเรื่องอะไรกันครับ?!! ในเรื่องการสร้างความเสื่อมเสีย?!! ในเรื่องการละเมิดเกียรติ?!! ในเรื่องการผลาญทรัพย์สินเงินทอง?!! ในเรื่องการสิ้นชาติและการแบ่งแยกประเทศ?!! ในเรื่องการทำให้เงื้อมมือของพวกรอฟิเดาะฮฺเข้ามามีความสูงส่งอยู่ในผืนแผ่นดินกินานะฮฺ(อียิปต์) อันบริสุทธิ์และดีงาม?!! ในเรื่องการทำให้หุ้นของยะฮู้ดปรับตัวสูงขึ้น?!! ในการทำให้ชาวนูบะฮฺ (ชื่อเผ่าๆหนึ่ง) พยายามแยกตัวออกไปเป็นเอกเทศ?!! มันมีความจำเริญในเรื่องอะไร?!!

และคุณก็ยังจะพบอีกว่า คนพวกนั้นบางคนได้พูด -บรรยายลักษณะของคนที่ถูกเสี้ยมสอนโดยสถานอบรมของพวกตะวันตกให้เข้ามาก่อการชุมนุมประท้วงและสร้างความวุ่นวายในบ้านเมืองอิสลามเพื่อสร้างความแตกแยกระส่ำระสายให้กับสังคมมุสลิม และนำมันกลับมาประกอบเข้ากันใหม่อีกครั้งภายใต้ร่มปีกของพวกตะวันตก พวกปฏิเสธ พวกทราม และทำการจัดการกับระบอบอิสลามให้หมดไปจนสิ้นซาก ไม่ให้เหลือ- คุณจะพบว่าเขาคนนั้นบรรยายลักษณะของคนกลุ่มนี้ไว้ ด้วยคำพูดของเขาที่ว่า “เป็นเยาวชนที่มีความยำเกรง มีความบริสุทธิ์ผุดผ่อง มีเกียรติ มีความฉลาดหลักแหลมและมีความดีงาม” ว่าไปจนสุดสำนวนของพวกโหรเลยทีเดียวครับ
และก็ยังมีอีกคนหนึ่งครับที่โกหกแอบอ้างมติเอกฉันท์!! และเอาตัวลงไปคลุก ร่วมออกมาปราศรัยกับพวกผู้ชุมนุมและออกมาสนับสนุนอุ้มชูพวกเขา

และก็มีพวกเขาอีกบางคนครับ ที่พาภรรยาของตัวเองไปที่จตุรัสที่ชุมนุมด้วย!!
และก็ยังมีพวกเขาอีกบางคนครับ ที่ออกมาอ้างว่า อัลลอฮฺ ญั้ลละญะลาลุฮู ทรงปรากฏพระองค์ต่อจตุรัสที่ชุมนุมและคนที่อยู่ที่นั่นถึงสามครั้งด้วยกัน!! และอื่นๆนอกเหนือจากนี้อีก ที่พวกเขาได้พูดและได้ทำกันไว้
เป็นที่ทราบกันนะครับว่า ในจำนวนของกฏเกณฑ์ต่างๆของอิสลามนั้น ได้มีการระบุเอาไว้ว่า คนที่เป็นสาเหตุก็เหมือนกันกับคนที่ลงมือ ทั้งคู่บาปเท่ากัน ดังนั้น ทุกๆคนที่เป็นสาเหตุ ไม่ว่าจะเป็นทางช่องทางใดก็ตามแต่ เขาคนนั้นก็ต้องรับผิดชอบความผิดเรื่องเลือด เรื่องการทำลายเกียรติ เรื่องการสร้างความเสียหาย เรื่องการปล้นทรัพย์สิน เรื่องการตัดขาดถนนหนทางและการสัญจร และเรื่องการสูญสลายและแตกกระจายของระบอบทางจริยธรรมในสังคมของชาวอียิปต์ ตลอดจนเรื่องอื่นๆ นอกเหนือจากนี้ในบรรดาเรื่องราวซึ่งเป็นเรื่องที่น่าสลด ที่บางทีสังคมอียิปต์อาจจะต้องใช้เวลาเป็นสิบๆปีในการพยายามที่จะเข้ามาซ่อมแซมสิ่งที่มีคนทำลายไว้ และเข้ามาอุดสิ่งที่มีคนเจาะเป็นรูโหว่เอาไว้ อัลลอฮฺทรงเป็นพระผู้ทรงคิดบัญชีพวกเขา

และอัลลอฮฺคือ พระผู้ที่เป็นที่พึ่งที่เราขอความช่วยเหลือ ลาเฮาละวะลากูวะตะอิ้ลลาบิ้ลลาฮิ้ลอะลียิ้ลอะซีม (ไม่มีอำนาจและไม่มีพลังใดๆทั้งสิ้นนอกจากที่มาจากอัลลอฮฺผู้ทรงสูงส่งผู้ทรงยิ่งใหญ่เท่านั้น)
وصلى الله وسلم على نبينا محمد وعلى آله وأصحابه أجمعين.