คุ้ตบะฮฺเรื่อง “ญะมาอะฮฺอิ้ควาน” ตอนที่ ๒

120

คุ้ตบะฮฺเรื่อง “ญะมาอะฮฺอิ้ควาน” (ตอนที่ ๒)
โดย เชค มุฮัมหมัด ซะอี้ด ร้อซลาน -ฮะฟิซ่อฮุ้ลลอฮฺ-.
– 18/7/1433 ตรงกับ 8/6/2012,
มัสยิดอั้ซซั้รกี้ย์, อั้ชมูน ,จังหวัด มุนูฟียะฮฺ ประเทศ อียิปต์.
อาบีดีณ  โยธาสมุทร -แปลและเรียบเรียง- 7/12/1437, มีนบุรี           

คุ้ตบะฮฺที่สอง ( ตอนที่ ๑ คลิกที่นี่)

الحمدُ للهِ ربِّ العالمينَ، وأشهدُ أنْ لا إلهَ إلا اللهُ وحدَهُ لا شريكَ له هو يتولَّى الصالحينَ، وأشهدُ أنَّ محمدًا عبدُهُ ورسولُهُ صَلَّى اللـهُ عَلَيْهِ وَعَلَى آلِهِ وَسَلَّمَ صلاةً وسلامًا دائمين متلازمين إلى يوم الدين.

ครับ หนึ่งในหน้าที่ของผู้ที่ถูกปกครองที่มีต่อผู้ปกครองในกรณีที่ผู้ถูกปกครองมีสิทธิในการเลือกสรรผู้ที่จะเข้ามาทำหน้าที่ปกครองได้นั้น ก็คือการที่จะต้องรู้จักว่าตัวผู้ปกครองคนนั้นเขามีอะไรอยู่บ้าง?

ซึ่งในส่วนของพวกอิ้ควานนั้น คนพวกนี้มีเครื่องมือเฉพาะอยู่เครื่องมือหนึ่งที่ใช้สำหรับการเผยแพร่เรื่องโกหกและเรื่องที่เป็นข่าวลือ และพวกมันยังมีช่องทางเฉพาะตลอดจนแผนการที่ได้กำหนดเอาไว้อีกมากมายสำหรับเรื่องพวกนี้อีกด้วย

อะฮฺหมัด รออิ้ด ได้กล่าวไว้ในหนังสือ ศ่อฟะฮ้าด ของเขา หน้าที่ 245 ว่า “จึงจำเป็นที่จะต้องมีการทำสื่อที่ยืนอยู่ในจุดที่ตรงกันข้ามกับสื่อของทางรัฐบาล และแล้วเรื่องที่เป็นข่าวลือต่างๆก็เริ่มเดินออกมาจากขบวนแถวของพวกอิ้ควาน ซึ่งบางเรื่องอาจจะถูกปล่อยออกมาโดยไม่ได้มีเจตนา ในขณะที่อีกบางเรื่องก็ถูกปล่อยออกมาโดยเป็นไปตามแผนการที่ได้ถูกกำหนดเอาไว้แล้ว”

นี่เป็นแผนกเฉพาะเลยครับ ซึ่งมีหน้าที่ในการสร้างชื่อเสียให้กับทุกคนที่คัดค้าน ไม่ว่าจะเป็นการกล่าวหาว่า เป็นสายลับบ้าง การเข้ามาจาบจ้วงเกี่ยวกับเรื่องมารยาทของบุคคลๆนั้น โดยอ้างว่าเขามีพฤติกรรมที่เป็นอุปนิสัยที่เสียๆ มีความเสื่อมและความต่ำทรามต่างๆที่ศาสนาได้สั่งห้ามเอาไว้ ตลอดจนสิ่งที่ไม่ดีๆอื่นๆจนทำให้บุคคลดังกล่าวต้องกลายเป็นคนที่ถูกสาปให้มีรูปร่างอัปลักษณ์ที่ทำให้ผู้คนต้องพากันหนีหายและออกห่างจากเขาไปในทีสุด

และในทำนองเดียวกันนี้นี่เองครับ มะฮฺมู้ด อับดุลฮะลีม ก็ได้ออกมาตีแผ่วิถีทางของคนกลุ่มนี้ในการแพร่กระจายความปั่นป่วนให้เกิดขึ้นในสังคมและการส่งต่อสารแห่งความวุ่นวาย ไว้ในหนังสือ อะฮฺด้าษุนศ่อนะอะติ้ตารีค เล่มที่ 1 หน้าที่ 290 ว่า “กลุ่มอิ้ควานนุ้ลมุสลิมูนนั้น มองว่า ไม่มีข้อแตกต่างใดๆเลยระหว่างชาวซุนนะฮฺและพวกร่อวาฟิด(ชีอะฮฺ) พวกเขามองว่า มันไม่ได้มีข้อขัดแย้งอะไรต่อกันเลยในเรื่องอะกีดะฮฺระหว่างชาวซุนนะฮฺและพวกร่อวาฟิด(ชีอะฮฺ)”

ทั้งที่พวกร่อวาฟิดมันพูดว่า อั้ลกุ้รอ่านที่อยู่เบื้องหน้าของพวกเรานี้บกพร่อง และถูกบิดเบือนโดยน้ำมือของบรรดาศ่อฮาบะฮฺของท่านร่อซู้ล ศ็อลลัลลอฮุอลัยฮิวะอาลิฮีวะซั้ลลัม!!

พวกร่อวาฟิด มองว่า บรรดาศ่อฮาบะฮฺของท่านนบี ﷺ พากับปฏิเสธศรัทธากันหมดหลังจากที่ท่านได้เสียชีวิตไป ยกเว้นจำนวนที่น้อยนิดเท่านั้นที่ยังศรัทธากันอยู่ ซึ่งได้แก่กลุ่มที่ให้การสนับสนุนท่านอลีนั่นเอง!!

พวกร่อวาฟิด มองว่า ท่านผู้ที่ได้รับมอบหมายหน้าที่นั้น ได้บิดพลิ้วต่อหน้าที่ ซึ่งผู้ที่ได้รับมอบหมายหน้าที่ที่กล่าวถึงนี้พวกมันหมายถึง ท่านญิบรี้ล อลัยฮิ้สสลาม โดยพวกมันบอกว่า “จริงๆแล้วอัลลอฮฺทรงมอบหมายให้ท่านนำสารลงมามอบให้แก่ท่านอลี แต่ท่านกลับนำมันไปมอบให้แก่ท่านมุฮัมหมัด ศ็อลลัลลอฮุอลัยฮิวะอะลาอาลิฮีวะศ้อฮฺบิฮีวะซั้ลลัม แทน!!
คุณเองก็คงต้องซักถาม -ด้วยความประหลาดใจ- ออกมานะครับว่า “แล้วท่านญิบรี้ลได้รับผลประโยชน์อะไรกันจากการฝ่าฝืนคำของอัลลอฮฺ อั้ซซะวะญั้ล?” !!
แล้วคุณก็คงจะยังซักถามออกมาอีก -ด้วยความประหลาดใจ- ว่า “แล้วอัลลอฮฺ -พระผู้เป็นเจ้าแห่งทุกสรรพสิ่ง- จะไม่ทรงแก้ไขความผิดพลาดที่ท่านญิบรี้ลก่อเอาไว้ หรือความบิดพริ้วที่ท่านญิบรี้ลได้กระทำเอาไว้เลยได้อย่างไรกัน?”!!

พวกร่อวาฟิด มองว่า บรรดามารดาของเหล่าผู้ศรัทธานั้นไม่ได้เป็นภรรยาของท่านร่อซูลุ้ลลอฮฺกันแต่อย่างใด พวกเธอเป็นเพียงทาสเชลยเท่านั้น!!

ซ้ำพวกมันยังกล่าวหาท่านหญิงอาอิชะฮฺ ร่อดิยั้ลลอฮุอันฮา ด้วย ทั้งๆที่อัลลอฮฺ -พระผู้เป็นเจ้าแห่งทุกสรรพสิ่ง- ได้ทรงรับรองว่านางบริสุทธิ์จากคำกล่าวร้ายที่พวกมุนาฟิกูนได้กุกันขึ้นมาโดยมีผู้ศรัทธาบางท่านได้เขาไปผสมโรงกับพวกมันด้วย อัลลอฮฺ -พระผู้เป้นเจ้าแห่งทุกสรรพสิ่ง- ทรงยืนยันว่านางบริสุทธิ์จากคำกล่าวร้ายนี้ไว้แล้วในอั้ลกุ้รอ่านอันทรงเกียรติ ดังนั้น ภายหลังจากนี้ไป มันผู้ใดก็ตามที่ยังมากล่าวหานางอีก มันผู้นั้นก็ได้ปฏิเสธศรัทธาเสียแล้ว เนื่องจากมันผู้นั้นได้คัดค้านและสวนทางกับสิ่งที่อัลลอฮฺได้ทรงประทานลงมาไว้แล้วในคัมภีร์ของพระองค์นั่นเอง.

แต่ถึงจะเป็นเช่นนั้น พวกมันก็ยังทำการพูดวิพากษ์วิจารณ์ท่านหญิงอาอิชะฮฺเอาไว้อย่างรุนแรง และยังได้วิจารณ์ ท่านผู้อาวุโสทั้งสอง(ท่านอบูบักรและท่านอุมัร)ไว้ด้วยว่า ท่านทั้งสองเป็นเจว็ดสองตัวของพวกกุเรช!! เป็นตอฆู้ตสองตัวของพวกกุเรช!! และเป็นรูปเคารพสองตัวของพวกกุเรช!! ที่เข้ามาทำการเปลี่ยนแปลงศาสนาและบิดเบือนแนวทาง.

พวกร่อวาฟิด พยายามที่จะเข้ามาขุดกุโบ้รของท่านร่อซูลุ่ลลอฮฺ เพื่อนำร่างอันมีเกียรติของท่านออกมาแล้วขนย้ายไปไว้ที่สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของพวกมัน -ในบ้านเมืองของพวกมะญุซีย์- ตลอดจนขุดกุโบ้รของท่านผู้อาวุโสทั้งสองท่านด้วย เพื่อที่จะได้ทำการเผาทำลายร่างของท่านทั้งสองทิ้งเสีย!!

พวกร่อวาฟิด มีความเชื่อกันอย่างนี้และหนักยิ่งกว่านี้เสียอีก แต่ถึงอย่างนั้น พวกอิ้ควานุ้ลมุสลิมีน กลับมองไม่เห็นข้อแตกต่างระหว่างพวกเรากับคนพวกนั้นในเรื่องอะกีดะฮฺ!!

พวกมันเปิดประตูหลายบานไว้ให้คนพวกนั้น มะฮฺดี อากิฟ ได้กล่าวไว้ ตอนช่วงสงครามเลบานอนว่า ถ้าลูกพี่ (ฮะซัน นั้ศรฺ) ได้ให้อนุญาตกับพวกเราเมื่อไหร่นะ พวกเราจะส่งทหารที่มาจากวัยรุ่นชาวอิ้ควานหนึ่งหมื่นนายไปให้ลูกพี่คนนั้นทันที จะมีปัญหาก็ตรงเรื่องการขนย้ายและการขนส่งเท่านั้นเอง จะส่งไปเพื่อให้ไปร่วมสู้รบภายใต้ร่มธงของพวกร่อวาฟิด

ซึ่งจริงๆแล้วพวกร่อวาฟิดมันไม่ได้ไปรบกับพวกยะฮู้ดหรอกครับ แต่มันคือ ละคร ที่มีขึ้นเพื่อการทำลายล้างชาวซุนนะฮฺต่างหาก มันมีเป้าหมายเพื่อทำลายเลบานอนและดึงเลบานอนให้กลับเข้าสู่ยุคหินต่างหากครับ.

ดังนั้น คนที่เป็นมุสลิมจึงจำเป็นที่จะต้องรู้จักอะกีดะฮฺของคนที่จะมาเป็นผู้ปกครองของตัวเอง พวกเขาจะนำเอาพวกร่อวาฟิดให้เข้ามามีอิทธิพลเหนือพวกเรา พวกเขาจะเชิดชูพวกมันท่ามกลางพวกเรา และจะพยายามสลายข้อแตกต่างระหว่างอะกีดะฮฺของพวกร่อวาฟิดกับอะกีดะฮฺของชาวซุนนะฮฺให้เรือนหายไป ตลอดจนเรื่องอื่นๆนอกเหนือจากนี้อีกมากมาย ที่เราขอต่ออัลลอฮฺ -พระผู้เป็นเจ้าแห่งทุกสรรพสิ่ง- ให้พระองค์ทรงทำให้ผืนแผ่นดินของชาวกินานะฮฺได้รอดพ้นไปจากเรื่องราวนั้นๆไปได้ด้วยเถิด แน่นอนว่าพระองค์ทรงเป็นพระผู้ทรงสามารถทำได้ทุกสิ่ง

อะกีดะฮฺของพวกเขา -หมายถึงอะกีดะฮฺของพวกอิ้ควานนุ้ลมุสลิมีนนะครับ- พวกเขาก็กำลังถูกถามถึงเรื่องๆนี้อยู่… อะไรคือ อะกีดะฮฺของคนพวกนี้?!

คนพวกนี้ไม่มีแนวทางในเรื่องอะกีดะฮฺที่สามารถรับรู้และบ่งบอกเป็นตัวเป็นตนได้ ซึ่งท่านร่อซู้ล ศ็อลลัลลอฮุอลัยฮิวะอะลาอาลิฮีวะซั้ลลัม ท่านไม่ได้ทำไว้อย่างนี้ แต่ท่านใช้เวลาถึงสิบสามปี ก่อนที่จะมีการกำหนดเรื่องของบทบัญญัติต่างๆตามที่ท่านได้ดำเนินไว้จนเสร็จสิ้น การละหมาดที่ถูกบัญญัติในปีที่สิบของการได้รับการแต่งตั้งให้เป็นนบี โดยให้มีด้วยกันห้าเวลาทั้งในช่วงกลางวันและกลางคืนนั้น จริงๆแล้วมันถูกกำหนดให้มาเป็นบทบัญญัติภายหลังจากช่วงสิบปีที่ผ่านพ้นไปนับจากการได้รับการแต่งตั้งให้เป็นนบี ตามรูปแบบที่เป็นที่รับทราบกันนั่นเองครับ แต่ถึงอย่างนั้น ก็ยังไม่ได้ให้มีการอะซานเพื่อเรียกให้มาละหมาดเกิดขึ้นที่มักกะฮฺแต่อย่างใด และพวกท่านก็ไม่ได้มีการมารวมตัวกันที่มักกะฮฺ ไม่ได้มีการละหมาดร่วมกันเป็นญะมาอะฮฺที่นั่น แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือ พวกท่านต้องแอบทำอิบาดะฮฺกันแบบลับๆต่างหาก -ริ้ดวานุ้ลลอฮิอลัยฮิม-  รวมไปถึงเรื่องซะกาต เรื่องฮั้จญฺ เรื่องการสู้รบและเรื่องข้อกำหนดทางบทบัญญัติอื่นๆทั้งหมด ก็ยังไม่ได้มีการกำหนดเอาไว้เลยว่าเป็นบทบัญญัตินอกจากภายหลังจากที่ได้มีการอพยพไปที่เมืองมะดีนะฮฺและก่อตั้งรัฐเป็นที่เรียบร้อยแล้วเท่านั้นทั้งสิ้น

แต่ว่าท่านนบี ﷺ ได้ใช้ช่วงเวลาที่ผ่านพ้นมาในชีวิตของท่านไปกับการเรียกร้องสู่ เตาฮีด เรียกร้องสู่อะกีดะฮฺที่ถูกต้อง ซึ่งเป็นสิ่งที่ตัวอาคารของคนๆหนึ่งที่เป็นมุสลิมย่อมไม่สามารถตั้งยืนขึ้นมาได้เว้นแต่จะเป็นการยืนอยู่บนสิ่งนี้เท่านั้น อีกทั้งหัวใจของคนเรานั้น ก็ย่อมไม่สามารถพัฒนาให้ดีขึ้นมาได้นอกจากจะด้วยกับสิ่งนี้เท่านั้นอีกด้วยเช่นกัน

นี่ครับ คือคำเรียกร้องของอั้ลอิสลามอันแสนยิ่งใหญ่ และคือคำเชิญชวนของท่านนบีผู้ทรงเกียรติ และสิ่งนี้นี่เองที่เป็นหนทางอันเที่ยงตรง

ขออัลลอฮฺทรงชี้นำพวกเราสู้ความถูกต้อง และขอพระองค์ทรงโปรดรักษาเราให้พ้นจากความบกพร่อง ความผิดพลาด ความโง่เขลา ความพลาดพรั่ง และความผิดบาปด้วยเถิด แน่นอนว่าพระองค์คือ พระผู้ทรงสามารถเหนือทุกสิ่ง

وصلى الله وسلم على نبينا محمد وعلى آله وأصحابه أجمعين.