ความเชื่อของ”ลัทธิก็อดยานีย์”กับ”ดิเรก กุลสิริสวัสดิ์”

545


ความเชื่อที่ 1

– “ลัทธิก็อดยานียฺ” เชื่อว่า: “นบีอีซา อะลัยฮิสลามนั้นตายแล้วอย่างปกติ” ในเว็ปไซต์ www.islamahmadiyya.net

– “ดิเรก กุลสิริสวัสดิ์” ได้เขียนไว้ว่า: “ท่านนบีอีสาตายแล้วในโลกนี้” ในหนังสือ “อะซัลมุศอฟฟา” อันดับที่ 12 หน้าที่ 7

ความเชื่อที่ 2

– “ลัทธิก็อดยานีย์” เชื่อว่า: “อัลมะเซี๊ยะฮฺ อิบนุ มัรฺยัม (นบีอีซา อะลัยฮิสสลาม) เคยทำงานเป็นช่างไม้กับพ่อ ชื่อว่า “ยูซุฟ อัลนัจญารฺ” เป็นเวลา 22ปี” ในหนังสือ “อัลค่อซาอิน อัรฺรูฮียะฮฺ” เล่มที่ 9หน้าที่ 292 และในเว็ปไซต์http://planet.nana.co.il/hani-tahar

– “ดิเรก กุลสิริสวัสดิ์” ได้เขียนไว้ว่า: “ท่านนบีอีสามีพ่อเช่นอย่างคนอื่นๆมีกัน” ในหนังสือ”อะซัลมุศอฟฟา” อันดับที่ 12 หน้าที่ 32และในหนังสือ”บยานุ้ลกุรฺอ่าน” เล่มที่ 3 หน้าดัชนี หมวด อ.
และได้เขียนไว้อีกว่า: “ในใบเบิ้ลมีหลักฐานชัดๆว่า เยซู (อีซา) เป็นลูกของโยเซฟ (ยูซุฟ)” ในหนังสือ “บยานุ้ลกุรฺอ่าน” เล่มที่ 3หน้าที่ 600

ความเชื่อที่ 3

– “ลัทธิก็อดยานีย์” เชื่อว่า: “อัลมะเซี๊ยะฮฺและอัลมะฮฺดี คือ บุคคลเดียวกัน ซึ่งก็คือ ท่านมิรฺซา ฆุลาม อะหฺมัด” ในเว็ปไซต์ www.islamahmadiyya.net

– “ดิเรก กุลสิรืสวัสดิ์” เขียนไว้ว่า: “ความคิดที่ว่านบีอีสาจะลอยลงมาอีกนั้น ผิด เพราะหลังจากนบีฯ ศ็อลฯ แล้วไม่มีนบีอีก แต่มะสีหฺและมะหฺดีนั้น จะใช่มิรฺซาหรือไม่ค่อนเป็นปัญหา” ในวารสาร “อัลหุดา” ฉบับที่ 21ปีที่ 3

ความเชื่อที่ 4

– “ลัทธิก็อดยานีย์” เชื่อว่า: “ไม่มีการประหารชีวิตยกเว้นผู้ละทิ้งศาสนาที่ก่อสงคราม” ในเว็ปไซต์ http://www.islamahmadiyya.net 

– “ดิเรก กุลสิริสวัสดิ์” ได้เขียนไว้ว่า: “นอกจากนี้ ยังมีผู้เข้าใจผิดว่า ผู้ใดออกจากการนับถือศาสนาอิสลามที่เรียกว่า”มุรฺตัด”จะต้องถูกประหารชีวิต ความเข้าใจเช่นนี้ไม่มีในอัลกุรฺอ่านในอัลกุรฺอ่านได้กล่าวเนืองๆถึงบุคคลที่ได้เข้ารับนับถือศาสนาอิสลามแล้วออกจากศาสนาอิสลามไปนับถือศาสนาอื่นหรือไม่นับถืออะไรเลย แต่ไม่มีข้อแม้ระบุว่า ให้ประหารชีวิตคนเช่นนั้น” ในหนังสือ “หลักการศรัทธา” หน้าที่ 12 พิมพ์เมื่อปี พ.ศ. 2546

ความเชื่อที่ 5

– “ลัทธิก็อดยานียฺ” เชื่อว่า: “นรกคือโรงพยาบาล” ในเว็ปไซต์ http://www.alislam.org/books/my-relig/part2.html

– “ดิเรก กุลสิริสวัสดิ์” ได้ยืนยันว่า: “นรกคือโรงพยาบาล” ด้วยการเขียนหนังสือชื่อ “นรกคือโรงพยาบาล” ฉบับตีพิมพ์ปี พ.ศ. 2520และลงป็นบทความในวารสาร “อัลหุดา” ปีที 1 ฉบับที่ 12 หน้าที่ 4

ความเชื่อที่ 6

– “ลัทธิก็อดยานีย์” เชื่อว่า: “ไม่มีอายะฮฺใดถูกยกเลิกไม่มีอายะฮฺถูกยกเว้น” ในเว็ปไซต์ http://www.islamahmadiyya.net/ 

– “ดิเรก กุลสิริสวัสดิ์” ได้เขียนไว้ว่า: “เราไม่พบหะดีษจากนบีของเราในเรื่องเช่นนี้เลย เรื่องนาสิคมันสูคมาจากคนอื่น ซึ่งบางครั้งเป็นเพราะเขาไม่สามารถหาความกลมกลืนกันซึ่งข้อความของอัลกุรฺอ่าน การป้ายสีให้เป็นเรื่องนาสิคมันสูคจึงเป็นเรื่องง่าย” ในหนังสือ “อะซัลมุศอฟฟา” อันดับที่ 12 หน้าที่ 6 และในหนังสือ “บยานุ้ลกุรอ่าน” เล่มที่ 1 หน้าที่ 243

ความเชื่อที่ 7

– “ลัทธิก็อดยานีย์” เชื่อว่า: “พระพุทธเจ้าและศาสดาในศาสนาอื่นๆ เป็นนบีของอัลลอฮฺ” ในเว็ปไซต์ www.islamahmadiyya.net/qa.asp?cat_id=18-49k
และเชื่อว่า: “พระกฤษณะที่ชาวฮินดูยกย่องให้เป็นเทพเจ้านั้น เป็นศาสดาที่แท้จริง นี้เแนสิ่งที่สอดคล้องกับคัมภีร์กุรฺอ่านที่ประกาศว่า พระเจ้าส่งผู้สื่อสารไปทุกๆชาติบนพื้นโลก” ในหนังสือเผยแผ่ของกลุ่มก็อดยานีย์ สายอะหฺมะดียะฮฺ ที่ออกในประเทศไทย หนังสือดังกล่าวชื่อ “อะหฺมัดผู้สืบทอดที่ทรงสัญญาไว้และมะฮฺดี” หน้าที่ 7 พ.ศ. 2535

– “ดิเรก กุลสิริสวัสดิ์” ได้กล่าวศอละหวาตให้แก่”พระพุทธเจ้า”ร่วมกับท่านนบี ดังนี้
“…นบีอิบรอฮีมก็ดี…พระพุทธเจ้าก็ดี ท่านนบีมุหัมมัดก็ดี (ขอความสันติจากอัลลอฮฺได้มีแด่ท่านเหล่านี้)” ในหนังสือ “กุรฺอ่านมะญีด” เล่มที่ 2 หน้าที่ 1,228
และได้เขียนไว้ว่า: “อัลกุรฺอ่านให้เชื่อถือรสูลทุกๆท่าน มุสลิมบางคนจึงมีความเห็นว่า พระพุทธเจ้า ขงจื้อ ก็คงเป็นรสูลเหมือนกัน หากแต่นามของท่านไม่ปรากฎในอัลกุรฺอ่าน ในวารสาร “อัลหุดา” ปีที่ 1ฉบับที่ 12 หน้าที่ 17

ความเชื่อที่ 8

– “ลัทธิก็อดยานีย์” เชื่อว่า: “คำว่า”ญิน”ในอัลกุรฺอ่าน เมื่อกล่าวคู่กับคำว่า”มนุษย์”นั้น หมายถึง ผู้ยิ่งใหญ่ในหมู่คณะนั้น คำว่า”มนุษย์”หมายถึง”บริวาร” ในเว็ปไซต์ www.islamahmadiyya.net

– “ดิเรก กุลสิริสวัสดิ์” ได้เขียนไว้ว่า: “ประโยคที่ว่า “ฟะมานะฟะร๊อต ญินนี” และญินของฉันไม่ได้หนี ความหมายว่า และพรรคพวกของฉันอย่างกับพวกญินนี้ไม่ได้หนี ชาวอฺรับเปรียบคนที่ปราดเปรียวโลดโผนว่าเป็นชัยฏอนและญิน” ในหนังสือ “หลักการศรัทธา” หน้าที่ 48 พิมพ์เมื่อปี พ.ศ. 2546

ความเชื่อที่ 9

– “ลัทธิก็อดยานีย์” เชื่อว่า: “มั๊วะอฺญิซาต คือ สิ่งที่อยู่ภายใต้กฏเกณฑ์ต่างๆของอัลลอฮฺที่เป็นกฏธรรมชาติ” ในเว็ปไซต์ www.islamahmadiyya.net

– “ดิเรก กุลสิริสวัสดิ์” ได้เขียนไว้ว่า: “ความจริงท่านนบีอีสาไม่ได้สร้างนกจริงๆ แต่ท่านจำลองจากดินดังรูปนก อีกนัยหนึ่งนกเก้นั้นเอง แบบเดียวกับงูในเรื่องของท่านนบีมูสา มันไม่ใช่งูจริงๆ แต่เป็นประหนึ่งงู”
ในหนังสือ “บยานุ้ลกุรฺอ่าน” เล่มที่ 3 หน้าที่ 618
และได้เขียนไว้อีกว่า: “ดังนั้น จงเอานกมาสี่ตัวแล้วเลี้ยงมันให้เชื่องแก่เจ้า” (คำแปล 2:260) ในหนังสือ “บยานุ้ลกุรฺอ่าน” เล่มที่ 3 หน้าที่ 499
และได้เขียนไว้อีกว่า: “ปัญหาอีกข้อหนึ่งคือ ท่านนบีอิบรอฮีมได้เลี้ยงนกจนเชื่องแล้วสับมันเป็นท่อน เอาแต่ละท่อนไว้ที่ภูเขา แล้วเมื่อเรียกแล้ว มันก็รวมตัวกันเป็นตัว ต่างกลับมายังท่านหรือเปล่า อายะฮฺนี้มิได้มีความหมายเช่นนั้น ถ้าผู้ใดจะเข้าใจว่าท่านนบีอิบรอฮีมได้กระทำเช่นนั้นจริงๆ เป็นการเข้าใจเกินกว่าที่อัลกุรฺอ่านได้ระบุไว้” ในหนังสือ “บยานุ้ลกุรฺอ่าน” เล่มที่ 3 หน้าที่ 502

ความเชื่อที่ 10

– “ลัทธิก็อดยานีย์” เชื่อว่า: “ความสุขในสวรรค์เป็นลักษณะอุปมา” ในเว็ปไซต์www.islamahmadiyya.net ในเรื่อง “ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับนรกและสวรรค์”
และเชื่อว่า: “เป็นที่ชัดเจนจากอายะฮฺต่างๆของอัลกุรฺอ่านว่า นรกสวรรค์ ตามที่อัลลอฮฺกล่าวนั้นมิได้เป็นวัตถุเฉกเช่นในโลกนี้ แต่มันเป็นโลกแห่งจิตวิญญาน” ในเว็ปไซต์ www.islamahmadiyya.net ในเรื่อง “ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับนรกและสวรรค์”

– “ดิเรก กุลสิริสวัสดิ์” ได้เขียนไว้ว่า: “ความสุขในสวรรค์ที่ปรากฎในอัลกุรฺอ่านนั้น เป็นเพียงนิยามเชิงอุทาหรณ์” ในวารสาร “อัลหุดา” ปีที่ 1 ฉบับที่ 9 หน้าที่ 50
และได้เขียนไว้อีกว่า: “การกล่าวถึงผู้หญิง ก็เพื่อแสดงความบริสุทธิ์ ความผ่องแผ้ว เพราะเมื่อเราเปรียบเทียบเรื่องความบริสุทธิ์ให้สามัญชนเข้าใจง่ายๆ เราคงไม่อ้างผู้ชายมาพรรณนา” ในหนังสือ “หลักการศรัทธา” หน้าที่ 136 พิมพ์เมื่อปี พ.ศ. 2546
และได้เขียนไว้อีกว่า: “ข้อความที่ปรากฎในอัลกุรฺอ่านที่พาดพิงเรื่องสวรรค์และนรกนั้น ล้วนเป็นอุทาหรณ์ทั้งสิ้น ข้อความที่พาดพิงถึงสวนสวรรค์หรือนรกในกุโบรฺนั้น ล้วนเป็นอุทาหรณ์เชิงเปรียบเทียบ” ในหนังสือ “บยานุ้ลกุรฺอ่าน” เล่มที่ 1 หน้าที่ 81
และได้เขียนไว้อีกว่า: “โดยถือว่านรกหรือสวรรค์ของมนุษย์ เริ่มแต่ในโลกนี้ เมื่อพูดถึงปรโลก โปรดอย่าเข้าใจผิดว่าหมายถึงโลกที่มีนางฟ้า มีหญิงรุ่นงามมากๆ เรื่องนรกสวรรค์ตามอัลกุรฺอ่าน ไม่ใช่ตามทัศนะที่เข้าใจกันอย่างแกนๆ และผิดเผิน” ในหนังสือ ” บยานุ้ลกุรฺอ่าน” เล่มที่ 1 หน้า ย.

ความเชื่อที่ 11

– “ลัทธิก็อดยานีย์” เชื่อว่า: “ชีวิต (ในบัรฺซัค) จะถูกเปลี่ยนร่าง ซึ่งไม่ใช่ร่างต่างๆ (ในดุนยานี้) เพื่อลื้มรสแห่งการงานตามสภาพของมัน ร่างที่ว่านี้ คือ ความมืด หรือแสงสว่าง ประหนึ่งว่าการงานของมนุษย์ คือ ร่างของเขาในโลกดังกล่าว” ในเว็ปไซต์ www.islamahmadiyya.net

และเชื่อว่า: “ความจริงของสวรรค์ตามหลักอิสลาม คือ ภาพสะท้อนของการศรัทธาและการปฏิบัติของมนุษย์ในโลกนี้ ไม่ใช่สิ่งที่มนุษย์ได้รับจากภายนอก สวรรค์ของคน คือ สิ่งที่เกิดขึ้นในจิตใจของมนุษย์” ในเว็ปไซต์www.islamahmadiyya.net

– “ดิเรก กุลสิริสวัสดิ์” 
ได้เขียนไว้ว่า: “อะซาบุ้ลก็อบริ” เป็นประสบการณ์ทางจิตของแต่ละคนตามการงานที่ตนประกอบไว้” ในหนังสือ “หลักการศรัทธา” หน้าที่ 121 พิมพ์เมื่อปี พ.ศ.2546

และได้เขียนไว้อีกว่า: “เมื่อคนเราตายและอยู่ในอาลัมบัรฺซัคนั้น จิตกริยาของผู้นั้นจะมีความรู้สึกในกรรมดีและกรรมชั่วที่ตนได้ประกอบไว้เมื่อยังมีชีวิตอยู่ แต่ไม่ได้หมายถึงการถูกลงโทษ” ในวารสาร “อัลหุดา” ปีที่ 1 ฉบับที่ 12 หน้าที่ 81

และได้เขียนไว้อีกว่า: “เช่นเราจับคนมาขัง ผู้ถูกขังย่อมรู้ความผิด หรือความบริสุทธิ์ของตน ก่อนที่จะถูกพิพากษาตัดสิน กล่าวคือ คนผิดจะรู้สึกกระวนกระวายทุกข์ร้อน แต่คนถูกจะรู้สึกเฉยๆ” ในวารสาร “อัลหุดา” ปีที่ 1 ฉบับที่ 12 หน้าที่ 81

ความเชื่อที่ 12

– “ลัทธิก็อดยานีย์” เชื่อว่า: “ปรากฎในอัลกุรฺอ่านว่ามีมลาอิกะฮฺแปดองค์ทูนบัลลังก์ (ซูเราะฮฺ อัลฮากเกาะฮฺ อายะฮฺที่ 18) ทั้งนี้มิได้หมายความว่ามีบัลลังก์เป็นทองและเงิน หากแต่กุรฺอ่านต้องการบอกถึงคุณลักษณะอันสูงส่งของความเป็นเจ้าของอัลลอฮฺ” ในเว็ปไซต์ www.islamahmadiyya.net

– “ดิเรก กุลสิริสวัสดิ์” ได้เขียนไว้ว่า: “ได้มีเปรียบไว้ว่าในวันกิยามะฮฺจะมีมลาอิกะฮฺแปดองค์ทูนบัลลังก์ไว้” (69:17)

ความเชื่อที่ 13

– “ลัทธิก็อดยานีย์” เชื่อว่า: “ในหะดีษบอกว่า (ญิบรีล) มีหกร้อยปีกนั้น หมายถึง ญิบรีลมีคุณสมบัติหกร้อยคุณสมบัติจากคุณสมบัติของพระผู้อภิบาลแห่งโลกทั้งหลาย” ในเว็ปไซต์ www.islamahmadiyya.net

– “ดิเรก กุลสิริสวัสดิ์” ได้เขียนไว้ว่า: “ในนิยายแต่โบราณได้พรรณนาว่า มลาอิกะฮฺมีปีก” ในหนังสือ “หลักการศรัทธา” หน้าที่ 77 พิมพ์เมื่อปี พ.ศ.2546

และได้เขียนไว้อีกว่า: “แท้จริงปีกเป็นสัญลักษณ์ของพลังและอำนาจในการประกอบกิจการงานให้ลุล่วงไปโดยเร็ว” ในหนังสือ “หลักการศรัทธา” หน้าที่ 77 พิมพ์เมื่อปี พ.ศ.2546

ความเชื่อที่ 14

– “ลัทธิก็อดยานีย์” เชื่อว่า: “ขบวนการวิวัฒนาการในโลกแห่งการคืนชีพจะมีอยู่อย่างต่อเนื่อง” ในเว็ปไซต์http://www.islamahmadiyya.net/show_page.asp…

– “ดิเรก กุลสิริสวัสดิ์” ได้เขียนไว้ว่า: “คนเราตายแล้วจะไปอยู่ในบัรฺซัค ซึ่งเป็นขั้นที่สองในวิวัฒนาการของชีวิต” ในวารสาร “อัลหุดา” ปีที่1 ฉบับที่ 12

และได้เขียนไว้อีกว่า: “ว่าโดยเนื้อแท้แล้ว ชีวิตสืบมาจากเชื้อเล็กๆ ซึ่งเราควรเรียกว่า ปรมณู ละอองอีเธอร์กลายเป็นอีเล็กตรอน และจากนั้นกลายเป็นอินทรีย์ และจากนั้นต่อไปอีกหลายช่วงระยะกลายเป็นสารประกอบเป็นธาตุ ฯลฯ แสดงว่าทุกสิ่งทุกอย่างวิวัฒนาการอยู่ใต้กฎของมัน” ในวารสาร “อัลหุดา” ปีที่ 1 ฉบับที่12

และได้เขียนไว้อีกว่า: “สรรพสิ่งทั้งหลายถูกบังเกิดขึ้นใน 6 ระยะ คำว่าระยะในที่นี้ตรงกับภาษาอฺรับว่า “เยาวม์” แปลว่า “วัน” แต่ไม่ใช่วันที่มี 24 ชั่วโมง…และ 6 ระยะหมายถึงสมัยวิวัฒนาการ 6สมัยนับแต่โลกเป็นขึ้นมา Six Great Epochs of Evolution.” ในวารสาร “อัลหุดา” ปีที่ 1 ฉบับที่ 12

อารัมภบท: หลักฐานทั้งหมดที่ข้าพเจ้าได้หยิบยกมานั้น ข้าพเจ้าได้นำมาจากหนังสือที่มีชื่อว่า “ความเชื่อที่แตกต่าง” ของ “อ.อิสหาก พงษ์มณี” ซึ่งข้าพเจ้าเห็นว่ามีความสำคัญต่อพี่น้องมุสลิมเรา โดยเฉพาะในสังคมมุสลิมไทยที่มีการขัดแย้งกันมานานพอสมควร และก็ยังหาข้อยุติและบทสรุปให้กับสังคมยังไม่ได้ซักที แต่ด้วยหลักฐานในหนังสือเล่มดังกล่าวของอ.อิสหากนั้น ข้าพเจ้าเห็นว่ามีหลักฐานที่เชื่อถือได้ และมีคำตอบให้กับสังคมได้รับรู้ถึงความจริงในปัญหาดังกล่าวได้ดีระดับหนึ่ง ข้าพเจ้าจึงได้นำมาตีแผ่ให้พี่น้องผู้ร่วมศรัทธาได้พิจารณากันอีกที เพื่อจะได้มีความเข้าใจที่ถูกต้อง และไม่ให้เกิด”ฟิตนะฮฺ”กับผู้ที่ถูกในปัญหาดังกล่าว และข้าพเจ้าก็มิได้มีเจตนาที่จะบ่งบอก หรือบ่งชี้ หรือสื่อให้เข้าใจว่า “ดิเรก กุลสิริสวัสดิ์” เป็น”ก็อดยานีย์” หรือเป็น “กุฟูรฺ” แต่อย่างใด เพราะด้วยวัยวุฒิของข้าพเจ้าเองยังไม่ถึงขั้นที่จะไป”หุก่ม”ใครได้
แต่ที่ข้าพเจ้าหยิบยกหลักฐานดังกล่าวมานั้น ก็เพื่อต้องการให้สังคมได้รับทราบว่า ตำราของ “ดิเรก กุลสิรืสวัสดิ์” นั้น มีความบกพร่องจริงตามที่บรรดานักวิชาการทั้งในอดีตและปัจจุบันได้กล่าวถึงกัน ดังนั้น ข้าพเจ้าจึงขอให้พี่น้องมุสลิมที่รักทั้งหลายจงใคร่ครวญให้ดี ว่าใครกันที่เป็นผู้บกพร่อง เพราะเราอาจจะไปอยู่ร่วม หรืออาจจะสนับสนุนผู้ที่บกพร่องโดยไม่รู้ตัวก็ได้ หรือเราอาจจะกำลังใส่ร้ายผู้ที่กำลังปกป้องศาสนาของอัลลอฮฺตะอาลาอยู่ก็ได้ ฉะนั้น จงศึกษาใคร่ครวญกันให้ดี ก่อนที่เรานั้นจะต้องกลับไปตอบคำถามนี้กับอัลลอฮฺตะอาลานะครับ