ความผิดในกุรอ่านมะญีด

159

 ผู้รู้ท่านใดจะออกมาปกป้องก็เชิญได้นะครับ.

ความผิดในกุรอ่านมะญี๊ด

เล่ม 1 คำนำพิมพ์ครั้งที่ 2 กระดาษแผ่นที่ 6 ด้านหลัง มีข้อความปรากฏดังนี้

“เว้นแต่หะดีษนั้นจะถูกยกเลิกไปตามกาลสมัยเนื่องจากบทบัญญัติของอัลกุรอ่าน เพราะหะดีษไมมีฐานะเหนืออัลกุรอ่าน”

วิเคราะห์ : ข้อความดังกล่าวชี้ว่าบทบัญญัติที่ปรากฏในฮะดีษอาจถูยกเลิกด้วยอัลกุรอ่าน ข้อความนี้ไม่เป็นปัญหาแต่อย่างใดแม้จะมีนักวิชาการในอดีตบางท่านไม่เห็นด้วย แต่ปวงปราชญ์ส่วนใหญ่ชี้ว่าเป็นไปได้ แต่ข้อความถัดมาที่ระบุว่า “ตามกาลสมัย” โดยไม่ระบุว่าเป็นสมัยใด เป็นการสร้างความไขว้เขวและคลุมเครือ เพราะบทบัญญัติใดๆ ของศาสนาไม่อาจถูกยกเลิกได้ยกเว้นด้วยบทบัญญัติของศาสนาซึ่งก็คืออัลกุรอ่านและอัซซุนนะห์ เมื่อหมดยุคท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัมแล้ว ย่อมไม่มีผู้ใดสามารถยกเลิกบทบัญญัติใดๆ ได้
ข้อความดังกล่าวเป็นการเปิดทางให้ใครก็ได้ที่มิใช่ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม มีสิทธิ์ในการอ้างยกเลิกซุนนะห์ด้วยเหตุผลว่าขัดกับอัลกุรอ่าน สิ่งนี้เลวร้ายและอันตรายมมาก ซึ่งมีการอ้างอยู่บ่อยครั้งจากบรรดาผู้นิยมในตัวผู้เขียนหนังสือแปล “กุรอ่านมะญี๊ด” หรือแม้แต่ตัวเขาเองก็นำหลักนี้มาใช้บ่อยครั้ง

หน้าต่อไป

เล่ม 1 คำนำพิมพ์ครั้งที่ 2 กระดาษแผ่นที่ 7 ด้านหน้า มีข้อความปรากฏดังนี้
“…เหล่านี้เป็นผลร้ายต่อการใช้สติปัญญาของมนุษย์”

วิเคราะห์ : การกล่าวถึง “สติปัญญาของมนุษย์” ในการทำความเข้าใจอัลกุรอ่าน เป็นเรื่องอันตรายมาก เพราะการอธิบายอัลกุรอ่านต้องอาศัยหลักสำคัญหลายประการ เช่น หลักภาษา (ความหมายของคำ ลักษณะประโยค โวหาร และ ฯลฯ) รวมถึงความเป็นมาของบัญญัตินั้นๆ โองการที่เกี่ยวข้อง ซุนนะห์ที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการยกเลิกบัญญัติด้วยบัญญัติ และที่สำคัญคือคำอธิบายของศ่อฮาบะห์ ตาบิอีน และบรรดาปวงปราชญ์ ทั้งหมดนี้ถือเป็นกรอบของการอธิบายและเข้าใจอัลกุรอ่าน ลำพังกำลังสติปัญญาของมนุษย์แต่อย่างเดียวไม่อาจเข้าถึงนัยสำคัญของอัลกุรอ่านได้ ดังนั้นท่านนบี ศ้อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัมจึงสำทับไว้ว่า “ผู้ใดกล่าว(อธิบายความหรือแปล) ใน (เกี่ยวกับความหมายอัลกุรอ่าน) ด้วยความเห็น(ปัญญา)ของตน ผู้นั้นจงเตรียมนั่งในนรกได้”
จริงอยู่นักอธิบายอัลกุรอ่านในยุคกลางมีมากมายและมิใช่จะถูกต้องไปเสียทุกคน แต่การกล่าวเชิงปฏิเสธการอธิบายของคนเหล่านั้นโดยไม่ยกเว้น เป็นเลห์กลของคนนิยมอธิบายอัลกุรอ่านด้วยมุมมองและความเห็นของตนเพื่อเปิดประตูการตีความอัลกุรอ่านให้สอดคล้องกับลัทธิความเชื่อแห่งตน ข้อความนี้อันตรายอย่างยิ่ง

เล่ม1 กระดาษแผ่นที่ 8 ย่อหน้าแรก มีข้อความปรากฏดังนี้

“การแปลพระคัมภีร์อัลกุรอ่านเป็นภาษาไทยนั้นมิใช่เป็นงานง่ายและแทบจะทำไม่ได้ตลอดทั้งเล่ม เราเพียงสามารถให้ความหมายได้เท่านั้น”

วิเคราะห์ : ผู้แปล มิได้แปลอัลกุรอ่านโดยตรงจากต้นฉบับภาษาอาหรับ หากแต่เป็นการแปลจากคำแปลภาษาอังกฤษที่ผู้อื่นได้แปลไว้ก่อนแล้ว เช่น นายมุฮัมมัด อาลี หัวหน้าก๊อดยานียฺสำนักละโฮรฺและคนอื่นๆ แต่ข้อความนี่ส่อแสดงให้เห็นว่าเขาแปลอัลกุรอ่านจากต้นภาษาอาหรับซึ่งเป็นการแอบอ้าง แม้จะมีบางคนอ้างว่าเขาเชี่ยวชาญภาษาอาหรับ ทั้งๆ ที่บุคคลดังกล่าวเขียนไว้ว่านายอิบรฮีมไม่เชี่ยวชาญภาษาอาหรับ แต่เมื่อพูดต่อหน้าผู้คนกลับเปลี่ยนคำพูดเป็นว่านายอิบรอฮีมเป็นคนหนึ่งที่เชี่ยวชาญภาษาอาหรับ หวังเพื่อมีชัยต่อคู่สนทนา หากเรื่องของศาสนาสามารถกลิ่งกลอกได้เพียงนี้ เห็นทีจะสิ้นหวังกับการสนทนาเชิงสร้างสรรค์กับบุคคลดังกล่าว และแปลกยิ่งกว่านั้นคือเหล่าบรรดาสานุศิษย์ก็ยังคงความเลื่อมใสไม่เสื่อมคลายแม้ผู้เป็นอาจารย์จะกลอกกลิ้งได้เพียงนี้ก็ตาม เราก็คงพูดได้แต่คำว่า “อนิจาปัญญาของผู้ตาม”

การแปลหมายถึงการถ่ายความหมายตามภาษา แต่จะต่างอย่างมากกับการอธิบายความตามเจตนารมณ์และเป้าหมาย ดังนั้นจึงมีความต่างกันอย่างชัดเจนระหว่างการแปลและการให้ความหมาย การแปลตามภาษาเป็นเรื่องง่ายเพราะหากทราบหลักภาษาอาหรับและคำในภาษาอาหรับก็สามารถแปลได้ เพราะอัลกุรอ่านเป็นภาษาอาหรับ หากไม่ทราบความหมายคำใดก็สามารถเปิดพจนานุกรมได้ ซึ่งมีมากมายหลายเล่ม แต่การจะให้ความหมายตามเจตนารมณ์และเป้าหมายของอัลกุรอ่านนั้นเป็นเรื่องยากเพราะต้องอาศัยความรู้กว้างขวางทั้งทางหลักภาษว่าสื่อตรงๆ หรือเป็นนัย รวมถึงโองการอื่นที่เกี่ยวข้อง ซุนนะห์ที่เกี่ยวข้อง การยกเลิก สาเหตุแห่งการประทานโองการนั้นๆ และคำอธิบายของปราชญ์ตั้งแต่ยุคศ่อฮาบะห์ ตาบิอีน และยุคต่อๆ มา ดังนั้นข้อความที่นายอิบรอฮีมเขียนไว้จึงเป็นการกลับข้อเท็จจริงในเรื่องอัลกุรอ่าน จะเกิดขึ้นโดยโจงใจให้เกิดความไขว้เขวในเรื่องดังกล่าวหรือไม่ เราไม่ทราบแต่ที่เราทราบจากข้อความดังกล่าวคือสร้างความไขว้เขวในเรื่องการเข้าใจอัลกุรอ่าน