[ตอบโต้]แนวทางตะเซาวุฟคือเตาฮีดที่แท้จริงและซูฟีย์ก็คืออะฮฺลุ้ซซุนนะฮฺวั้ลญะมาอะฮฺ จริงหรือ?

277

…วิถีแห่งอุฮฺลิ้ซซุนนะฮฺวั้ลญะมาอะฮฺเป็นวิถีทางที่มีเพียงเส้นทางเดียวเท่านั้น ไม่ได้มีหลากหลายเส้นทางแต่อย่างใด ทั้งนี้ ชาวอะฮฺลุ้ซซุนนะฮฺวั้ลญะมาอะฮฺนั้นบ้างก็ถูกเรียกขานกันว่า อะฮฺลุ้ซซุนนะฮฺวั้ลญะมาอะฮฺ บ้างก็ถูกเรียกว่าอะฮฺลุ้ลฮะดี้ษ และบางครั้งก็ถูกขนานนามกันว่า ซะละฟียูน หรือผู้ที่ดำเนินตามวิถีของชาวซะลัฟ 

ส่วนพวกซูฟีย์ ไม่ว่าจะในยุคแรกหรือยุคหลัง พวกเขาไม่ได้เข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องใดๆกับวิถีทางของชาวอะฮฺลุ้ซซุนนะฮฺวั้ลญะมาอะฮฺเลย

บรรดาบุคคลชั้นนำของอิสลามต่างได้อธิบายความหมายของฮะดี้ษ“กลุ่มที่ได้รับการช่วยเหลือ” และ ฮะดี้ษ “กลุ่มที่รอดพ้นปลอดภัย” ว่า หมายถึง ชาวอะฮฺลุ้ลฮะดี้ษและบรรดานักวิชาการของอะฮฺลุ้ลฮะดี้ษ ไม่ได้หมายถึงกลุ่มซูฟีย์ตลอดจนกลุ่มก้อนอื่นๆแต่อย่างใด

 โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงหลังจากที่ทางกลุ่มซูฟีย์ได้มีการแตกแขนงกันออกไปเป็นกลุ่มย่อยๆจำนวนมาก ซึ่งทุกๆ กลุ่มต่างวางรากและตั่งตนอยู่บนหลักความเชื่อที่หลงผิดและบนวิถีทางที่เหลวไหลซึ่งสวนทางกับอั้ลกุรอาน และอั้ซซุนนะฮฺ ตลอดจนสิ่งที่ชาวอะฮฺลุ้ซซุนนะฮฺวั้ลญะมาอะฮฺต่างตั่งมั่นกันอยู่บนสิ่งนั้นทั้งสิ้น

ส่วนหนึ่งของหลักความเชื่อของพวกซูฟีย์ได้แก่ความเชื่อเรื่องการที่พระผู้เป็นเจ้าทรงสถิตอยู่ในสิ่งถูกสร้าง ความเชื่อที่ว่าสรรพสิ่งทั้งมวลนั้นคือสิ่งเดียวกันผู้สร้างและผู้ถูกสร้างคือสิ่งเดียวกัน การมอบความศักดิ์สิทธิ์แด่โต๊ะวะลีย์  ความเชื่อที่ว่าโต๊ะวะลีย์นั้นมีความรู้เรื่องลี้ลับและมีอำนาจในการบริหารจัดการความเป็นไปต่างๆในโลกได้ และเชื่อว่าโต๊ะวะลีย์บางคนเป็นผู้วิเศษ ซึ่งพวกเขาจะพากันวิงวอนและขอการช่วยเหลือจากโต๊ะวะลีย์เหล่านั้นซึ่งเป็นอื่นจากอัลลอฮฺในยามคับขัน ที่เห็นจะเบาที่สุดของกลุ่มซูฟีย์ ก็น่าจะเป็นบุคคนที่ให้การยอมรับในพฤติกรรมอันแสนอันตรายเหล่านี้ของพวกเขาโดยที่ตนไม่ได้คัดค้านอะไรดังกล่าวเลย

ในเมื่อความขัดแย้งที่มีขึ้นระหว่างพวกซูฟีย์กับชาวอะฮฺลุ้ซซุนนะฮฺเป็นความขัดแย้งที่มีขึ้นมาตั้งแต่ดั่งเดิมและก็ยังคงมีขึ้นอยู่อย่างต่อเนื่องจนถึงทุกวันนี้ 

แล้วจะให้พูดว่า “พวกเขาเป็นส่วนหนึ่งของชาวอะฮฺลุ้ซซุนนะฮฺวั้ลญะมาอะฮฺ” ได้อย่างไร?.

…ท่านอิบรอฮีม อิบนุอัดฮัม และท่าน อั้ลฟุด้อย อิบนุ อิย้าด นั้นถูกนับรวมอยู่ในกลุ่มบุคคลแห่งช่วงยุคอันประเสริฐทั้งสองท่านจัดอยู่ในบุคคลที่อยู่ในยุคกลางของยุคลูกศิษย์ตาบีอีน ซึ่งทั้งสองท่านไม่ใช่พวกซูฟีย์แต่ประการใด เพียงแต่ทั้งสองท่านเป็นคนที่มีศาสนามีความถ่อมตน และมีความสมถะตามกรอบบัญญัติของศาสนาเท่านั้นเอง….

…ทั้งนี้ตำรับตำราส่วนใหญ่ของพวกซูฟีย์นั้นจะมุ่งเน้นการถ่ายถอดข้อมูลมาจากกลุ่มชนที่อยู่ในช่วงหลังจากยุคสมัยอันประเสริฐทั้งสิ้น ซึ่งข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นก็ได้ให้การสนับสนุนและให้การยืนยันในเรื่องนี้ ดังกล่าวนับเป็นการบ่งชี้ถึงความแปลกแยกระหว่างวิถีทางของกลุ่มซูฟีย์ตลอดจนหลักความเชื่อของพวกเขากับหลักความเชื่อและวิถีทางของชาวซะลัฟอั้ซซอและฮฺ 

ซึ่งหมายถึงช่วงยุคสมัยอันประเสริฐที่ท่าน ร่อซูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอลัยฮิวะซั้ลัมได้ให้การยืนยันไว้ (ความ) ว่า “ถัดจากนั้นจะมีชนกลุ่มหนึ่งมาภายหลังจากพวกเขา ซึ่งชนกลุ่มนี้จะเข้ามาทำหน้าที่พยานทั้งๆที่ไม่ได้มีการร้องขอพวกเขาจะบนบานกันแต่จะไม่ทำ ตามที่ได้บนบานไว้ และไขมันจะมีมากในหมู่พวกเขา”(ศ่อฮีฮุ้ลบุคอรีย์ /๖๔๒๘, มุสลิม/ ๒๕๓๕)

ในขณะที่ชาวอะฮฺลุ้ซซุนนะฮฺวั้ลญะมาอะฮฺอะฮฺลุ้ลฮะดี้ษ พวกเขามีความสัมพันธ์สืบเนื่องต่อกันมานับตั่งแต่ช่วงยุคอันประเสริฐ ทั้งในเรื่องหลักเชื่อมั่นและในเรื่องของวิถีทาง

 “กลุ่มหนึ่งจากประชาชาติของฉันจะยังคงประจักษ์ชัดบนความจริงซึ่งบุคคลที่จ้องขัดขวางและเข้ามาขัดแย้งกับพวกเขาจะไม่สามารถทำร้ายพวกเขาได้ จนกระทั้งประกาศิตของอัลลอฮฺ ตะบาร่อกะวะตะอาลา ได้มาถึง”  (มุสลิม/๑๕๒๓)

จริงอยู่ที่แม้ว่ากลุ่มซูฟีย์จะมีจุดเริ่มต้นในช่วงยุคของท่าน อั้ลฮะซัน อั้ลบั้ศรีย์และท่านอิบนุ ซีรีน ซึ่งทั่งสองท่านนี้ต่างออกมาคัดค้านและต่อต้านพวกเขา แต่จุดเริ่มต้นของการบันทึกตำรับตำราของชาวซูฟีย์ -เท่าที่ผมทราบ- นั้น ได้แก่การบันทึกของอั้ลฮาริส อิบนุ อะซัด อั้ลมุฮาซิบีย์  ซึ่งเป็นหนึ่งในลูกศิษย์ลูกหาของ ยะซี้ดอิบนุ ฮารูน ที่ถูกนับรวมอยู่ในกลุ่มลูกศิษย์ของตาบิอีนซึ่งเป็นช่วงปลายของยุคสมัยอันประเสริฐ  ซึ่งฮาริษ คนนี้ อยู่ในยุคเดียวกันกับท่านอิหม่าม อะฮฺหมัด และเพื่อนพ้องของท่าน ที่เป็นบุคคลชั้นนำทางด้านอั้ลฮะดี้ษและอั้ซซุนนะฮฺ ฮาริษได้ทำการประพันธ์ตำรับตำราเกี่ยวกับซูฟีย์มากมายจนเป็นเหตุทำให้ชาวซุนนะฮฺต้องออกมาคัดค้านและแสดงความไม่เห็นชอบกับพฤติกรรมดังกล่าว 

ส่วนหนึ่งจากชาวซุนนะฮฺที่ออกมาคัดค้านได้แก่ ท่าน อะบูซุ้รอะฮฺ ท่าน อั้ลฮาฟิซอั้ซซะฮะบีย์ เล่าว่า “ อั้ลฮาฟิซ ซะอี้ด อิบนุ อั้มรฺ อั้ลบั้รซะอี้ย์ ได้เล่าว่าผมได้มีโอกาสเจอกับท่าน อบูซุ้รอะฮฺ ซึ่งขณะนั้นท่านได้ถูก ไตร่ถามถึง อั้ลฮาริษ อั้ลมุฮาซิบีย์และตำรับตำราของเขา 

ท่านจึงตอบกับผู้ถามไปว่า “ คุณจงระวังตำราพวกนี้เอาไว้ให้ดี ตำราพวกนี้เป็นตำราแห่งการอุตริและความหลงผิด คุณจงให้ความสำคัญกับอั้ลอะศัร (ข้อมูลที่ถูกรายงานสืบทอดต่อกันมา) เพราะคุณจะพบว่าในข้อมูลดังกล่าวนี้เป็นสิ่งที่เพียงพอสำหรับคุณแล้ว” 

มีคนพูดขึ้นว่า แต่ในตำราพวกนี้มีสิ่งที่เป็นข้อคิดอยู่นะครับ ท่านจึงตอบไปว่า “ใครก็ตามที่ คัมภีร์ของอัลลอฮฺไม่สามารถเป็นข้อคิดใดๆ แก่เขาได้ตำราพวกนั้นก็ไม่สามารถเป็นข้อคิดสำหรับเขาได้ด้วยเช่นกัน  พวกคุณเคยรับทราบกันมาก่อนหรือ ว่า ท่านซุฟยานท่านมาลิก และท่านอั้ลเอาซาอีย์ ได้เคยประพันธ์ตำรับตำราในทำนองนี้ ที่พูดถึงมโนคติและเสียงกระซิบรบกวนต่างๆที่เกิดขึ้นในจิตใจไว้มาก่อน ? คนเรามันช่างรวดเร็วสู่เรื่องอุตริกันเหลือเกิน”(บันทึกโดย อั้ลบัรซะอีย์ ใน ซุอาลาตฯ ๒/๕๖๑-๕๖๒ สำนักพิมพ์ม.อิสลามมะดีนะฮฺฯ,และอั้ล ค่อตีบ ใน ตารี้ค ๘/๒๑๕  -ผู้ตรวจทาน-) 

…ท่าน อิบนุ้ลเญาซีย์เล่าว่า “และด้วยสายรายงานถึงท่านอบี ยะอฺกู้บ อิสฮาก อิบนุ ฮัยยะฮฺ ได้เล่าไว้ว่าท่านได้พูดว่า ผมได้ยินท่าน อะฮฺหมัด อิบนุ ฮันบัล  ถูกถามถึงเรื่องเกี่ยวกับเสียงกระซิบในจิตใจและสิ่งที่เป็นมโนคติต่างๆท่านจึงตอบไปว่า  “บรรดาศ่อฮาบะฮฺ และบรรดาตาบิอีน ไม่ได้พูดถึงเรื่องนี้กัน”……และพวกเรายังได้รายงานจากท่านอะฮฺหมัดอิบนุ ฮันบัล อีกว่า ท่านได้เคยได้ยินคำพูดของ อั้ลฮาริษ อั้ลมุฮาซิบีย์  ท่านจึงพูดกับสหายท่านหนึ่งของท่านว่า “ผมไม่เห็นควรที่คุณจะไปนั่งร่วมกับพวกเขา” 

ท่านอิบนุ้ลเญาซีย์ยังได้เล่าไว้อีกว่า “ท่านอั้ลค่อลล้าล ได้กล่าวไว้ในอั้ซซุนนะฮฺ โดยรายงานมาจากท่านอะฮฺหมัด อิบนุ ฮันบัล ว่า ท่านได้พูดไว้ว่า พวกคุณจงเตือนกันให้ระมัดระวัง อั้ลฮาริษไว้ให้ดี อั้ลฮาริษ เป็นต้นตอแห่งเภทภัย-หมายถึง วิกฤตการณ์ที่เป็นผลพวงมาจากวาทกรรมของ ญะฮฺม์-ทั้งนี้เนื่องจากการที่มีตาสีตาสาไปนั่งร่วมกับเขาเขาจึงดึงเอาพวกเขาเหล่านั้นเข้าสู่ชุดความคิดของ ญะฮฺม์ เขายังคงเป็นที่พักพิงให้กับพวกนิยมตรรกะวิทยาอยู่เรื่อยๆ ฮาริษนั้น ก็อยู่ในสถานะเดียวกันกับสิงโตที่ถูกล่ามไว้ ซึ่งกำลังรอคอยว่า วันใดมันจะสามารถจู่โจมเข้าตะครุบผู้คนเอาไว้ได้”  (ตั้ลบี้ซ อิบลี้ซ/๑๕๑) …

…นี่คือท่าทีของบุคคลชั้นนำแห่งอั้ลอิสลามที่ออกมากล่าวเตือนให้ระวังแนวคิดตะเซาวุฟตลอดจนบุคคลที่มีแนวคิดนี้ทั้งนี้เพื่อเป็นการตัดสินยืนยันในความผิดเพี้ยนของตำรับตำราของคนพวกนั้น อีกทั้งยังเป็นการสัมทับให้ระมัดระวังความหลงผิดและความห่างไกลของพวกเขาอีกด้วย…มีบุคคลชั้นนำของอิสลามคนไหนไม่ทราบที่มีคำพูดในทำนองว่า แนวทางตะเซาวุฟคือ เตาฮีดที่แท้จริง ก่อนหน้าคุณ ? หรือถ้าหากมีใครพูดเช่นนั้นจริง ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นจากแนวทางตะเซาวุฟนี้ตลอดจนหลักเชื่อมั่นและวิถีทางแห่งแนวทางนี้ ก็จะมาเป็นตัวตอบโต้เขาผู้นั้นเสียเองยิ่งไปกว่านั้น ความทุ่มเทของบุคคลชั้นนำของอิสลามตลอดจนถ้อยคำต่างๆของพวกท่านที่ได้ให้การตัดสิน และชี้ชัดถึงความผิดเพี้ยนของแนวทางตะเซาวุฟนี้นับตั้งแต่ยุคแรกที่มันเริ่มแย้มตัวออกมาก็ยังจะทำการตอบโต้เขาอีกด้วย และถ้าหากแนวทางนี้คือ เตาฮีดที่แท้จริงแล้วละก็ บรรดาบุคคลชั้นนำของอิสลามจะพากันออกมาต่อต้านและคัดค้านแนวความคิดนี้กันได้อย่างไร?

…การออกมาเรียกร้องของคุณต่อผู้ที่เข้ามาทำการพิจรณาเกี่ยวกับประเด็นเรื่องแนวทางตะเซาวุฟ ให้มีความเป็นกลางนั้น ไม่ทราบว่าคุณกำลังมองว่าตัวคุณ มีความยำเกรงและมีความสำรวมตนมากเสียกว่าที่บรรดาบุคคลชั้นนำของอิสลามและของซุนนะฮฺเขามีกันหรือว่าอะไร? 

โดยเฉพาะอย่างยิ่งบุคคลที่ถือเป็นแนวหน้าของพวกท่าน อย่างอิหม่ามอะฮฺหมัด,อบูซุรอะฮฺ, อั้ชชาฟิอีย์, อิบนุ้ลเญาซีย์, อิบนุตัยมียะฮฺ,อั้ซซะฮะบีย์, อิบนุ้ลกอยยิม, อิบนุอับดิ้ลฮาดีย์, อิบุอับดิ้ลวะฮ้าบ, อั้ชเชากานีย์และอั้ศศอนอานีย์ตลอดจนบรรดาบุคคลชั้นนำในการเชิญชวญสู่แนวทางแห่งซะลัฟท่านอื่นๆนอกเหนือจากที่กล่าวถึง และคิดหรือว่าพวกท่านเหล่านี้ได้ก่อการอธรรมต่อพวกซูฟีย์ซึ่งมีหัวโจกสำคัญได้แก่อิบนุอะร่อบีย์, อิบนุซับอีน, อั้ชชะอฺรอนีย์, อันนับฮานีย์, และตะฮฺลาน ตลอดจนอธรรมต่อสำนักต่างๆของพวกเขาเช่น อั้รริฟาอียะฮฺ, อั้ตติยานียะฮฺ, อั้ลมัรฆ่อนียะฮฺ,อันนักชะบันดียะฮฺ, อั้ซซุฮฺเราเราะดียะฮฺ,และอั้ลญิชตียะฮฺ อย่างนั้นหรือ?…

…แต่สิ่งที่จำเป็นต้องพูด  กลับน่าจะต้องพูดว่า  พวกซูฟีย์ต่างหากที่ก่อการอธรรมต่ออั้ลอิสลามและบรรดามุสลิมีน โดยการเผยแพร่แนวคิดตะเซาวุฟของพวกตนซึ่งผลพวงและร่องรอยจากแนวคิดนี้ของพวกเขาได้แก่ ศาลเจ้านับพันที่ปรากฏอยู่ในประเทศมุสลิม ซึ่งผู้คนต่างได้พบและได้เห็นกันอยู่ -แม้กระทั่งในมัสยิด-  ซึ่งทั้งหมดล้วนแล้วแต่ถูกวอนขอทั้งๆที่เป็นอื่นจากอัลลอฮฺและถูกเข้าไปขอความช่วยเหลือในยามคับขัน มีการจัดแจงพาหนะเพื่อตั่งใจเดินทางไปที่ศาลเจ้านั้นๆมีการจัดเทศกาลและงานวันเกิดต่างๆกันที่นั่น มีการทำการบนบานศาลกล่าวต่อศาลเจ้า มีการเชือดสัตว์ถวายตลอดจนมีการถวายทรัพย์สินของมีค่าต่างๆให้กับศาลเจ้า ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้ที่ทำการถวายเหล่านี้ส่วนใหญ่ คงรู้สึกไม่ค่อยสะดวกใจนักหากจะนำทรัพย์สินดังกล่าวมาถวายให้กับอัลลอฮฺและมอบให้ในหนทางของพระองค์

แล้วคุณยังจะมองว่าชาวอะฮฺลุ้ซซุนนะฮฺ ไม่เป็นกลางกับพวกเขาอีกหรือ ทั้งๆ ที่สภาพของพวกเขาเป็นถึงขนาดนี้?

…ชาวอะฮฺลุ้ซซุนนะฮฺนั้น หน้าที่ของพวกเขามีเพียงการเชิญชวน การเผยแพร่และการอดทนต่ออันตรายที่มาประสบเท่านั้น ไม่ถือเป็นที่อนุมัติที่จะให้พวกเขาเงียบกับความเหลวไหลของพวกซูฟีย์ตลอดจนความเหลวแหลกของพวกอื่นๆด้วย 

ทั้งนี้เพราะอัลลอฮฺ ตะอาลา ได้ตรัสไว้ว่า

{ إن الذين يكتمون ماأنزلنا من البينات والهدي من بعدما بيناه للناس في الكتاب أولئك يلعنهم الله ويلعنهم اللاعنون} البقرة 159

แน่นอนว่า บรรดาบุคคลที่ปิดบังสิ่งที่เราได้ประทานลงมาอันได้แก่ หลักฐานอันชัดเจนและแนวทางอันถูกต้อง ภายหลังจากที่เราได้แจกแจงมันแก่ผู้คนเรียบร้อยแล้วไว้ในคัมภีร์บุคคลพวกนี้ อัลลอฮฺทรงสาปแช่งพวกเขา และบรรดาผู้กระทำการสาปแช่งก็สาปแช่งพวกเขาด้วย (อั้ลบะก่อเราะฮฺ ๑๕๙)

…คำพูดชุดนี้เป็นคำพูดที่ลวงให้ผู้คนเข้าใจผิดคิดไปว่าชนยุคแรกอันได้แก่บรรดาศ่อฮาบะฮฺผู้ทรงเกียรตินั้น เป็นพวกซูฟีย์

 -ขออัลลอฮฺทรงคุ้มครองพวกท่านและผู้ที่ดำเนินตามพวกท่านอย่างแท้จริงให้พ้นจากแนวทางตะเซาวุฟนี้ด้วยเถิด- 

ซึ่งคำพูดนี้ เป็นความเท็จอย่างไม่ต้องพิสูจน์ท่านอิบนุ้ลเญาซีย์ได้ออกมาคัดค้าน อบีนุอัยมฺ ในการที่เขาได้นับเอาศ่อฮาบะฮฺบางท่านว่าเป็นส่วนหนึ่งของพวกซูฟีย์โดยท่านได้พูดไว้ว่า 

“แล้วก็มาถึงยุคอบูนุอัยมฺ อั้ลอัซบะฮานีย์  เขาได้ประพันธ์หนังสือ อั้ลฮิ้ลยะฮฺ ขึ้นมาให้แก่คนพวกนั้น และได้พูดในประเด็นเกี่ยวกับขอบข่ายของแนวทาง ตะเซาวุฟ โดยกล่าวถึงหลายสิ่งหลายอย่างที่เป็นสิ่งไม่ดีและเป็นสิ่งที่น่ารังเกลียด ซ้ำเขายังไม่รู้จักละอายใจที่จะบอกว่าในจำนวนบุคคลที่เป็นซูฟีย์นั้นมี อบูบักร มีอุมัรมีอุสมาน และมีอะลี ตลอดจนบรรดาศ่อฮาบะฮฺชั้นนำ ร่อดิยั้ลลอฮุอันฮุม รวมอยู่ด้วย เขาได้พูดถึงพวกท่านซึ่งเป็นคำพูดที่แปลกประหลาดสิ้นดี และยังบอกอีกว่าในจำนวนพวกซูฟีย์ที่กล่าวถึงนั้นยังมี ชุร้อฮ อั้ลกอดี, อั้ลฮะซัน อั้ลบัศรีย์,ซุฟยาน อั้ซเซารีย์และอะฮฺหมัด อิบนุฮันบัล อีกด้วย  ในทำนองเดียวกันนี้ อั้ซซุละมีย์ ก็ได้กล่าวไว้ในต่อบะกอตุ้ซซูฟีย์ ถึง อั้ลฟุด้อย, อิบรอฮีม อิบนุ อัดฮัมและมะอฺรู้ฟ อั้รกัรคีย์ โดยเขาได้จัดให้พวกท่านเป็นส่วนหนึ่งของพวกซูฟีย์โดยให้ข้อบ่งชี้ไว้ว่า พวกท่านเหล่านี้เป็นบุคคลที่มีความสมถะ ซึ่งอันที่จริง แนวทางตะเซาวุฟนั้น เป็นวิถีทางที่เป็นที่รู้จักกันดีอยู่แล้ว ซึ่งเป็นแนวทางที่มีความเลยเถิดไปจากความสมถะทั่วๆไป ทั้งนี้ สิ่งที่เป็นตัวบ่งบอกถึงความแตกต่างระหว่างวิถีตะเซาวุฟและความสมถะนั้นก็คือ ความสมถะเป็นเรื่องที่ไม่มีผู้ใดประณาม แต่วิถีตะเซาวุฟต่างหากที่พวกท่านเหล่านั้นต่างได้กล่าวประณามกันไว้ดังที่จะได้กล่าวถึงต่อไป”  (ตัลบี้ซ อิบลี้ซ /๑๔๘)

…ท่านอั้ชชาฟีอีย์ได้กล่าวไว้ว่า“เมือใดที่คนๆหนึ่งได้เข้าไปสู่วิถีตะเซาวุฟในยามรุ่งเช้า ยามค่ำคืนจะยังไม่มาถึง เว้นเสียแต่สติปัญญาของเขาผู้นั้นจะลาจากไปก่อนเสียแล้ว” หรือคำพูดในทำนองนี้ (รายงานโดยอั้ลบัยฮะกีย์ ใน มะนากิบุ้ชชฟิอีย์ ๒/๒๐๗ -ผู้ตรวจทาน-)  

เชคร่อเบี้ยะ อิบนิ ฮาดีอั้ลมัดค่อลี่ อดีตหัวหน้าภาควิชา อั้ซซุนนะฮฺคณะอั้ลฮะดี้ษฯม.อิสลามแห่งนครมะดีนะฮฺฯ เขียน

ในสารเปิดโปงความผิดเพี้ยนของกลุ่มซูฟีชื่อ กั้ชฟุ ไซฟิ้ตตะเซาวุฟฯ หน้า ๑๕-๑๖,๑๘,๒๐-๒๑

อาบีดีณ  โยธาสมุทรแปลและเรียบเรียง