อิหม่ามอะฮฺหมัด ร่อฮิมะฮุ้ลลอฮฺ กับการถูกทดสอบ

361

เหตุการณ์ที่เกิดกับท่านอิหม่ามอะฮฺหมัด อิบนุ ฮันบั้ล ร่อฮิมะฮุ้ลลอฮฺ (เสียชีวิตปีฮ.ศ.241)

 ..
ในช่วงปลายรัชสมัยของอั้ลมะมูนแห่งราชอาณาจักรอั้ลอะมะวียะฮฺ ปีฮ.ศ.ที่218 ขณะที่อั้ลมะมูนผู้นี้กำลังออกไปทำศึกกับพวกโรมัน เขาได้ออกคำสั่งให้ผู้แทนของตนที่เมืองแบกแดดซึ่งมีนามว่า อิ้ซฮาก อิบนุ อิบรอฮีม ทำการเสื่ยมสอนและสั่งใช้ให้ผู้คนเชื่อกันว่าอั้ลกุรอานคือ สิ่งถูกสร้าง ซึ่งเป็นชุดความคิดที่เป็นผลมากจากการปฏิเสธเรื่องกี่ยวกับพระนามและพระลักษณะทั้งหลายของอัลลอฮฺ ตะอาลา โดยอ้างเหตุผลว่า เพื่อสร้างความบริสุธิ์และความเป็นเอกะที่แท้จริงแด่ผู้เป็นเจ้านั่นเอง อั้ลมะมูนได้พยายามเริ่มแพร่กระจายแนวความคิดนี้โดยเล็งเป้าไปที่บรรดานักวิชาการคนสำคัญๆเป็นอันดับแรก ทั้งนี้เนื่องจาก ถ้าหากทางฝ่ายบรรดานักวิชาการที่เป็นที่นับถือของปวงชนเหล่านี้ยอมจำนนต่อคำสั่งของตนแล้วไซร้ การจะทำให้ประชาชนกลุ่มอื่นๆยอมเชื่อตามตนไปด้วย ก็คงจะไม่ใช่เรื่องยากลำบากอีกต่อไป
 ..
ทางการได้ใช้วิธีการขู่บังคับและคาดโทษแก่นักวิชาการทุกท่านที่ต่อต้านหรือไม่ยอมสยบต่อคำสั่งๆนี้ โดยขู่ว่าจะทำการตัดค่ายังชีพ ทำการกักขังและจองจำพวกท่านไว้ในคุกหรืออาจถึงขั้นเฆี่ยนตีและสังหารพวกท่านทิ้งเสียถ้าหากคนใดในพวกท่านไม่ยอมสนองตอบต่อคำสั่งดังกล่าว จนในที่สุดนักวิชาการส่วนใหญ่ก็ไม่อาจทนต่อแรงกดดันจากคำขู่เข็ญนี้ไว้ได้ พวกท่านจึงต้องพากันยอมจำนนและตอบรับในคำเรียกร้องนี้จากทางการไปกันแทบทุกราย จะเหลือก็เพียงนักวิชาการจำนวนเล็กๆจำนวนหนึ่งเท่านั้นที่ไม่ยอมอ่อนข้อให้กับคำสั่งๆนี้
 ..
สองนักวิชาแห่งเมืองแบกแดดที่ยังคงยืนหยัดปกป้องหลักความเชื่ออันถูกต้องซึ่งสอดคล้องกับความเข้าใจของชาวสลัฟศอและฮฺเอาไว้ เปรียบได้ดั่งปราการอันหนาแน่นที่คอยปกป้องมาตุภูมิจากข้าศึกที่โหมกระหน่ำโจมตีเข้าใส่ไว้อย่างมั่นคงไม่เสื่อมถอยนั้น ก็ได้แก่ท่านอิหม่ามอะฮฺหมัด อิบนุ ฮันบั้ลและท่านมุฮัมหมัด อิบนุ นู้ฮ ร่อฮิมะฮุมั้ลลอฮฺ นั่นเอง
..
ทั้งสอง ได้ถูกจับกุมและถูกนำตัวเคลื่อนย้ายออกจากเมืองแบกแดดมุ่งหน้าสู่ทัพหลวงเพื่อเข้าพบและรายงานตัวต่อผู้เป็นค่อลีฟะฮฺ คืนหนึ่งขณะที่ขบวนกำลังหยุดพักระหว่างการเดินทาง ณ เมืองเราะฮฺบะฮฺ ได้มีชายอาหรับชนบทผู้หนึ่งซึ่งมีนามว่า ญาบิ้ร อิบนุ อามิร ได้ย่องเข้ามาที่ขบวนและมุ่งตรงเข้ามาหาท่านอิหม่ามอะฮฺหมัดแล้วพูดขึ้นว่า “เจ้าผู้นี้ เจ้านั้นคือตัวแทนของปวงชน ดังนั้นเจ้าจงอย่าเป็นฝันร้ายของพวกเขาเป็นอันขาด วันนี้ตัวเจ้าคือ ศีรษะของปวงชน ดังนั้นเจ้าจงระวัง อย่าได้ไปตอบรับในสิ่งที่คนพวกนั้นได้ร้องขอ เพราะมันจะทำให้ปวงชนพากันยอมตอบรับต่อสิ่งนั้นไปด้วย ซึ่งมันจะพลอยทำให้เจ้าต้องไปแบกรับความผิดของพวกเขาเอาไว้ในวันกิยามะฮฺ ถ้าหากเจ้ารักอัลลอฮฺ เจ้าก็จงอดทนต่อสิ่งที่เจ้ากำลังเป็นอยู่นี้เถิด เพราะระหว่างตัวเจ้ากับสวนสวรรค์นั้น มันไม่ได้มีอะไรอื่นใดเหลืออีกแล้ว เว้นเสียแต่เพียงการที่เจ้าจะถูกสังหารให้ตายไปเท่านั้น(คือ เหลือเพียงแค่ท่านตายไปเท่านั้น ท่านก็คงได้เข้าสวรรค์แล้ว) ตัวเจ้านี้ หากเจ้าไม่โดนสังหาร เจ้าก็ต้องตายอยู่ดี แต่หากเจ้าได้มีชีวิตอยู่ต่อ เจ้าก็จะมีชีวิตอยู่ต่อไปในฐานะบุคคลผู้ได้รับการสรรเสริญ” ท่านอิหม่ามอะฮฺหมัดแจ้งว่า คำพูดของชายผู้นี้เป็นส่วนสำคัญที่ช่วยสร้างความเข้มแข็งให้กับความตั่งใจของท่านในเหตุการณ์ที่ท่านกำลังเผชิญอยู่นี้ ในการที่จะไม่ยอมอ่อนข้อให้ต่อสิ่งที่คนพวกนั้นได้เรียกร้องท่านให้ยอมจำนนต่อสิ่งมัน.
 ..
ครั้นเมื่อท่านอิหม่ามอะฮฺหมัดถูกนำตัวมาจนเกือบจะถึงทัพหลวง ขณะที่กำลังหยุดพักระหว่างเดินทางอยู่นั้น ได้มีราชบริพาลท่านหนึ่งเดินเข้ามาหาท่านอิหม่ามแล้วแจ้งให้ท่านรับทราบว่า อั้ลมะมูนได้ประกาศเกล้าว่า ถ้าหากมันผู้นั้นไม่ยอมตอบรับคำสั่งของข้า ที่ให้เชื่อว่าอั้ลกุรอานเป็นสิ่งถูกสร้างแล้วละก็ ข้าจะฆ่ามันเสียด้วยดาบเล่มนี้ และเขายังได้พูดอีกว่า ถ้าหากสายตาของข้าได้เหลือบไปเห็นตัวของมันเมื่อใด ข้าจะสับมันออกเป็นชิ้นๆเสียให้สิ้น. เมื่อได้ยินเช่นนั้น ท่านอิหม่ามอะฮฺหมัดจึงได้วิงวินต่ออัลลอฮฺเพื่อที่ท่านจะได้ไม่ต้องมีโอกาสได้เห็นหน้าของอั้ลมะมูนว่า โอ้อัลลอฮฺ ถ้าหากว่าอั้ลกุรอานคือคำพูดของพระองค์มิใช่เป็นสิ่งถูกสร้างแล้วละก็ ขอให้พระองค์โปรดทรงทำให้ข้าพระองค์ปลอดภัยจากความชั่วร้ายของเขาผู้นั้นด้วยเถิด
..
และแล้ว ในค่ำคืนเดียวกันนี้เองก็ได้มีการแจ้งข่าวการสิ้นชีวิตอั้ลมะมูนออกมา ส่งนี้สร้างความเบาใจแก่ท่านอิหม่ามอย่างมาก แต่อย่างไรก็ดีอำนาจปกครองก็ยังคงอยู่ในเงื้อมมือของพวกที่หลงผิด โดยได้ถูกถ่ายโอนมาสู่อั้ลมุอฺตะศิม ซึ่งเป็บุคคลที่ยังมีหลักความเชื่อที่หลงผิดเยี่ยงค่อลีฟะฮฺท่านก่อนอยู่เช่นกัน
..
ทางฝ่ายของอิหม่ามอะฮฺหมัดและสหายของท่าน ทั้งสองถูกส่งตัวกลับไปที่เมืองแบกแดดและขณะที่ทั้งสองกำลังถูกส่งตัวกลับสู่แบกแดดนี้เอง ท่านมุฮัมหมัด อิบนุ นู้ฮผู้เป็นสหายของท่านอิหม่ามอะฮฺหมัด ก็ได้เสียชีวิตลง ท่านอิหม่ามอะฮฺหมัดจึงละหมาดญะนาซะฮฺให้แก่ท่านและทำการฝังศพของท่าน
 ..
ครั้นเมื่อท่านถูกนำตัวมาถึงแบกแดด ท่านก็ถูกนำตัวเข้าไปกุมขังอยู่ในเรือนจำ โดยท่านต้องถูกจองจำอยู่ในเรือนจำเป็นเวลาทั้งสิ้น28เดือน ในบางกระแสระบุว่า มากกว่า30เดือนด้วยกัน
 ..
กระทั่งวันหนึ่ง อั้ลมุอฺตะศิมได้มีคำสั่งเบิกตัวท่านอิหม่ามอะฮฺหมัดให้มาเข้าเฝ้า ท่านอิหม่ามอะฮฺหมัดถูกนำตัวไปที่บ้านของอั้ลมุอฺตะศิมในสภาพที่ท่านถูกล่ามโซ่ตรวนเอาไว้อย่างแน่นหนา อั้ลมุอฺตะศิมได้สั่งให้สมุนของเขาทำการถกกับท่านอิหม่ามอะฮฺหมัด และพูดจาหว่านล้อม ทั้งขู่เข็ญ ทั้งจูงใจ และสรรหาวิธีต่างๆนาๆเพื่อที่จะให้ท่านอิหม่ามยอมจำนนต่อพวกเขาและยอมหันมากล่าวเยี่ยงที่พวกเขาปราถณา ซึ่งได้แก่คำพูดที่ว่า อั้ลกุรอานคือ สิ่งถูกสร้างนั่นเอง แต่ท่านก็ไม่ยอมทำตามพวกเขา ท่านกล่าวกับอั้ลมุอฺตะศิมไปว่า ท่านอมีรุ้ลมุอฺมินีนครับ ช่วยนำหลักฐานซักเพียงหลักฐานหนึ่งจากอั้ลกุ้รอานหรือจากอั้ซซุนนะฮฺ ที่เกี่ยวกับคำกล่าวนี้มาให้กระผมหน่อยเถิด เพื่อกระผมจะได้กล่าวเยี่ยงนั้นออกไป เหตุการณ์ดำเนินล่วงไปวันแล้ววันเล่า จนกระทั่งเข้าสู่วันที่สามของการเข้าเฝ้า พอจะทราบใช่ไหมครับว่ามีอะไรเกิดขึ้นในวันที่สาม?
 ..
ในวันที่สาม ท่านอิหม่ามอะฮฺหมัดบรรยายให้เราได้รับทราบถึงสภาพขณะที่ท่านถูกนำตัวเข้าไปเข้าเฝ้าอั้ลมุอฺตะศิมว่า ในวันนั้นท่านเห็นกำลังทหารพร้อมอาวุธครบมือ วางกำลังหนาแน่นแตกต่างจากสองวันแรก ครั้นเมื่อท่านถูกนำตัวไปหยุดยืนอยู่ต่อหน้าอั้ลมุอฺตะศิม อั้ลมุอฺตะศิมก็ได้สั่งให้ทำการเริ่มต้นการกระบวนการถกเถียงและหว่านล้อมท่านอิหม่ามอะฮฺหมัดอีกครั้งเยี่ยงที่ได้กระทำในสองวันแรก แต่ถึงอย่างไรก็ตามท่านอิหม่ามก็ยังคงมั่นคงในจุดยืนของท่านและกล่าวเรียกร้องอั้ลมุอฺตะศิมด้วยประโยคเดิมที่เคยกล่าวไว้ในสองวันก่อนหน้านี้ ซึ่งแน่นอนว่าทางฝ่ายของอั้ลมุอฺตะศิมและสมุนเองก็ย่อมไม่สามารถดำเนินตามคำขอของท่านอิหม่ามอะฮฺหมัดได้ เนื่องจากสิ่งที่พวกเขายึดถือและสั่งใช้ให้ผู้คนยึดถือนั้นไม่ได้มีหลักฐานใดๆจากอั้ลกุ้รอานและอั้ซซุนนะฮฺให้การสนับสนุนไว้เลย จะมีก็แต่เพียงหลักเกณฑ์ที่พวกตนปั้นแต่งกันขึ้นมาด้วยสติปัญญาของพวกตนเองเท่านั้น
 ..
เมื่ออั้ลมุอฺตะศิมเห็นถึงความมั่นคงและความรู้ความเข้าใจของท่านอิหม่ามอะฮฺหมัดในการตอบโต้ทุกๆข้อสงสัยที่สมุนของอั้ลมุอฺตะศิมพยายามยกขึ้นมาเพื่อชักจูงท่าน ทั้งๆที่ตัวท่านเองก็ถือบวชติดต่อกันมาแล้วสามวันโดยไม่ได้ละสิ้นอดเนื่องจากขาดอาหารและน้ำดื่ม เขาก็เริ่มจะใจอ่อนและคิดสงสารท่านอิหม่าม แต่ไม่ทันไรผู้พิพากษาที่เป็นเสมือนมือขวาของเขาก็พูดแย้งขึ้นมาว่า ท่านอมีรุ้ลมุอฺมินีนครับ ชายคนนี้เป็นกาเฟร เป็นคนหลงและพาให้คนอื่นหลงนะครับ มันไม่เหมาะกับการมีวุฒิภาวะในการบริหารกิจการแผ่นดินแต่อย่างใดเลยนะครับ ในการที่ท่านจะปล่อยให้คนๆนี้หลุดรอดออกไปในสภาพที่เขามีชัยเหนือค่อลีฟะฮฺถึงสองท่านด้วยกัน เมื่ออั้ลมุอฺตะศิมได้ยินเช่นนั้นก็รู้สึกโมโหเป็นอย่างมากและพูดกับท่านอิหม่ามอะฮฺหมัดว่า ขอให้อัลลอฮฺสาปแช่งเจ้า ข้าพยายามอย่างมากแล้วที่ให้เจ้าตอบรับในคำของข้าแต่เจ้ากลับไม่ยอม จากนั้นเขาก็สั่งให้ไพร่พลของเขาทำการจับตัวท่านอิหม่าม และถอดเสื้อของท่านออกแล้วจึงลากตัวท่านเข้ามา
 ..
อัลมุอฺตะศิมได้สั่งให้หน่วยลงทัณฑ์จับตัวท่านไว้ แล้วสั่งให้ชายสองคนทำการเฆี่ยนตีท่านอย่างรุนแรงสลับกันคนละสองที ทำเช่นนี้ไปเรื่อยๆจนกระทั่งท่านหมดสติไปโดยที่ท่านไม่ได้ยอมอ่อนข้อให้แก่ความเชื่อที่หลงผิดเลยแม้แต่น้อย เมื่อท่านรู้สึกตัวอีกที ท่านก็พบว่าท่านนั้นได้ถูกนำตัวมาไว้ในห้องในสภาพที่โซ่ตรวนถูกปลดออกจากขาของท่านไปเรียบร้อยแล้ว เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่25 รอมดอน ปีฮ.ศ.221 หลังจากนั้นท่านก็ถูกปล่อยตัวกลับไปที่บ้านของท่าน ซึ่งก่อนการปล่อยตัวครั้งนี้จะเกิดขึ้น ด้วยความที่อั้ลมุอฺตะศิมเกรงว่าถ้าหากประชาชนเห็นว่าท่านอิหม่ามที่เป็นที่เคารพรักของพวกเขาถูกลงทัณฑ์จนสาหัสเช่นนี้ นั่นอาจเป็นเหตุให้เกิดการจราจลขึ้นได้ เขาจึงได้นำตัวลุงของท่านอิหม่ามอะฮฺหมัดมาและแจ้งกับประชาชนว่านี่คืออิหม่ามอะฮฺหมัด และอิหม่ามก็ยังคงสบายดีอยู่เยี่ยงที่พวกท่านเห็นอยู่นี้และได้ถูกส่งตัวออกมาอย่างปลอดภัยแล้วอีกด้วย และด้วยการกระทำนี้ก็ทำให้ความไม่พอใจของประชาชนสงบลงในที่สุด
 ..
ในการถูกลงทัณฑ์ของท่านอิหม่ามอะฮฺหมัดครั้งนี้ ท่านถูกเฆี่ยนทั้งหมดมากกว่า30ที บ้างก็บอกว่า80ที ซึ่งการเฆี่ยนแต่ละทีเป็นการเฆี่ยนที่มีความหนักหน่วงและมีความสาหัสอย่างมาก จนกระทั้งแม้แต่คนที่เขามาตรวจบาดแผลของท่านยังตกใจและกล่าวออกมาว่า ผมเคยเห็นคนที่ถูกเฆี่ยนหนักๆมาก็หลายคน แต่ไม่เคยเห็นใครโดนหนักขนาดนี้มาก่อน นี่มันเป็นการเฆี่ยนเพื่อฆ่า. แล้วท่านอิหม่ามก็พักรักษาตัวของท่านจนกระทั่งหาย จากนั้นท่านก็ออกมาทำหน้าที่ของท่านตามปกติ ท่านสอนหนังสือ ท่านออกมาละหมาดญะมาอะฮฺและละหมาดวันศุกร์ร่วมกับบรรดามุสลิมเช่นที่ท่านได้เคยทำมาจนกระทั้งสิ้นสุดรัชสมัยของอั้ลมุอฺตะศิม
 ..
ในปีฮ.ศ.ที่229 อั้ลวาศิกได้ขึ้นครองราชย์ ซึ่งในรัชสมัยของบุคคลผู้นี้ก็ยังคงเป็นช่วงเวลาแห่งความมืดมิดเยี่ยงเดียวกับในสองรัชสมัยก่อนหน้านี้ นักวิชาการชาวซุนนะฮฺหลายท่านถูกสังหารล้มตายลงในรัชสมัยนี้ และด้วยความที่อั้ลวาศิก เกรงว่าท่านอิหม่ามอะฮฺหมัดอาจมีอิธิพลต่อประชาชนซึ่งอาจส่งผลไม่ดีต่อฐานอำนาจของตน เขาจึงส่งคนไปแจ้งกับท่านว่า เขาไม่ประสงค์ให้ท่านอิหม่ามอาศัยอยู่ในแผ่นเดียวกันกับเขา นับจากนั้นท่านอิหม่ามอะฮฺหมัดจึงงดการสอนของท่านและไม่ออกไปร่วมละหมาดญะมาอะฮฺและละหมาดวันศุกร์ และท่านก็อยู่อย่างหลบๆซ้อนและย้ายที่พำนักไปเรื่อยๆในทุกๆสามวันก่อนที่ท่านจะสามารถกลับมาพำนักอยู่ที่บ้านของท่านเองได้อีกครั้งในที่สุด ในช่วงเวลานั้นเป็นช่วงเดียวกันกับที่บรรดานักวิชาการในเมืองพากันรวมตัวมาหาท่านอิหม่ามอะฮฺหมัดเพื่อขอคำชี้แนะจากท่านว่าควรจะมีท่าทีอย่างไรดีต่อผู้นำคนนี้ ท่านก็สั่งให้พวกเขาอดทนและยืนหยัดตามที่ท่านร่อซู้ล ศ็อลลัลลอฮุอลัยฮิวะซั้ลลัม ได้สั่งใช้ให้ปฏิบัติในช่วงสถานการณ์เช่นนี้ .ชีวิตของท่านดำเนินไปเช่นนี้จนกระทั่งสิ้นสุดรัชสมัยของอั้ลวาศิก
 ..
ครั้นเมื่อถึงช่วงเวลาที่อั้ลมุตะวั้กกิ้ลได้ขึ้นครองราชย์บรรยากาศแห่งความมืดมิดทางด้านหลักความเชื่อก็เริ่มคลี่คลายลง ในยุคสมัยของอั้ลมุตะวักกิ้ลผู้นี้แนวทางอั้ซซุ้นนะฮฺเริ่มได้รับการฟื้นฟูใฟ้ฟื้นตัวกลับขึ้นมาได้อย่างชัดเจนขึ้นอีกครั้ง ซึ่งเป็นเหตุให้ท่านอิหม่ามสามารถกลับมาสอนหนังสือและร่วมละหมาดญะมาอะฮฺได้เป็นปกติหลังจากที่ถูกสั่งห้ามไม่ให้ทำกิจกรรมต่างๆเหล่านี้มาก่อน ในช่วงระยะเวลาหนึ่งก่อนหน้านี้.
..
ينظر: البداية والنهاية لابن كثير (10/ 331-337) وسيرأعلام النبلاء للذهبي (11 /236-265) والمحنة على إمام أهل السنة لعبد الغني المقدسي (40-179).
 ..

ต้องแยกระหว่างการฮุก่มแนวคิด/คำพูดและพฤติกรรม และระหว่างการฮุก่มบุคคลผู้มีแนวคิด/มีการกระทำและคำพูดออกเป็นคนละประเด็นกันให้ชัดเจนนะครับ ตัวอย่างเช่น กินหมูบาปแต่ไม่ใช่ทุกคนที่ไปกินหมูจะต้องกลายเป็นคนบาปเสมอไป เพราะบางคนอาจไม่รู้ หรือรู้เท่าไม่ถึงการณ์ หรือถูกหลอก หรือ ฯลฯ  ครับ เรื่องการฮุก่มบุคคลเป็นเรื่องที่มีรายละเอียดมาก ดังนั้น ต้องให้นักวิชาการผู้เชี่ยวชาญเป็นผู้พิจรณาครับวั้ลลอฮุอะอฺลัม