วะลาอฺและบะร่ออฺ โดย อ.อาบีดีณ โยธาสมุทร

552

วะลาอฺและบะร่ออฺ
بسم الله ، والصلاة والسلام على رسول الله وآله وصحبه ومن والاه

๑) ศาสนาอิสลามเป็นศาสนาที่สมบูรณ์ ,ได้รับการรักษาไว้, และท่านร่อซูล ศ็อลลัลลอฮุอลัยฮิวะซั้ลลัมเอง ก็ทำหน้าที่ไว้สมบูรณ์แล้ว ไม่ปกปิด ไม่หมกเม็ด มีอะไรที่เป็นความดีก็บอกหมด และมีอะไรที่เป็นเรื่องไม่ดีเป็นเรื่องที่ต้องระวังก็เตือนและชี้แจงไว้หมด

หนึ่งในเรื่องที่เป็นแก่นหลักของศาสนาอิสลามก็คือ เรื่องที่ถูกรู้จักกันในนามว่า อั้ลวะลาอฺ และ อั้ลบะร่อ ซึ่งเรื่องๆนี้เป็นข้อมูลสำคัญที่ ชะฮาดะฮฺทั้งสองที่เรากล่าวกันทุกวันได้ประมวลเอาไว้ อัลลอฮฺ ตะอาลา ตรัสว่า

وَلَوْ كَانُوا يُؤْمِنُونَ بِاللَّهِ وَالنَّبِيِّ وَمَا أُنزِلَ إِلَيْهِ مَا اتَّخَذُوهُمْ أَوْلِيَاءَ وَلَٰكِنَّ كَثِيرًا مِّنْهُمْ فَاسِقُونَ (81)
((และถ้าหากคนพวกนี้ศรัทธากันต่ออัลลอฮฺและต่อท่านนบีตลอดจนต่อสิ่งที่ถูกประทานลงมาให้ท่านแล้วละก็ พวกเขาก็ย่อมจะไม่เอาบุคคลเหล่านั้นมาเป็นพวก แต่ว่าส่วนใหญ่ของคนพวกนี้มันเป็นพวกที่ละเมิดต่างหากเล่า))

แต่ปัญหาใหญ่ของคนยุคนี้ เกี่ยวกับเรื่องๆนี้ก็คือ ความมั่วและการมีความเข้าใจต่อเรื่องๆนี้อย่างสับสน ซึ่งเป็นผลพวงมาจากการในยุคนี้มีพวกที่เข้ามาพูดเรื่องศาสนากันโดยขาดความรู้อยู่มากมาย พูดเรื่องศาสนา แต่เอาอารมณ์เอาความคิดเห็นและมุมมองของตัวเองมาเป็นฐาน เอาความคิดตัวเข้ามาเป็นใหญ่เหนือหลักฐานและข้อมูลจากบรรดาสลัฟตลอดจนคำอธิบายของบรรดานักวิชาการที่มั่นคงอยู่บนทางของสลัฟ

ซึ่งวิธีที่จะจบปัญหานี้ ตลอดจนทุกๆปัญหาในศาสนาก็คือ การกำหนดขนาดของตัวเองให้ถูกแล้วกลับมายืนให้ตรง กลับมาสู่ข้อมูลและคำอธิบายของพวกท่านที่มีต่อตัวบทและหลักฐานที่กล่าวถึงเรื่องๆนี้
.
.

๒) อั้ลวะลาอฺ และ อั้ลบะรออฺคืออะไร ?
อั้ลวะลาอฺ คือ การให้การสนับสนุนช่วยเหลือ การให้ความรัก การให้เกียรติ และคือการเข้าไปอยู่กับกลุ่มหรือพวกที่ตนรักทั้งในด้านที่เปิดเผยออกมาและในด้านที่เก็บซ่อนเอาไว้ข้างใน
เชคอับดุลลอฮฺ อิบนุ อับดุลอะซี้ซ อั้ลอันกอรี่ ได้พูดไว้ว่า

“إن الموالاة هى الموافقة والمناصرة والمعاونة والرضى بأفعال من يواليهم”
“การมุวาลาฮฺ (วะลาอฺ) คือ การเห็นด้วย คือการให้ความช่วยเหลือ คือการให้การสนับสนุน และคือการยินดีและพอใจกับพฤติกรรมของบุคคลที่ตนเข้าไปเป็นพวกด้วย”

สรุป อัลวะลาอฺ ตามที่บทบัญญัติต้องการ ก็คือ การรักอัลลอฮฺ รักร่อซู้ลของพระองค์ รักอิสลาม และรักคนที่ดำเนินตามอั้ลอิสลามตราบกระทั้งวันกิยามะฮฺนั่นเอง

ส่วน อั้ลบะรออฺ คือ การออกห่าง การไม่ไปเกี่ยวข้อง การเป็นปฏิปักษ์ และการกริ้ว

ซึ่งโดยสรุปแล้ว คำว่า อั้ลบะรออฺ ตามที่บทบัญญัติต้องการ ก็คือ การกริ้วต่อทุกอย่างที่ถูกเคารพสักการะอื่นจากอัลลอฮฺ คือการโกรธการปฏิเสธศรัทธาไม่ว่าจะเป็นการปฏิเสธศรัทธาที่อยู่ในรูปแบบไหนก็ตาม และคือการโกรธพวกที่ปฏิเสธศรัทธา ตลอดจน คือ การเป็นอริและเป็นปฏิปักษ์กับเรื่องราวเหล่านี้ทั้งหมด และยังรวมไปถึงการโกรธบุคคลที่ทำการฝ่าฝืนตามขนาดของการฝ่าฝืนนั้นๆของเขาด้วย
.
.

๓) จากความหมายของคำว่า อั้ลวะลาอฺและอั้ลบะรออฺที่ได้นำเสนอไปเมื่อครู่นี้ น่าจะทำให้พวกเราพอจะจับจุดได้ว่า คำว่า อั้ลวะลาอฺ และอั้ลบะรออฺนั้น เป็นคำที่มีความสัมพันธ์กันอย่างเหนียวแน่น กับคำว่า ความรักและความโกรธ ซึ่งความรักและความโกรธนี้ ทั้งคู่เป็นเรื่องของหัวใจ ดังนั้น จุดหลักหรือประเด็นหลักที่จะถูกใช้ในการพิจารณาและออกคำตัดสินในเรื่องที่เกี่ยวกับ อั้ลวะลาอฺและอั้ลบะรออฺ ตลอดจนการกระทำหรือพฤติกรรมตามที่เกี่ยวข้องกับคำสองคำนี้ จึงได้แก่ สภาพที่มันเกิดขึ้นกับหัวใจนั่นเอง ไม่ใช่ตัดสินกันจากการมองแค่พฤติกรรมข้างนอกเพียวๆ ซึ่งหลักฐานที่ให้การยืนยันต่อข้อสรุปตรงนี้ก็ได้แก่เรื่องของท่าน ฮาติบ อิบนุ อบีบั้ลตะอะฮฺ ซึ่งจะนำเสนอให้รับทราบถัดจากนี้อินชาอัลลอฮฺ
.
.

๔) อั้ลวะลาอฺ กับ อั้ลบะรออฺ ที่เราจะเอาไปใช้กับผู้คนนั้นมีอยู่ด้วยกัน สามระดับดังนี้

หนึ่ง การวะลาอฺแบบสมบูรณ์ หมายถึง การที่เราจะต้องมอบความรักให้อย่างสมบูรณ์เต็มร้อย อันนี้ จะมีให้แก่ บรรดามุอฺมินีนที่มีความบริสุทธิ์ อย่างเช่น บรรดานบี บรรดาคนจริง อุมมะฮ่าตมุมินีน ศ่อฮาบะฮฺ และบรรดาสลัฟเป็นต้น

สอง การบะรออฺแบบสมบูรณ์ หมายถึง การโกรธและเป็นปฏิปักษ์ด้วยอย่างสมบูรณ์ อันนี้จะมีกับ พวกที่ปฏิเสธศรัทธา ไม่ว่าจะมาจากจำพวกไหนก็ตาม

สาม แบบผสม สำหรับกรณีนี้การวะลาอฺหรือการบะรออฺจะหนาจะบางขึ้นอยู่กับสภาพของคนๆนั้น อันนี้จะทำกับคนมุสลิมที่ตัวเปื้อนบาป ตราบใดที่บาปของเขายังไม่ถึงขั้นตกศาสนา ซึ่งการให้ความรักต่อมุสลิมที่อยู่ในสภาพนี้จะอยู่ในรูปของการดูแลเอาใจใส่ตักเตือนและห้ามปราม ไม่ใช่การปล่อยผ่านให้หลงไปตามใจ

ประเด็นเกี่ยวข้อง : การบะรออฺจากคนที่เป็นมุสลิมด้วยกัน อาจจะอยู่ในรูปของการบะรอฺจากตัวพฤติกรรมเพียวๆของเขาโดยไม่ล่วงเกินเข้าไปสู่การบะรออฺจากเจ้าตัวก็ได้เหมือนกัน อย่างในกรณีของนักวิชาการที่น่าเชื่อถือ วินิจฉัยอะไรที่ผิดพลาดออกมาทั้งๆที่ท่านก็พยามยำเกรงต่ออัลลอฮฺในการวินิจฉัยของท่านอย่างเต็มที่แล้วก็ตาม อันนี้เราก็จะ ไม่ยุ่งเกี่ยวกับคำวินิจฉัยของเขา แต่ก็จะยังคงรักเจ้าตัวของนักวิชาการท่านนั้นอยู่เหมือนเดิม
.
.

๕) เมื่อทราบแล้วว่า เรื่องสองเรื่องนี้มีความสัมพันธ์กันอย่างเหนียวแน่นกับความรู้สึกที่เกิดขึ้นข้างในหัวใจของคนเรา ซึ่งมีชื่อว่า ความรักและความโกรธ ประเด็นที่เราจะต้องรับทราบถัดจากนั้นก็คือ ความรู้สึก รัก ที่มันเกิดขึ้นมาในใจเรา ที่เรามีให้กับพวกกุฟฟ้ารจะถือเป็นการปฏิเสธศรัทธาสถานเดียวเลยมั้ย? หรือพูดง่ายๆคือ การรักพวกกุฟฟ้ารจะถือเป็น กุฟุร ในทุกๆกรณีเลยหรือเปล่า?

คำตอบ คือ เปล่าครับ แต่จริงๆแล้ว การรู้สึกรักกาเฟรมันมีอยู่ด้วยกันหลายสภาพ ซึ่งแต่ละสภาพก็จะมีฮุก่มหรือ ข้อสรุปทางบทบัญญัติที่แตกต่างกันไป ซึ่งหลักๆแล้วมีอยู่ด้วยกัน ๓ ฮุก่มดังนี้

ก. เป็นการตกศาสนา กลายเป็นกาเฟรตามไปด้วย

ข. เป็นการฝ่าฝืน แต่เจ้าตัวยังคงเป็นมุสลิมอยู่ ยังไม่ถึงขั้นตกศาสนา

ค. ไม่มีโทษ

๕.๑) ฮุก่มที่หนึ่งของการรักกาเฟร ซึ่งได้แก่ การรักกาเฟรที่ส่งผลทำให้ผู้ที่ไปมีความรู้สึกรักการเฟรถูกตัดสินว่าตกศาสนาและกลายเป็นกาเฟรตามเขาไปด้วยนั้น อันนี้จะอยู่ในสภาพของการรู้สึกรักและชื่นชอบกาเฟร เพราะการเป็นการเฟรของเขา รักผู้ปฏิเสธศรัทธาเพราะการปฏิเสธศรัทธาของเขา หรือรักในการปฏิเสธศรัทธาหรือในการทำชิริกของเขา ความรู้สึกรักในชนิดนี้ มีผลทำให้เจ้าของความรู้สึกนี้กลายเป็นกาเฟรนะครับ เพราะมันเป็นความรู้สึกที่ขัดแย้งกันอย่างเต็มประตูกับคำว่า “ลาอิลาฮะอิ้ลลั้ลลอฮฺ มุฮัมหมัดร่อซูลุลลอฮฺ”
อัลลอฮฺ ตะอาลา บอกว่า

لَّا تَجِدُ قَوْمًا يُؤْمِنُونَ بِاللَّهِ وَالْيَوْمِ الْآخِرِ يُوَادُّونَ مَنْ حَادَّ اللَّهَ وَرَسُولَهُ وَلَوْ كَانُوا آبَاءَهُمْ أَوْ أَبْنَاءَهُمْ أَوْ إِخْوَانَهُمْ أَوْ عَشِيرَتَهُمْ ۚ أُولَٰئِكَ كَتَبَ فِي قُلُوبِهِمُ الْإِيمَانَ وَأَيَّدَهُم بِرُوحٍ مِّنْهُ ۖ وَيُدْخِلُهُمْ جَنَّاتٍ تَجْرِي مِن تَحْتِهَا الْأَنْهَارُ خَالِدِينَ فِيهَا ۚ رَضِيَ اللَّهُ عَنْهُمْ وَرَضُوا عَنْهُ ۚ أُولَٰئِكَ حِزْبُ اللَّهِ ۚ أَلَا إِنَّ حِزْبَ اللَّهِ هُمُ الْمُفْلِحُونَ (22)

((เจ้าจะไม่พบว่า กลุ่มชนที่ศรัทธาต่ออัลลอฮฺและวันอาคิเราะฮฺ จะให้ความรักต่อผู้ที่กระด้างกระเดื่องต่ออัลลอฮฺและร่อซู้ลของพระองค์ แม้ว่าบุคคลเหล่านั้นจะเป็นพ่อของพวกเขา เป็นลูกๆของพวกเขา เป็นพี่เป็นน้องของพวกเขาและเป็นคู่ชีวิตของพวกเขาก็ตาม บรรดาบุคคลเหล่านี้เป็นพวกที่อัลลอฮฺทรงบันทึกความศรัทธาลงไปในหัวใจของพวกเขาและทรงให้การสนับสนุนพวกเขาด้วยวิญญาณจากพระองค์…กระทั่งจบอายะฮฺ))

๕.๒) ฮุก่มที่สองของการมีความรู้สึกรักกาเฟร ซึ่งได้แก่ การรู้สึกรักกาเฟรหรือผู้ปฏิเสธศรัทธาที่ทำให้เจ้าของความรู้สึกๆนี้ถูกตัดสินว่าเป็น ฟาซิก เป็นผู้ที่ละเมิดและฝ่าฝืนบทบัญญัติ แต่ถึงอย่างนั้นเขาเองก็ยังคงเป็นมุสลิมอยู่ ไม่ได้กลายไปเป็นกาเฟรตามผู้ปฏิเสธศรัทธาคนนั้นไปด้วย
ซึ่งฮุก่มนี้เป็นฮุก่มสำหรับความรู้สึกรักกาเฟร ที่อยู่ในสภาพของการไปรู้สึกรักและชื่นชอบในการฝ่าฝืนและการละเมิดบทบัญญัติของกาเฟรคนนั้นๆ ไม่ได้ไปรักกาเฟรคนนั้น เพราะเค้าเป็นกาเฟร หรือเพราะรักและยินดีกับการปฏิเสธศรัทธาของเขาไม่ใช่.. คือ ยังคงโกรธเขาในเรื่องการปฏิเสธศรัทธาของเขาอยู่ แต่ที่ไปมีความรู้สึกชอบหรือรักเค้ามันเพราะประเด็นอื่นที่ไม่ใช่การกุฟุรของเขา อย่างเช่น การไปรักกาเฟรคนนึง เพราะการเฟรคนนั้นเป็นนักร้องดัง เป็นต้น ความรู้สึกรักในกรณีแบบนี้ไม่ต้องสงสัยเลยครับว่า มันคือ การฝ่าฝืนต่ออัลลอฮฺ คือการบกพร่องต่อคำปฏิญาณที่ว่า “ลาอิลาฮะอิ้ลลั้ลลอฮฺ มุฮัมหมัดร่อซู่ลุ่ลลอฮฺ” แต่อย่างไรก็ดีมันก็ยังไม่ใช่ความผิดหรือความบกพร่องที่จะทำให้ผู้ที่เป็นเจ้าของความรู้สึกแบบนี้ถูกขับออกจากศาสนาได้นะครับ เพราะในสังคมมุสลิมเอง ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า ก็ยังคงมีพวกบุคคลที่รู้สึกชื่นชอบและหลงใหลในพฤติกรรมที่เป็นการฝ่าฝืนอยู่ ตลอดจนหลงใหลและชื่นชอบในตัวบุคคลที่ทำการฝ่าฝืนด้วย แต่ก็ไม่มีอะฮฺลุ้วซุนนะฮฺที่ไหน และเวลาใดสักคนที่ออกมาตัดสินคนกลุ่มนี้ว่าเป็นกาเฟร
.

อย่างไรก็ดี สำหรับในกรณีของฮุก่มที่สอง ของการรักกาเฟรนี้ ก็ยังมีความรู้สึกรักกาเฟรอีกบางรูปแบบซึ่งมันเกิดขึ้นอย่างแพร่หลายในสังคมปัจจุบัน ที่บรรดานักวิชาการมองว่า มันก็อยู่ในกลุ่มของการรักกาเฟรตามฮุก่มที่สองนี้ ซึ่งได้แก่การรักกาเฟรที่ทำให้ผู้รักกลายเป็นผู้ฝ่าฝืนแต่ยังไม่ถึงขั้นเป็นกาเฟรด้วยเหมือนกัน ซึ่งนั่นก็ได้แก่ การรู้สึกรักกาเฟรเพราะเรื่องทางดุนยาเพียวๆ อย่างเช่น การรู้สึกรักการเฟรคนนึงเพราะเค้ามาเป็นหุ้นส่วนในการทำธุรกิจกับเรา หรือรู้สึกรักเพราะเค้าเล่นบอลเก่งมาก แต่ในใจก็ยังมีความรู้สึกโกรธเขาเพราะความเป็นกุฟุรของเขาอยู่ เป็นต้น ความรู้สึกรักในจำพวกนี้ถือเป็นการฝ่าฝืนต่ออัลลอฮฺครับ แต่ยังไม่ใช่การปฏิเสธศรัทธา
ท่านชัยคุ้ลอิสลาม ร่อฮิมะฮุ้ลลอฮฺได้กล่าวไว้ใน “มัจมูอุ้ลฟะตาวา” เล่ม๗ หน้า๕๒๓ ว่า

وقد تحصل للرجل موادتهم لرحم أو حاجة، فتكون ذنبًا ينقص به إيمانه ولا يكون به كافرًا، كما حصل لحاطب بن أبي بلتعة لما كاتب المشركين ببعض أخبار النبي -صلى الله عليه وسلم- وأنزل الله فيه
{يَا أَيُّهَا الَّذِينَ آمَنُوا لَا تَتَّخِذُوا عَدُوِّي وَعَدُوَّكُمْ أَوْلِيَاءَ تُلْقُونَ إِلَيْهِمْ بِالْمَوَدَّةِ}
الممتحنة: 1
،وكما حصل لسعد بن عبادة لما انتصر لابن أُبَيٍّ في قصة الإفك فقال لسعد بن معاذ : «كذبت والله لا تقتله ولا تقدر على قتله»، قالت عائشة : “وكان قبل ذلك رجلًا صالحًا ولكن احتملته الحمية”
.
.
“และความรู้สึกรักคนพวกนั้นก็อาจจะมีขึ้นกับคนๆนึงได้ เนื่องด้วยความเป็นญาติหรือเนื่องจากว่ามีธุระอะไรก็แล้วแต่ ซึ่งความรู้สึกรักอันนี้ก็ถือเป็นบาปๆหนึ่งที่จะเข้ามาทำให้อีหม่านของคนๆนั้นบกพร่องลงมาได้ แต่ตัวเขาไม่ได้เป็นกาเฟรเพราะความรู้สึกรักอันนี้ เหมือนที่มันเกิดกับ ท่านฮาติ้บ อิบนุอบีบัลตะอะฮฺ ที่ได้เคยเขียนข่าวคราวบางอย่างของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮูอลัยฮิวะซั้ลลัม ไปแจ้งให้พวกมุชริกได้ทราบ แล้วอัลลอฮฺ ก็ได้ทรงประทานอายะฮฺที่ว่า ((บรรดาผู้ศรัทธาทั้งหลาย พวกเจ้าอย่าได้ไปเอาศัตรูของข้าและศัตรูของพวกเจ้ามาเป็นพวก ด้วยการที่พวกเจ้าทำกาโยนความรักไปให้พวกเขา)) ลงมาเพื่อพูดเกี่ยวกับเขา
และเหมือนที่มันเกิดกับท่านซะอฺด์ อิบนุ อุบาดะฮฺ ตอนที่ท่านพูดเข้าข้าง อิบนุอุบั้ย ในเหตุการณ์การกล่าวร้ายต่อท่านหญิงอาอิชะฮฺ โดยท่านพูดกับ ซะอฺ อิบนุ มะอ้าซไปว่า “โกหก ขอสาบานต่ออัลลอฮฺเลยว่า คุณไม่ได้ฆ่าเขาหรอกและก็จะไม่สามารถไปฆ่าเขาได้ด้วย” ท่านหญิงอาอิชะฮฺกล่าวว่า “ก่อนหน้านี้เขาเป็นคนดีคนหนึ่ง แต่เพราะความรักพวกพ้องมันพาเขาไป” .
.
.

เรื่องของท่านฮาติ้บ อิบนุ อบีบั้ฃตะอะฮฺ คือ ตอนช่วงก่อนที่จะมีการพิชิตมักกะฮฺ ท่านฮาติบส่งสารไปส่งข่าวความเคลื่อนไหวของท่านร่อซู้ล ศ็อลลัลลอฮุอลัยฮิวะซั้ลลัม ให้พวกกุร้อชรับทราบ แต่ท่านร่อซู้ลทราบเรื่องก่อน ก็เลยเรียกตัวมาไตร่ถาม ท่านจึงชี้แจงว่า

والله ما بي إلا أن أكون مؤمنا بالله ورسوله صلى الله عليه وسلم
أردتُ أن تكون لي عند القوم يد يدفع الله بها عن أهلي ومالي، وليس أحد من أصحابك إلا له هناك من عشيرته مَن يدافع الله به أهله وماله

“ขอสาบานต่ออัลลอฮฺเลยครับว่า ผมเองไม่ได้เป็นอะไรอย่างอื่นเลยครับนอกจากจะเป็นคนที่ศรัทธาต่ออัลลอฮฺและร่อซู้ลของพระองค์ ศ็อลลัลลอฮุอลัยฮิวะซั้ลลัม เท่านั้น ผมก็แค่ต้องการอยากจะให้มีอะไรที่มาเป็นบุญคุณกับคนพวกนั้น เพื่ออัลลอฮฺจะได้ทรงปกป้องครอบครัวของผมและทรัพย์สินของผมผ่านทางบุญคุณอันนั้น เพราะว่าศ่อฮาบะฮฺของท่านเองแต่ละคนก็ล้วนมีเครือญาติอยู่ที่นั่นที่อัลลอฮฺทรงปกป้องครอบครัวและทรัพย์สินของพวกเขาเหล่านั้นผ่านทางเครือญาติเหล่านี้อยู่ด้วยกันทั้งนั้นครับ” ท่านร่อซู้ล จึงกล่าวว่า

صدق، لا تقولوا له إلا خيراً
“เขาพูดจริง พวกท่านจงอย่าพูดอะไรกับเขานอกจากคำพูดที่ดีๆเท่านั้น”
.
.

สรุปคือ เรื่องนี้บอกกับเราว่า ๑. การจะตัดสินอะไรที่เกี่ยวกับเรื่องของ วะลาอฺและบะรอฺ ดูจากพฤติกรรมข้างนอกอย่างเดียวไม่ได้ ๒.การรักกาเฟรเพราะเหตุผลที่เป็นเรื่องของดุนยาเพียวๆเป็นบาป แต่ไม่ได้เป็นกุฟุร

๕.๓) ฮุก่มที่สามของการรู้สึกรักกาเฟร ซึ่งได้แก่ การรักกาเฟรที่ตัวคนรักไม่บาปอะไรกับการไปมีความรู้สึกแบบนั้น ฮุก่มนี้เป็นฮุก่มสำหรับความรัก ที่เป็นความรู้สึกที่เกิดขึ้นมาโดยธรรมดาของการเป็นมนุษย์ที่ตัวผู้ที่มีความรู้สึกแบบนี้ไม่สามารถเข้าไปควบคุมหรือจัดการอะไรกับความรู้สึกรักในชนิดนี้เพื่อไม่ให้มันมาเกิดขึ้นในใจของตัวเองได้เลย และด้วยกับการที่มันเป็นความรู้สึกรักที่เกิดขึ้นแบบอัตโนมัติที่คนเราไม่สามารถบริหารจัดการอะไรมันได้นี่เอง เมื่อมันมาเกิดกับเราคนไหน คนที่เป็นเจ้าของความรู้สึกรักกาเฟรในชนิดแบบนี้จึงไม่ถูกถือโทษอะไรกับการมีความรู้สึกแบบนี้เกิดขึ้นกับเขา อัลลอฮฺ ตะอาลา บอกว่า

لَا يُكَلِّفُ اللَّهُ نَفْسًا إِلَّا وُسْعَهَا
((อัลลอฮฺไม่ทรงมอบหมายหน้าที่อะไรแก่ชีวิตหนึ่งชีวิตใดเว้นแต่เท่าที่มันอยู่ในวิสัยที่ชีวิตนั้นจะรับผิดชอบได้เท่านั้น))
.

ตัวอย่างของความรู้สึกรักกาเฟรในกลุ่มที่สามนี้ ก็อย่างเช่น การมีความรู้สึกรักพ่อหรือแม่ของตัวเองที่เป็นกาเฟร หรือการมีความรู้สึกรักลูกของตัวเองที่เป็นกาเฟร หรือความรู้สึกรักและรู้สึกดีกับคนกาเฟรที่มามีบุญคุณกับเราเป็นต้น

ซึ่งหลักฐานที่ยืนยันว่า การมีความรู้สึกรักกาเฟรในลักษณะแบบนี้ไม่ถือเป็นบาปนั้น ก็ได้แก่ดำรัสของอัลลอฮฺ ตะอาลาที่ว่า

إِنَّكَ لَا تَهْدِي مَنْ أَحْبَبْتَ وَلَٰكِنَّ اللَّهَ يَهْدِي مَن يَشَاءُ ۚ وَهُوَ أَعْلَمُ بِالْمُهْتَدِينَ
((เจ้าเองไม่อาจฮิดายะฮฺคนที่เจ้ารักได้แต่อย่างใด แต่อัลลอฮฺนั้นทรงฮิดายะฮฺผู้ที่พระองค์ทรงประสงค์ ซึ่งพระองค์ทรงเป็นผู้ที่รู้ดีเกี่ยวกับบรรดาบุคคลที่ได้รับฮิดายะฮฺ))
.

อายะฮฺนี้ถูกประทานลงมาเพื่อพูดถึงกรณีของอบูตอเล็บ ลุงนบี ซึ่งในอายะฮฺก็มีการยืนยันไว้ว่าท่านนบีรักลุงของท่านที่เป็นกาเฟรคนนี้ แต่ก็ไม่ได้มีการตำหนิอะไรท่าน เนื่องจากความรักนี้เป็นความรักโดยธรรมชาติที่เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติแบบหลีกเลี่ยงไม่ได้ ด้วยเหตุนี้อายะฮฺนี้จึงเป็นหลักฐานที่บอกไว้ชัดๆว่า การรู้สึกรักกาเฟรที่มันเกิดขึ้นโดยอัตโนมัติเพราะความเป็นคนของคนเรานั้น ไม่ใช่เรื่องบาปตราบใดที่มันไม่ไปส่งผลกระทบต่อความรู้สึกโกรธกาเฟรคนนั้นของเราเนื่องจากเพราะว่าเค้าเป็นกาเฟร เพราะเค้าปฏิเสธศรัทธา แต่ถ้าความรู้สึกรักแบบนี้มันส่งผลทำให้ความโกรธของเราที่มีกับเขาเพราะเขาเป็นกาเฟรมันเกิดการเปลี่ยนแปลงไปเมื่อไหร่ เมื่อนั้นฮุก่มของการรู้สึกรักในชนิดนี้ก็จะเปลี่ยนแปลงไปด้วยทันที โดยจะต้องโยงกลับให้ไปอยู่ในประเภทของความรู้สึกรักกาเฟรตามฮุก่มที่หนึ่งและที่สองแทน แล้วแต่กรณี
.
.

๖) เมื่อทราบแล้วว่า การจะพิจารณาเพื่อลงข้อตัดสินทางบทบัญญัติเกี่ยวกับเรื่องอะไรก็แล้วแต่ที่ข้องเกี่ยวกับเรื่องของอั้ลวะลาอฺและอั้ลบะรออฺนั้น ไม่สามารถด่วนสรุปตัดสินจากสิ่งที่ถูกเปิดออกมาให้เห็นภายนอกเพียงอย่างเดียวแต่ต้องมีการสอบสวนถึงสิ่งที่ซ่อนอยู่ในหัวใจด้วยจึงจะตัดสินได้ เพราะประเด็นหลักของเรื่องอั้ลวะลาอฺและอั้ลบะรออฺนั้นเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับหัวใจ ประเด็นที่เราควรจะรับรู้ถัดมาก็คือ ประเด็นของการให้การสนับสนุนและช่วยเหลือพวกกุฟฟ้ารให้เข้ามาเล่นงานหรือเข้ามาจัดการมุสลิมด้วยกันเองว่ามันมีฮุก่มอย่างไร?
การให้การสนับสนุนและช่วยเหลือพวกกุฟฟ้ารให้เข้ามาเล่นงานหรือเข้ามาจัดการมุสลิมด้วยกันเองนั้น ตามข้อเท็จจริงของมันแล้ว มันมีอยู่ด้วยกันหลายสภาพซึ่งแต่ละสภาพก็จะมีฮุก่มที่แตกต่างกันออกไปดังนี้ครับ
.

๖.๑) การให้การสนับสนุนและช่วยเหลือพวกกุฟฟ้ารให้เข้ามาจัดการมุสลิมด้วยกันเอง โดยมีจุดประสงค์เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความเสื่อมเสียในวงกว้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในกรณีที่ไม่พบช่องทางอื่นอีกแล้วเท่าที่เห็นที่จะสามารถเข้ามาป้องกันความเสื่อมเสียตรงนี้ได้นอกจากจะต้องด้วยกับการไปหนุนให้กุฟฟ้ารเข้ามาเป็นไม้กันสุนัขแล้วช่วยจัดการให้ อันนี้ก็เป็นเรื่องที่ทำได้ ไม่ใช่เรื่องต้องห้ามอะไร

๖.๒) การให้การสนับสนุนและช่วยเหลือพวกกุฟฟ้ารให้เข้ามาจัดการมุสลิมด้วยกันเอง เพียงเพื่อเรื่องของผลประโยชน์ทางด้านดุนยา อันนี้ ถือเป็นการทำบาป เป็นการฝ่าฝืนชนิดหนึ่ง

๖.๓)การให้การสนับสนุนและช่วยเหลือพวกกุฟฟ้ารให้เข้ามาจัดการมุสลิมด้วยกันเอง โดยมีเหตุผลและแรงจูงใจเป็นเรื่องศาสนา คือ ไปทำแบบนั้นเพราะความรู้สึกรักในศาสนาของพวกกาเฟร หรือ เพราะความรู้สึกไม่ชอบศาสนาอิสลาม อันนี้ฮุก่มของมันคือ เป็นกุฟุร ครับ
.
อันนี้คือ ฮุก่มของการเข้าไปหนุนพวกกุ้ฟฟ้าร ส่วนการเข้าไปขอความช่วยเหลือจากพวกกุ้ฟฟ้ารให้มาทำสงครามกับมุสลิมด้วยกันนั้น ประเด็นนี้นักวิชาการมีความเห็นที่แตกต่างกันครับ ซึ่งที่ถูกต้องแล้ว ประเด็นแบบนี้ให้ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของคนที่เป็นผู้นำ ถ้าพิจารณาดูแล้วว่า ทำไปก็จะเป็นประโยชน์ก็ถือเป็นเรื่องที่ทำได้ แต่ถ้าไม่เป็นประโยชน์ก็ห้ามทำ

ซึ่งหลักฐานที่ยืนยันข้อสรุปตรงนี้ก็ได้แก่เหตุการณ์ของท่าน ฮาติ้บที่ให้ความช่วยเหลือพวกกุ้ฟฟ้ารด้วยการส่งข่าวให้ แต่ท่านร่อซู้ล ศ็อลลัลลอฮุอลัยฮิวะซั้ลลัมเองก็ไม่ได้ตัดสินท่านว่าเป็นกาเฟร เนื่องจากคำชี้แจงของท่านฮาติ้บที่ว่า

ولم أفعله كفرا ولا ارتدادا عن ديني ولا رضا بالكفر بعد الإسلام
“และผมก็ไม่ได้ทำอย่างนั้นไปเพราะปฏิเสธศรัทธา ไม่ใช่เพราะการหลุดออกจากศาสนาของผม และไม่ใช่เพราะพอใจต่อการปฏิเสธศรัทธาภายหลังจากที่ได้มารับอิสลามแล้วด้วยครับ”

ซึ่งถ้าหากว่า ทุกๆการสนับสนุนและช่วยเหลือพวกกาเฟรถือเป็นการปฏิเสธศรัทธาเสียหมดในทุกกรณี ท่านร่อซู้ล ศ็อลลัลลอฮุอลัยฮิวะซั้ลลัม ก็คงจะตัดสินว่าท่านฮาติเป็นกาเฟรและไม่รับพิจารณาในข้อชี้แจงใดๆของท่านไปแล้ว

.
.๗) เรื่องหลักๆที่ต้องรู้เกี่ยวกับการสัมพันธ์กับกาเฟร

๑. ความดีของกาเฟรที่ไม่ใช่คู่สงครามที่ทำให้เรา ให้ทดแทนด้วยการทำดีตอบ อัลลอฮฺ ตะอาลา ตรัสว่า

لَّا يَنْهَاكُمُ اللَّهُ عَنِ الَّذِينَ لَمْ يُقَاتِلُوكُمْ فِي الدِّينِ وَلَمْ يُخْرِجُوكُم مِّن دِيَارِكُمْ أَن تَبَرُّوهُمْ وَتُقْسِطُوا إِلَيْهِمْ ۚ إِنَّ اللَّهَ يُحِبُّ الْمُقْسِطِينَ
((อัลลอฮฺไม่ได้ทรงห้ามพวกเจ้า ในการที่จะทำดีและมีความเป็นธรรมกับพวกที่ไม่ได้สู้รบกับพวกเจ้าและไม่ได้ขับไล่พวกเจ้าออกจากบ้านเมืองของพวกเจ้าแต่อย่างใด แน่นอนว่า อัลลอฮฺทรงรักบรรดาผู้ที่เป็นธรรม))

๒. การแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ที่มุบ้าฮฺ กับพวกกุ้ฟฟ้ารเป็นเรื่องที่อนุญาตให้ทำได้ อย่างเช่นการซื้อขาย หรือ อื่นๆ

๓. อนุญาตให้แสดงออกถึงความเป็นมิตรและความรักต่อพวกกุฟฟ้ารได้เมื่อมีความจำเป็น แต่มีเงื่อนไขว่าใจต้องไม่เปลี่ยนไป อัลลอฮฺ ตะอาลา ตรัสว่า

لَّا يَتَّخِذِ الْمُؤْمِنُونَ الْكَافِرِينَ أَوْلِيَاءَ مِن دُونِ الْمُؤْمِنِينَ ۖ وَمَن يَفْعَلْ ذَٰلِكَ فَلَيْسَ مِنَ اللَّهِ فِي شَيْءٍ إِلَّا أَن تَتَّقُوا مِنْهُمْ تُقَاةً ۗ)
“บรรดาผู้ศรัทธาจะต้องไม่ไปเอาพวกกาเฟรมาเป็นพวกพ้อง นอกเหนือจากบรรดาผู้ศรัทธาด้วยกันเอง และใครก็ตามที่ไปทำอย่างนั้น นั่นก็ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกับอัลลอฮฺในเรื่องใดเลย ยกเว้นในกรณีที่พวกเจ้าหวาดเกรงพวกเขาจริงๆเท่านั้น…”
คำว่า “ในกรณีที่พวกเจ้าหวาดเกรงพวกเขาจริงๆ” ตรงนี้ หมายถึง อนุโลมในเรื่องการแสดงออกด้วยดีกับพวกเขาทางคำพูดนั่นเอง

๔. การรักษาพันธะสัญญาที่ได้ทำไว้กับพวกกุ้ฟฟ้ารเป็น เรื่องวายิบ

๕. เลือดเนื้อของ พวกกุฟฟ้ารที่อยู่ภายใต้พันธะสัญญาและการดูแลของมุสลิม ถือเป็นสิ่งต้องห้าม
ท่านร่อซู้ล ศ็อลลัลลอฮุอลัยฮิวะซั้ลลัม กล่าวว่า

من قتل معاهدا لم يرح رائحة الجنة
“ใครที่สังหารกาเฟรที่อยู่ภายใต้พันธะสัญญา คนๆนั้นจะไม่ได้กลิ่นสวรรค์”

๖. การมีความเป็นธรรมเป็นเรื่องจำเป็นสำหรับทุกๆคน ต่อทุกๆคน และความอธรรมก็เป็นเรื่องต้องห้ามในบทบัญญัติของเรา กับทุกๆกรณี
.
.

๘) การเลยเถิดและการหย่อนยานที่เกิดขึ้นกับเรื่อง อั้ลวะลาอฺและอั้ลบะรอฮฺ

การเลยเถิด ในเรื่องนี้ ได้แก่ การตัดสินทุกเรื่องที่เกี่ยวข้องกับเรื่องๆนี้จากรูปการภายนอกอย่างเดียวโดยไม่ได้พิจารณาข้อเท็จจริงที่เก็บไว้ภายใน อันได้แก่ความรู้สึกนึกคิดที่แท้จริงของผู้กระทำที่กระทำพฤติกรรมคลาดเคลื่อนซึ่งเกี่ยวข้องกับเรื่องๆนี้ออกมา เช่น ใครคบกาเฟร หรือช่วยการเฟร คนนั้นก็เป็นกาเฟรตามไปด้วยเป็นต้น

การหย่อนยาน เช่น การมีทรรศนะคติที่ไม่ดีต่อเรื่อง อั้ลวะลาอฺและอั้ลบะรอฺ หรือการต่อต้านเรื่องๆนี้และกล่าวหาว่า เป็นเรื่องที่ป่าเถื่อน เห็นแก่ตัวและสร้างแต่ปัญหา ใครก็ตามที่มีความคิดแบบนี้กับเรื่องๆนี้ ทั้งๆที่ได้มีโอกาสรับรู้และเข้าใจข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเรื่องๆจากหลักฐานเป็นที่ชัดเจนแล้ว ก็เท่ากับว่าเขา ปฏิเสธศรัทธาอย่างเต็มประตู เพราะเท่ากับว่าเขาเองก็ไม่พอใจกับคำชะฮะดะฮฺทั้งสองที่ตัวเองกล่าวอยู่ทุกวันด้วยเหมือนกัน แต่ถ้าเขาเชื่อแบบนั้นเพราะต้องการจะหมายถึงคำว่า อั้ลวะลาอฺและอั้ลบะรออฺตามความเข้าใจแบบผิดๆ กรณีนี้หน้าที่ของเขาคือ ต้องชี้แจงจุดประสงค์ของตนในคำพูดๆนี้ของตัวเองออกมาให้ชัด ไม่ใช่พูดออกมาด้วนๆเช่นนี้ เพราะจะเป็นเหตุทำให้คนอื่นที่ขาดความรู้เกิดความเข้าใจผิดและหลงเชื่อตามได้
.
วะศ็อลลัลลอฮุอลามฮัมหมัด วะอาลิฮี วะศอฮิบิฮฺ
———————————————-
สรุปมาจาก การบรรยายของท่านเชค ซุลัยมาน อั้รรู่ฮัยลี่ ฮะฟิซ่อฮุ้ลลอฮฺ ในหัวข้อ อั้ลวะลาอฺวั้ลบะร่ออฺฟิ้ลอิสลาม

อาบีดีณ โยธาสมุทร สรุปและเรียบเรียง 28/11/1438 – 21/8/2017