ความตาย บัรซัค วิญญาณ (โดยสรุป) อ.อิสหาก พงษ์มณี

421
ความตาย
ความตาย คือสภาพตรงข้ามกับคำว่า มีชีวิต
อิหม่ามกุรฏุบี่ย์กล่าวว่า “ปราชญ์กล่าวว่า ตายมิใช่สภาพว่างเปล่าและมิใช่ความดับสูญแต่อย่างใด หากแต่ความตายหมายถึงสภาพที่วิญญาณและร่างแยกจากกัน ไม่สัมพันธ์กัน ไม่ร่วมอยู่ด้วยกัน ซึ่งมีการเปลี่ยนสภาพไป เป็นการย้ายจากสถานที่พำนักหนึ่งไปสู่อีกที่หนึ่ง”
ความตายเกิดโดยฉับพลัน
อิหม่ามกุรฏุบี่ย์กล่าวว่า “ประชาชาติอิสลามต่างเข้าใจตรงกันว่า ความตายนั้นมิได้จำกัดวัยที่แน่นอน เวลาที่แน่นอน โรคที่แน่นอน และสถานที่ๆ แน่นอน ดังนั้นทุกคนต้องเตรียมตัวให้พร้อมที่จะเผชิญกับความตาย”
บัรซัค ความหมายทางภาษา บัรซัคในภาษาอาหรับ หมายถึงสิ่งที่ปิดกันระหว่างสองสิ่ง
อัลลอฮ์ตรัสว่า وَجَعَلَ بَيْنَهُمَا بَرْزَخاً “และ(พระองค์)ทรงทำให้มีบัรซัคระหว่างมันทั้สอง” ซึ่งหมายถึงสิ่งที่กั้นกลาง
ความหมายทางศาสนา สถานที่หรือห้วงเวลานับจากตายจนถึงการฟื้นคืนชีวิต
อัลลอฮ์ตรัสว่า وَمِنْ وَرَائِهِمْ بَرْزَخٌ إِلَى يَوْمِ يُُّبْعَثُونَ “และเบื้องหลังของพวกเขา (ผู้ที่ตายไป) คือบัรซัคตราบวันที่พวกเขาจะถูกฟื้นคืนชีวิต “ ท่านมุญาฮิดกล่าวว่า “หมายถึงห้วงเวลานับจากหลังตายตราบวันฟื้นคืนชีพ” มีผู้กล่าวแก่ท่านชะอ์บี่ย์ว่า “มีผู้หนึ่งได้ตายแล้ว ท่านจึงกล่าวว่า เขามิได้อยู่ในดุนยาและมิได้อยู่ในอาคิเราะห์” ท่านอิบนุกอยยิม กล่าวว่า “บัรซัค คือห้วงเวลาระหว่างดุนยา (โลกนี้) และอาคิเราะห์ (ห้วงเวลาหลังฟื้นคืนชีพ) “
หลุมศพ ความหมาย อัลก๊อบรุ คือที่ฝังมนุษย์ยามเมื่อตายแล้ว มีพหูพจน์ว่า อัลกุบู๊ร ส่วนคำว่า อัลมั๊กบะเราะห์ หรือ อัลมั๊กบัร หมายถึงสถานที่ๆ มีหลุมศพซึ่งก็คือสุสานนั่นเอง
ฟิตนะห์ในหลุมศพ
ฟิตนะห์ มีหลายความหมาย ซึ่งอาจหมายถึงการทดสอบ การตั้งภาคี การเผาหรือลงโทษด้วยกับไฟ ก็ได้ ส่วนฟิตนะห์ในหลุมศพนั้น หมายถึงการสอบสวนของมะลาอิกะห์สองท่านที่มีขึ้นในหลุมศพต่อผู้ที่ตายไปแล้ว สิ่งที่มะลาอิกะห์จะสอบถามผู้ตายนั้นคือการถามว่าใครคือพระผู้อภิบาลของเขา และใครคือนะบีของท่าน เขานับถือศาสนาอะไร สำหรับบรรดาผู้ศรัทธา สามารถตอบได้โดยง่ายคือ อัลลอฮ์คือพระผู้อภิบาลของฉัน ฉันนับถือศาสนาอิสลาม และมุฮัมหมัดคือนะบีของฉัน สำหรับผู้ไม่ดีทั้งหลาย เช่น ผู้ไม่เชื่อมั่นศรัทธา ผู้สงสัย และผู้หน้าไหว้หลังหลอก เขาก็จะตอบไม่ได้ และเขาจะกล่าวเพียงว่าไม่ทราบ หรือไม่ก็กล่าวว่า ผู้อื่นว่าอย่างไรฉันก็ว่าตามนั้น มีฮะดีษมากมายกล่าวถึงการสอบสวนในหลุมศพว่าเกิดขึ้นแน่นอน
หนึ่งในรายงานดังกล่าวคือ
عَنِ الْبَرَاءِ بْنِ عَازِبٍ قَالَ خَرَجْنَا مَعَ رَسُولِ اللَّهِ صَلَّى اللَّهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ إِلَى جِنَازَةٍ فَجَلَسَ رَسُولُ اللَّهِ صَلَّى اللَّهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ عَلَى الْقَبْرِ وَجَلَسْنَا حَوْلَهُ كَأَنَّ عَلَى رُءُوسِنَا الطَّيْرَ وَهُوَ يُلْحَدُ لَهُ فَقَالَ أَعُوذُ بِاللَّهِ مِنْ عَذَابِ الْقَبْرِ ثَلاَثَ مِرَارٍ ท่านบะรออ์ อิบนุ อาซิบเล่าว่า พวกเราเคยออกไปพร้อมกับท่านร่อซูลุ้ลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม เพื่อไป (ร่วมละหมาดให้แก่ผู้ตาย) ต่อมาท่านได้นั่งลง ณ สุสานนั้น พวกเราก็นั่งลงล้อมท่านไว้ในสภาพที่เสมือนหนึ่งบนศีรษะพวกเรามีนกเกาะอยู่ (นิ่งเงียบ) ซึ่งในขณะนั้นการขุดหลุมยังมิแล้วเสร็จ (ท่านร่อซู้ล ฯ) พลางกล่าวขึ้นสามครั้งติตต่อกันว่า “ฉันขอความคุ้มครองต่ออัลลอฮ์ให้พ้นจากฟิตนะห์ (สอบสวน) ในหลุมศพ” ฮะดีษข้างต้นมีเนื้อความที่ยาวมาก เล่าเกี่ยวกับวิธีการเอาชีวิตของมะลาอิกะห์ สภาพของผู้ตายที่ถูกสอบสวน และสภาพของคนดีและไม่ดีว่ามีผลต่างกันอย่างไร
อีกฮะดีษหนึ่งมีดังนี้
عَنْ أَنَسِ بْنِ مَالِكٍ رَضِيَ اللَّهُ عَنْهُ أَنَّهُ حَدَّثَهُمْ أَنَّ رَسُولَ اللَّهِ صَلَّى اللَّهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ قَالَ إِنَّ الْعَبْدَ إِذَا وُضِعَ فِي قَبْرِهِ وَتَوَلَّى عَنْهُ أَصْحَابُهُ وَإِنَّهُ لَيَسْمَعُ قَرْعَ نِعَالِهِمْ أَتَاهُ مَلَكَانِ فَيُقْعِدَانِهِ فَيَقُولاَنِ مَا كُنْتَ تَقُولُ فِي هَذَا الرَّجُلِ لِمُحَمَّدٍ صَلَّى اللَّهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ فَأَمَّا الْمُؤْمِنُ فَيَقُولُ أَشْهَدُ أَنَّهُ عَبْدُ اللَّهِ وَرَسُولُهُ فَيُقَالُ لَهُ انْظُرْ إِلَى مَقْعَدِكَ مِنْ النَّارِ قَدْ أَبْدَلَكَ اللَّهُ بِهِ مَقْعَدًا مِنْ الْجَنَّةِ فَيَرَاهُمَا جَمِيعًا قَالَ قَتَادَةُ وَذُكِرَ لَنَا أَنَّهُ يُفْسَحُ لَهُ فِي قَبْرِهِ ثُمَّ رَجَعَ إِلَى حَدِيثِ أَنَسٍ قَالَ وَأَمَّا الْمُنَافِقُ وَالْكَافِرُ فَيُقَالُ لَهُ مَا كُنْتَ تَقُولُ فِي هَذَا الرَّجُلِ فَيَقُولُ لاَ أَدْرِي كُنْتُ أَقُولُ مَا يَقُولُ النَّاسُ فَيُقَالُ لاَ دَرَيْتَ وَلاَ تَلَيْتَ وَيُضْرَبُ بِمَطَارِقَ مِنْ حَدِيدٍ ضَرْبَةً فَيَصِيحُ صَيْحَةً يَسْمَعُهَا مَنْ يَلِيهِ غَيْرَ الثَّقَلَيْنِ
ท่านอนัส อิบนุ มาลิก ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุ เล่าฮะดีษให้พวกเขาฟังว่า ท่านร่อซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัมกล่าวว่า “ เมื่อบ่าวถูกวางลงในหลุมฝังศพของเขาแล้ว(เมื่อฝังเสร็จแล้ว) มิตรสหายก็จากเขาไป เขาได้ยินเสียงรองเท้าของพวกเขา ทันใดนั้นมลาอิกะห์สองท่านจะมาหาเขาและปลุกเขาให้นั่งและถามเขาว่าเจ้าจะกล่าวอย่างไรเกี่ยวกับชายผู้นั้น หมายถึงมุฮัมหมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม หากเขาเป็นผู้ศรัทธา เขาก็สามารกล่าวได้ว่าเขา(มุฮัมหมัด)คือบ่าวและร่อซู้ลของพระองค์ ก็จะมีเสียงกล่าวแก่เขาว่า เจ้าจงมองดูที่อยู่ของเจ้าในนรกแต่อัลลอฮ์ทรงเปลี่ยนมันให้เป็นที่อยู่สำหรับเจ้าในสวรรค์ ซึ่งเขาได้เห็นที่อยู่ทั้งสองของเขาคือทั้งในนรกและสวรรค์
–ท่านก่อตาดะห์ผู้เป็นหนึ่งจากสายรายงานเล่าเพิ่มเติมว่า- เราทราบมาว่า หลุมศพของเขาจะถูกทำให้กว้างขึ้น -ท่านย้อนกลับมาเล่าฮะดีษของท่านอนัสต่อดังนี้- ส่วนมุนาฟิก(หน้าไหว้หลังหลอก) และการฟิร (ผู้ปฏิเสธศรัทธา) ก็จะถูกถามเช่นกันว่าเจ้าจะกล่าวอย่างไรเกี่ยวกับชายผู้นั้น (หมายถึงท่านนบี มุฮัมหมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม) เขาจะตอบว่าฉันไม่ทราบ ผู้คนกล่าวเช่นไรฉันก็กล่าวเช่นนั้น ทันใดนั้นก็มีเสียงกล่าวขึ้นว่า เจ้าไม่รู้และไม่สนใจที่จะรู้ (กระนั้นหรือ) เขาจะถูกตีด้วยค้อนเหล็กและร้องโหยหวนออกมา(สุดเสียง) ผู้ที่อยู่ใกล้เขาจะได้ยิน(เสียงดังกล่าว) ยกเว้นมนุษย์และญิน”
อีกฮะดีษหนึ่ง
عَنْ الْبَرَاءِ بْنِ عَازِبٍ قَالَ خَرَجْنَا مَعَ رَسُولِ اللَّهِ صَلَّى اللَّهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ فِي جَنَازَةِ رَجُلٍ مِنْ اْلأَنْصَارِ فَانْتَهَيْنَا إِلَى الْقَبْرِ وَلَمَّا يُلْحَدْ فَجَلَسَ رَسُولُ اللَّهِ صَلَّى اللَّهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ وَجَلَسْنَا حَوْلَهُ كَأَنَّمَا عَلَى رُءُوسِنَا الطَّيْرُ وَفِي يَدِهِ عُودٌ يَنْكُتُ بِهِ فِي اْلأَرْضِ فَرَفَعَ رَأْسَهُ فَقَالَ اسْتَعِيذُوا بِاللَّهِ مِنْ عَذَابِ الْقَبْرِ مَرَّتَيْنِ أَوْ ثَلاَثًا زَادَ فِي حَدِيثِ جَرِيرٍ هَاهُنَا وَقَالَ وَإِنَّهُ لَيَسْمَعُ خَفْقَ نِعَالِهِمْ إِذَا وَلَّوْا مُدْبِرِينَ حِينَ يُقَالُ لَهُ يَا هَذَا مَنْ رَبُّكَ وَمَا دِينُكَ وَمَنْ نَبِيُّكَ قَالَ هَنَّادٌ قَالَ وَيَأْتِيهِ مَلَكَانِ فَيُجْلِسَانِهِ فَيَقُولاَنِ لَهُ مَنْ رَبُّكَ فَيَقُولُ رَبِّيَ اللَّهُ فَيَقُولاَنِ لَهُ مَا دِينُكَ فَيَقُولُ دِينِيَ اْلإِسْلاَمُ فَيَقُولاَنِ لَهُ مَا هَذَا الرَّجُلُ الَّذِي بُعِثَ فِيكُمْ قَالَ فَيَقُولُ هُوَ رَسُولُ اللَّهِ صَلَّى اللَّهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ فَيَقُولاَنِ وَمَا يُدْرِيكَ فَيَقُولُ قَرَأْتُ كِتَابَ اللَّهِ فَآمَنْتُ بِهِ وَصَدَّقْتُ زَادَ فِي حَدِيثِ جَرِيرٍ فَذَلِكَ قَوْلُ اللَّهِ عَزَّ وَجَلَّ { يُثَبِّتُ اللَّهُ الَّذِينَ آمَنُوا }اْلآيَةُ ثُمَّ اتَّفَقَا قَالَ فَيُنَادِي مُنَادٍ مِنْ السَّمَاءِ أَنْ قَدْ صَدَقَ عَبْدِي فَأَفْرِشُوهُ مِنْ الْجَنَّةِ وَافْتَحُوا لَهُ بَابًا إِلَى الْجَنَّةِ وَأَلْبِسُوهُ مِنْ الْجَنَّةِ قَالَ فَيَأْتِيهِ مِنْ رَوْحِهَا وَطِيبِهَا قَالَ وَيُفْتَحُ لَهُ فِيهَا مَدَّ بَصَرِهِ قَالَ وَإِنَّ الْكَافِرَ فَذَكَرَ مَوْتَهُ قَالَ وَتُعَادُ رُوحُهُ فِي جَسَدِهِ وَيَأْتِيهِ مَلَكَانِ فَيُجْلِسَانِهِ فَيَقُولاَنِ لَهُ مَنْ رَبُّكَ فَيَقُولُ هَاهْ هَاهْ هَاهْ لاَ أَدْرِي فَيَقُولاَنِ لَهُ مَا دِينُكَ فَيَقُولُ هَاهْ هَاهْ لاَ أَدْرِي فَيَقُولاَنِ مَا هَذَا الرَّجُلُ الَّذِي بُعِثَ فِيكُمْ فَيَقُولُ هَاهْ هَاهْ لاَ أَدْرِي فَيُنَادِي مُنَادٍ مِنْ السَّمَاءِ أَنْ كَذَبَ فَأَفْرِشُوهُ مِنْ النَّارِ وَأَلْبِسُوهُ مِنْ النَّارِ وَافْتَحُوا لَهُ بَابًا إِلَى النَّارِ قَالَ فَيَأْتِيهِ مِنْ حَرِّهَا وَسَمُومِهَا قَالَ وَيُضَيَّقُ عَلَيْهِ قَبْرُهُ حَتَّى تَخْتَلِفَ فِيهِ أَضْلاَعُهُ زَادَ فِي حَدِيثِ جَرِيرٍ قَالَ ثُمَّ يُقَيَّضُ لَهُ أَعْمَى أَبْكَمُ مَعَهُ مِرْزَبَّةٌ مِنْ حَدِيدٍ لَوْ ضُرِبَ بِهَا جَبَلٌ لَصَارَ تُرَابًا قَالَ فَيَضْرِبُهُ بِهَا ضَرْبَةً يَسْمَعُهَا مَا بَيْنَ الْمَشْرِقِ وَالْمَغْرِبِ إِلاَّ الثَّقَلَيْنِ فَيَصِيرُ تُرَابًا قَالَ ثُمَّ تُعَادُ فِيهِ الرُّوحُ
ท่านบะร่ออ์ อิบนุ อาซิบ เล่าว่า เราได้ออกไปกับท่านร่อซูลลุ้ลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม เพื่อร่วม (ละหมาด) ญะนาซะห์ชายผู้หนึ่ง (เมื่อละหมาดเสร็จแล้ว) เราก็ไปหยุดอยู่ที่กุโบรเพราะหลุมเขาขุดยังไม่แล้วเสร็จ ท่านร่อซูลุ้ลลอฮ์จึงนั่งลงและพวกเราก็นั่งล้อมท่านในสภาพเหมือนบนศีรษะเรามีนกเกาะอยู่(นิ่งสนิท) ในมือของท่านร่อซูลุ้ลลอฮ์มีไม่เท่าอยู่และท่านก็เคาะมันกับพื้นดิน(โดยก้มหน้ามองพื้น) ทันใดนั้นท่านก็เงยหน้าขึ้นพลางกล่าวว่า “พวกเจ้าทั้งหลายจงขอความคุ้มครองต่ออัลลอฮ์ให้พ้นจากลงโทษในหลุมฝังศพเถิด ท่านกล่าวถึงสองหรือสามครั้ง – คำว่าสามครั้งปรากฏในรายงานของท่านญาบิร- ท่านกล่าวต่อไปว่า เขาจะได้ยินเสียงรองเท้าของผู้คนที่เดินจากไปในขณะที่มีเสียงกล่าวแก่เขาว่า โอ้ผู้นี้ใครคือพระผู้อภิบาลของเจ้า? ศาสนาที่เจ้านับถือคืออะไร? และใครคือนบีของเจ้า?- ท่านฮันาด(ผู้หนึ่งในสายรายงาน) กล่าว(รายละเอียดเพิ่มเติมดังนี้)-จะมีมะลาอิกะห์สองท่านมาจับเขานั่งและถามเขาว่าใครคือพระผู้อภิบาลของเจ้า เขาตอบว่าว่า “อัลลอฮ์” มะลาอิกะห์ฯ ถามเขาต่อไปว่า แล้วศาสนาของเจ้าคืออะไร ? เขาตอบว่า “อัลอิสลาม” มะลาอิกะห์ฯ ถามต่อไปว่า ใครคือผู้ที่ถูกแต่งตั้งไปยังพวกเจ้า เขาตอบว่าท่านคือร่อซูลุ้ลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม มะลาอิกะห์ฯ ถามว่าเจ้ารู้ได้อย่างไร? เขาตอบว่า ฉันได้อ่านคัมภีร์ของอัลลอฮ์ ฉันศรัทธาและเชื่อคัมภีร์นั้น –ในรายงายของท่านญาบิรระบุว่าท่านร่อซู้ลกล่าวต่อไปว่า- นั่นแหละคือความหมายของอายะห์นี้ “อัลลอฮ์จะทรงทำให้บรรดาผู้ศรัทธามั่นคง (สามารถตอบคำถามเหล่านั้นได้)” ต่อมามีผู้ประกาศมาจากฟากฟ้าว่า ”หากบ่าวของฉันสัจจริง ก็จงเปิดประตูไปสู่สวรรค์แก่เขา และหาอาภรณ์จากสวรรค์ให้เขาสวมใส่” ท่านนบีฯ กล่าวต่อไปว่า ความสุขจากสวรรค์จะท้วมท้นมายังเขา หลุมศพของเขาจะถูกขยายกว่างออกสุดสายตา ส่วนกาเฟร(ผู้ปฏิเสธศรัทธา) ท่านเล่าถึงสภาพการตายของเขาและกล่าวว่า ต่อมาวิญญาณจะถูกคืนสู่ร่างเขา จะมีมลาอิกะห์สองท่านจับเขานั่งพร้อมกับกล่าวแก่เขาว่าใครคือพระผู้อภิบาลของเจ้า? เขาก็จะตอบว่าหือ หือ หือ และก็หือ (คือตอบไม่ได้) ฉันไม่ทราบ ทั้งคู่จะถามเขาต่อไปว่าอะไรคือศาสนาของเจ้า? เขาก็จะตอบว่า หือ หือ ฉันไม่ทราบ ทั้งคู่ถามเขาต่อไปว่าชายผู้ที่ถูกแต่งตั้งมายังพวกเจ้าคือใคร? เขาก็จะตอบ(เช่นกัน)ว่า หือ หือ ฉันไม่ทราบ ทันใดนั้นก็มีผู้ประกาศมาจากฟากฟ้าว่า ”หากบ่าวของฉันกล่าวเท็จ ก็จงปูพื้นแก่เขาจากไฟนรกและจงให้เขาสวมใส่จากไฟนรก อีกทั้งจงเปิดประตูไปยังนรกแก่เขา” ความร้อนและพิษภัยจากนรกจะพรั่งพรูมาหาเขา หลุมศพของเขาจะถูกทำให้แคบลงและบีบอัดกระดูกซี่โครงของเขาจนเข้าประสานกัน ผู้ตาบอดและเป็นใบ้ (มะลาอิกะห์) จะได้รับมอบหมาย(ให้เฝ้าลงโทษเขา) โดยในมือ (มะลาอิกะห์ท่านนี้) มีค้อนเหล็กหากนำไปทุบขุนเขามันก็จะกลายเป็นผงดิน แล้วท่านก็ตีเขาด้วยค้อนเหล็กนั้น เขาจะสงเสียงร้อง(ด้วยความเจ็บปวด)ซึ่งจะได้ยินไปไกลเท่าทิศตะวันออกถึงทิศตะวันตก เขาถูกตีจนกลายเป็นผงดินแล้วถูกฟื้นคืนชีวิตให้ใหม่อีกครั้งหนึ่ง
ส่วนดุอาอ์ที่ท่านนะบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม กล่าวเพื่อขอความคุ้มครองต่ออัลลอฮ์ ให้พ้นจาการลงโทษในหลุมศพก็ดีหรือการสอบสวนก็ดี มีปรากฏชัดเจนทั้งในบันทึกของอิหม่ามบุคอรี มุสลิม อะบูดวู๊ด อัตติรมิซี่ย์ อันนะซาอี่ญ์ และท่านอื่นๆ
ลักษณะมะลาอิกะห์ผู้ทำการสอบสวน
عَنْ أَبِي هُرَيْرَةَ قَالَ قَالَ رَسُولُ اللَّهِ صَلَّى اللَّهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ إِذَا قُبِرَ الْمَيِّتُ أَوْ قَالَ أَحَدُكُمْ أَتَاهُ مَلَكَانِ أَسْوَدَانِ أَزْرَقَانِ يُقَالُ ِلأَحَدِهِمَا الْمُنْكَرُ وَاْلآخَرُ النَّكِيرُ فَيَقُولاَنِ مَا كُنْتَ تَقُولُ فِي هَذَا الرَّجُلِ فَيَقُولُ مَا كَانَ يَقُولُ هُوَ عَبْدُ اللَّهِ وَرَسُولُهُ أَشْهَدُ أَنْ لاَ إِلَهَ إِلاَّ اللَّهُ وَأَنَّ مُحَمَّدًا عَبْدُهُ وَرَسُولُهُ فَيَقُولاَنِ قَدْ كُنَّا نَعْلَمُ أَنَّكَ تَقُولُ هَذَا ثُمَّ يُفْسَحُ لَهُ فِي قَبْرِهِ سَبْعُونَ ذِرَاعًا فِي سَبْعِينَ ثُمَّ يُنَوَّرُ لَهُ فِيهِ ثُمَّ يُقَالُ لَهُ نَمْ فَيَقُولُ أَرْجِعُ إِلَى أَهْلِي فَأُخْبِرُهُمْ فَيَقُولاَنِ نَمْ كَنَوْمَةِ الْعَرُوسِ الَّذِي لاَ يُوقِظُهُ إِلاَّ أَحَبُّ أَهْلِهِ إِلَيْهِ حَتَّى يَبْعَثَهُ اللَّهُ مِنْ مَضْجَعِهِ ذَلِكَ وَإِنْ كَانَ مُنَافِقًا قَالَ سَمِعْتُ النَّاسَ يَقُولُونَ فَقُلْتُ مِثْلَهُ لاَ أَدْرِي فَيَقُولاَنِ قَدْ كُنَّا نَعْلَمُ أَنَّكَ تَقُولُ ذَلِكَ فَيُقَالُ ِلْلأَرْضِ الْتَئِمِي عَلَيْهِ فَتَلْتَئِمُ عَلَيْهِ فَتَخْتَلِفُ فِيهَا أَضْلاَعُهُ فَلاَ يَزَالُ فِيهَا مُعَذَّبًا حَتَّى يَبْعَثَهُ اللَّهُ مِنْ مَضْجَعِهِ ذَلِكَ
อะบูฮุรอยเราะกล่าวว่า ท่านร่อซูลุ้ลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม กล่าวว่า “เมื่อผู้ตาย-บางกระแสระบุว่า-เมื่อผู้หนึ่งจากพวกท่าน ถูกฝังแล้ว จะมีมะลาอิกะห์สองท่านมาหา ซึ่งมีสีดำออกเขียว ท่านหนึ่งถูกเรียกว่า อัลมุงกัร อีกท่านหนึ่งถูกเรียกว่า อัลนะกีร ทั้งคู่จะถามผู้ตายว่า “เจ้าว่าอย่างไรเกี่ยวกับกับชายผู้นั้น (ท่านนะบี) ?” เขาจะตอบว่า “ก็กล่าวตามที่เคยกล่าวไว้(ครั้งเมื่ออยู่ในดุนยา) ว่า เขาคือบ่าวของอัลลอฮ์ เป็นร่อซู้ลของพระองค์ โดยฉันปฏิญาณว่าไม่มีผู้ที่คู่ควรแก่การเคารพกราบไหว้อื่นใดนอกจากอัลลอฮ์ และมุฮัมหมัดคือบ่าวและร่อซู้ลของพระองค์” มะลาอิกะห์ทั้งสองก็จะกล่าวแก่เขาว่า “เราทราบดีว่าเจ้าเคยกล่าวเช่นนั้น” ต่อมาหลุมศพเขาก็ถูกขยายออกตามกว้างและยาวเจ็ดสิบศอกและถูกทำให้มีแสงสว่างไสว แล้วก็มีเสียงกล่าวแก่เขาว่า “หลับเสียเถิด” เขากล่าวว่า “ฉันจะกลับไปหาครอบครัวเพื่อบอกพวกเขาถึงสิ่งดังกล่าวนี้” แต่ทั้งคู่กล่าวกล่าวแก่เขาว่า “หลับเสียเถิด เหมือนการหลับของเจ้าบ่าวที่ไม่มีผู้ใดมาปลุกเขายกเว้นผู้ที่เขารักที่สุดจากคนครอบครัวของเขา คือจนกว่าอัลลอฮ์จะให้เขาฟื้นคืนชีพจากที่พำนัก(ชั่วคราว)นั้น” แต่ถ้าหากผู้ตายเป็นหน้าไหว้หลังหลอก(มุนาฟิก) เขาสามารถกล่าวได้เพียงว่า “ฉันเคยได้ยินคนเขากล่าวกันเช่นใดฉันก็กล่าวตามนั้น (จริงๆ) แล้วฉันไม่ทราบ” มะลาอิกะห์ทั้งสองจึงกล่าวแก่เขาว่า “เราก็ทราบดีว่าเจ้ากล่าวเช่นนั้น(ครั้งเมื่ออยู่ดุนยา)” ทันใดนั้น แผ่นดินก็ได้รับคำสั่งให้บีบตัวเข้ามาและบีบอัดผู้ตายนั้นจนกระดูกซี่โคลงวิ่งสลับเข้าหากัน เขาจะถูกทรมานเช่นนั้นตราบวันที่อัลลอฮ์จะฟื้นคืนชีพแก่เขาจากที่พำนัก(ชั่วคราว)นั้น”
ประชาชาติก่อนๆ ถูกสอบสวนหรือไม่ในหลุมศพ?
มีนักวิชาการบางกลุ่มอ้างว่า การสอบสวนในหลุมศพไม่เกิดขึ้นต่อประชาชาติก่อนๆ ด้วยเหตุผลว่าพวกเขาไม่ตอบสนองคำเรียกร้องเชิญชวนของบรรดาศาสดา(บรรดาร่อซู้ล) ของพวกเขา พวกเขาจึงถูกลงโทษตั้งแต่โลกนี้ ดังนั้นจึงไม่ต้องถูกสอบสวนและลงโทษอีกในหลุมศพ มุมมองดังกล่าวดูจะไม่ถูกต้องนัก เพราะค้านต่อตัวบทหลักฐานที่ปรากฏในอัลกุรอ่านและอัซซุนนะห์ เพราะอัลกุรอ่านกล่าวถึงการลงโทษฟิรอาวน์และพลพรรคของเขาไว้ดังนี้ النَّارُ يُعْرَضُونَ عَلَيْهَا غُدُوّاً وَعَشِيّاً وَيَوْمَ تَقُومُ السَّاعَةُ أَدْخِلُوا آلَ فِرْعَوْنَ أَشَدَّ الْعَذَابِ “ไฟที่พวกเขา (ฟิรอาวน์และพลพรรค) จะถูกโยน (ลง) เหนือมัน ทั้งยามเช้าและยามบ่าย และในวันที่เกิดอัซซาอะห์ (วันกิยามะห์) จงนำพลพรรคของฟิรอาวน์ (รวมถึงฟิรอาวน์ด้วย) สู่การลงโทษที่รุนแรงกว่า”
ในบันทึกของอิหม่ามมุสลิม จากรายงานของอุรวะห์ อิบนุ ซุบัยร์ จากท่านหญิงอาอะชะห์
عُرْوَةُ بْنُ الزُّبَيْرِ أَنَّ عَائِشَةَ قَالَتْ دَخَلَ عَلَيَّ رَسُولُ اللَّهِ صَلَّى اللَّهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ وَعِنْدِي امْرَأَةٌ مِنْ الْيَهُودِ وَهِيَ تَقُولُ هَلْ شَعَرْتِ أَنَّكُمْ تُفْتَنُونَ فِي الْقُبُورِ قَالَتْ فَارْتَاعَ رَسُولُ اللَّهِ صَلَّى اللَّهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ وَقَالَ إِنَّمَا تُفْتَنُ يَهُودُ قَالَتْ عَائِشَةُ فَلَبِثْنَا لَيَالِيَ ثُمَّ قَالَ رَسُولُ اللَّهِ صَلَّى اللَّهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ هَلْ شَعَرْتِ أَنَّهُ أُوحِيَ إِلَيَّ أَنَّكُمْ تُفْتَنُونَ فِي الْقُبُورِ قَالَتْ عَائِشَةُ فَسَمِعْتُ رَسُولَ اللَّهِ صَلَّى اللَّهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ بَعْدُ يَسْتَعِيذُ مِنْ عَذَابِ الْقَبْرِ
ท่านหญิงอาอิชะห์เล่าว่า ท่านร่อซูลุ้ลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม เข้ามาหาฉันในขณะนั้นมีสตรีชาวยิวอยู่กับฉันด้วย นางกล่าวแก่ฉันว่า “เธอทราบหรือไม่ว่าพวกเธอจะถูกสอบสวนในหลุมศพ?” ท่านหญิงอาอิชะห์เล่าต่อไปว่า ท่านร่อซูลุ้ลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม รู้สึกตกใจพลางกล่าวว่า “ชนชาวยะฮู๊ดเท่านั้นที่จะถูกสอบสวนในหลุมศพ” อยู่ต่อมาหลายคืน ท่านร่อซูลุ้ลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ก็กล่าวแก่ฉันว่า “เธอทราบหรือไม่ว่าได้มีวะฮีย์มายังฉันว่าทุกคนต้องถูกสอบสวนในหลุมศพ” ท่านหญิงเล่าต่อไปว่า “ต่อมาฉันเห็นท่านร่อซูลุ้ลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ขอความคุ้มครองให้พ้นจากการสอบสวนในหลุมศพ” ท่านอิบนุกอยยิมกล่าวว่า “ตามที่ปรากฏชัดเจนนั้น-อัลลอฮ์เท่านั้นที่รู้ดียิ่งกว่า- แต่ละนะบีก็จะอยู่กับประชาชาติของตน (ผู้ที่ไม่ดี) ก็จะถูกลงโทษในหลุมศพของเขาหลังจากที่มีการสอบสวนแล้ว”
กาฟิรถูกสอบสวนหรือไม่ในหลุมศพ?
ที่ปรากฏตามหลักฐานที่ชัดเจนนั้น กาฟิรทั่วไปก็ไม่แตกต่างคนอื่นๆ พวกเขาต้องถูกสอบสวนเช่นกันในหลุมศพของพวกเขา เช่น มุนาฟิกที่ไม่สามารถจะตอบคำถามของมะลาอิกะห์ได้ ซึ่งตามรายงานพวกเขาตอบได้เพียงหือๆ หาๆ เท่านั้น
ความสุขและความทุกข์ในหลุมศพ
หมายถึงหลังจากการสอบสวนแล้วผู้ที่ตายไปจะได้รับปฏิบัติเช่นไร ตามตัวบทหลักฐานแล้ว คนดีที่มีอีมาน(ศรัทธา)มั่นคงถูกต้อง ก็จะได้รับความสุขในหลุมศพของเขา แต่ถ้าเป็นคนเลว ไม่ศรัทธา หรือหน้าไหว้ลังหลอก พวกเขาจะได้รับโทษทันธ์ในหลุมศพของเขา อิบนุอิบุ้ลอิซ ผู้อธิบายหนังสือ “อัลอะกีดะห์ อัฏฏ่อฮาวียะห์” กล่าวว่า “มีตัวบทหลักฐานมายจากท่านร่อซูลุ้ลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ระบุว่าผู้ที่ตายไปแล้วอาจได้รับสุขหรือทุกข์ก็แล้วแต่ผลแห่งการกระทำของเขาในหลุมศพของเขา เราทุกคนจำเป็นต้องเชื่อศรัทธาตามนั้น”
ชัยคุ้ลอิสลามอิบนุตัยมียะห์ กล่าวว่า “แนวทางศรัทธาของปวงมุสลิมและบรรดาผู้ยึดถือในศาสนาต่างๆ ต่างก็เชื่อว่าต้องมีวันฟื้นคืนชีพจากหลุมศพ หลังจากนั้นก็จะมีการสอบสวนแล้วมีการตอบแทนความดีและลงโทษ นอกจากนี้ยังเชื่อศรัทธาว่า มีการตอบแทน (ที่ดี) และลงโทษในบัรซัค (ห้วงเวลาที่รอคอยวันฟื้นคืนชีพ) นี่คือความเชื่อของชนชาวซะลัฟโดยทั้งมวล และเป็นแนวทางของชาวซุนนะห์วัลญะมาอะห์ มีพวกบิดอะห์เป็นส่วนน้อยที่ปฏิเสธเรื่องดังกล่าว”
การลงโทษในหลุมศพมีกล่าวถึงในอัลกุรอ่านหรือไม่?
อัลกุรอ่านกล่าวถึงการลงโทษในหลุมศพไว้หลายอายะห์ เพียงแต่บรรดาผู้ปฏิเสธทั้งไม่ยอมรับและเข้าใจเท่านั้นเอง อิหม่ามบุคอรีได้ให้ชื่อบทไว้ในหนังสือรวบรวมฮะดีษศ่อเฮี๊ยห์ของท่านว่า “บทว่าด้วยเรื่องการลงโทษในหลุมศพ” แล้วท่านก็เสนออายาตอัลกุรอ่านดังต่อไปนี้เป็นหลักฐาน
وَلَوْ تَرَى إِذْ الظَّالِمُونَ فِي غَمَرَاتِ الْمَوْتِ وَالْمَلائِكَةُ بَاسِطُوا أَيْدِيهِمْ أَخْرِجُوا أَنفُسَكُمْ الْيَوْمَ تُجْزَوْنَ عَذَابَ الْهُونِ
“และหากเจ้าคราเมื่อบรรดาผู้อธรรมอยู่ในห้วงวิกฤตของความตาย ในขณะที่มะลาอิกะห์ยื่นมือของพวกเขาออกไป (พลางกล่าวว่า) จงนำชีวิตของพวกเจ้าออกมา ในวันนี้พวกเจ้าจะได้รับการตอบแทนด้วยการลงโทษที่รุนแรงยิ่ง”
وَمِمَّنْ حَوْلَكُمْ مِنْ الأَعْرَابِ مُنَافِقُونَ وَمِنْ أَهْلِ الْمَدِينَةِ مَرَدُوْا عَلَى النِّفَاقِ لاَ تَعْلَمُهُمْ نَحْنُ نَعْلَمُهُمْ سَنُعَذِّبُهُمْ مَرَّتَيْنِ ثُمَّ يُرَدُّونَ إِلَى عَذَابٍ عَظِيمٍ
“และจากบรรดาอาหรับเร่ร่อนที่อยู่รอบพวกเจ้า มีบรรดาผู้หน้าไหว้หลังหลอกรรวมถึงจากชาวเมืองมะดีนะห์ พวกเขามั่นคงอยู่ในความกลับกลอก เจ้าไม่ทราบว่าพวกเขาคือใคร แต่เรา(อัลลอฮ์)ทรงทราบว่าพวกเขาคือใคร ไม่ช้าเราจะลงโทษพวกเขาสองครั้ง ต่อจากนั้นพวกเขาจะถูกคืนกลับไปสู่การลงโทษที่ยิ่งใหญ่”
النَّارُ يُعْرَضُونَ عَلَيْهَا غُدُوّاً وَعَشِيّاً وَيَوْمَ تَقُومُ السَّاعَةُ أَدْخِلُوا آلَ فِرْعَوْنَ أَشَدَّ الْعَذَابِ
“ไฟที่พวกเขา (ฟิรอาวน์และพลพรรค) จะถูกโยน (ลง) เหนือมัน ทั้งยามเช้าและยามบ่าย และในวันที่เกิดอัซซาอะห์ (วันกิยามะห์) จงนำพลพรรคของฟิรอาวน์ (รวมถึงฟิรอาวน์ด้วย) สู่การลงโทษที่รุนแรงกว่า”
อายะห์แรกที่อิหม่ามบุคอรีนำเสนอนั้น หมายถึงมะลาอิกะห์จะลงทันฑ์พวกเขาขณะใกล้ตาย ส่วนอายะห์ที่สองบอกถึงการลงโทษบรรดาผู้หน้าไหว้หลังหลอกทั้งหลายว่าจะเกิดขึ้นถึงสองครั้งก่อนจะเกิดการลงโทษพวกเขาในอาคิเราะห์ ครั้งที่หนึ่งคือภัยต่างๆ ที่พระองค์ให้พวกเขาประสพในดุนยารวมถึงจากน้ำมือของมุอ์มินด้วย ครั้งที่สองคือการลงโทษในหลุมศพนั่นเอง
ท่านฮะซัน อัลบะศอรี่ กล่าวว่าความหมายของข้อความที่ว่า “ไม่ช้าเราจะลงโทษพวกเขาสองครั้ง” หมายถึงในดุนยาและในหลุมศพ ท่านอิหม่ามฏ่อบะรี่กล่าวว่า “หนึ่งในสองครั้งนั้นคือการลงโทษในหลุมศพ ส่วนอีกหนึ่งครั้งนั้นอาจเป็นไปได้หลายทางตามที่กล่าวก่อนหน้าแล้ว เช่น ความหิวโหย การถูกจับเป็นเฉลยศึก การถูกสังหาร การถูกข่มเหงกดขี่ และความทุกข์ยากในรูปแบบอื่น”
อายะห์ที่สามเป็นหลักฐานที่ชัดเจนว่าพลพรรคของฟิรอาวน์(รวมถึงฟิรอาวน์ด้วย) จะได้รับการลงโทษทั้งยามเช้าและเย็นก่อนวันกิยามะห์ อิหม่ามกุรฏุบี่กล่าวว่า “ปวงปราชญ์ต่างอธิบายว่าหมายถึงการลงโทษในบัรซัค และเป็นหลักฐานชัดเจนถึงเรื่องการลงโทษในหลุมศพ”
ผู้ที่มิได้ถูกฝังในหลุมศพถูกสอบสวนหรือไม่?
คำตอบก็คือ มันจะเกิดขึ้นกับทุกผู้ทุกนามแม้จะมิได้ถูกฝังอย่างปกติก็ตาม เพราะคำว่า “การลงโทษในหลุมศพ” หรือการ “สอบสวนในหลุมศพ” นั้นเป็นการเรียกโดยรวมๆ และอิงส่วนใหญ่เท่านั้น ไม่ว่าผู้นั้นจะตายลงในสภาพใดและถูกฝังไว้ที่ใดหรือสูญเสียเรือนร่างหรือไม่ เขาก็จะได้รับการสอบสวนและหากเป็นคนไม่ดีก็จะถูกลงโทษตามกรรมที่ตนกระทำไว้
วิธีการลงโทษในหลุมศพ?
เราไม่อาจทราบได้เองว่าการลงโทษในหลุมศพนั้นเป็นอย่างไร ยกเว้นกรณีที่มีตัวบทหลักฐานยืนยันไว้ เช่น ถูกตีด้วยค้อน ถูกแผ่นดินบีบตัว อย่างนี้เป็นต้น ฉะนั้นหากผู้ใดพูดเกินกว่าที่มีตัวบท ก็เท่ากับพูดในสิ่งที่ตนไม่มีความรู้ หรือไม่ก็เป็นผู้แอบอ้างว่ารู้เรื่องราวความเร้นลับในหลุมศพ ซึ่งตามปกติไม่อยู่ในวิสัยที่สามัญชนจะหยั่งรู้ได้ คำว่าคืนวิญญาณสู่ร่าง ก็มิได้หมายความว่าจะต้องมีสภาพเหมือนที่เคยเป็นในโลกดุนยา การคืนวิญญาณสู่ร่างในหลุมศพนั้นเป็นอีกมิติหนึ่งที่ต่างโดยสิ้นเชิงจากการมีชีวิตอยู่ในดุนยา ดังนั้นจึงไม่สามารถนำมาเปรียบเทียบกันได้
การลงโทษเกิดกับร่างกายหรือวิญญาณ?
ตามความเชื่อของชาวซุนนะห์ วัลญะมาอะห์ การลงโทษดังกล่าวจะเกิดขึ้นต่อทั้งร่างและวิญญาณ ชัยคุ้ลอิสลามอิบนุตัยมียะห์กล่าวว่า “แนวทางของซะลัฟ (บรรพชนที่ดีในยุคต้นอิสลาม) และปวงปราชญ์จากประชาชาตินี้ เชื่อตรงกันว่า ผู้ที่ตายแล้วอาจได้รับสุขหรือทุกข์ขึ้นอยู่กับการกระทำของแต่ละคน และมันจะเกิดขึ้นต่อร่างกายและวิญญาณของผู้นั้น ส่วนวิญญาณของเขาหลังจากที่แยกจากร่างแล้ว จะได้รับทุกข์หรือสุขก็ได้ (ขึ้นอยู่กับผลงานของตน) และมันจะกลับคืนสู่ร้างในบางครั้ง (ตามที่ปรากฏในหลักฐาน) และได้รับทุกข์หรือสุขพร้อมกับเรื่อนร่าง”
การลงโทษดังกล่าวมีในระยะเวลาจำกัดหรือไม่?
การลงโทษในหลุมศพนั้นแบ่งได้เป็นสองประเภท เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง อัลลอฮ์ตรัสว่า
النَّارُ يُعْرَضُونَ عَلَيْهَا غُدُوّاً وَعَشِيّاً وَيَوْمَ تَقُومُ السَّاعَةُ أَدْخِلُوا آلَ فِرْعَوْنَ أَشَدَّ الْعَذَابِ
“ไฟที่พวกเขา (ฟิรอาวน์และพลพรรค) จะถูกโยน (ลง) เหนือมัน ทั้งยามเช้าและยามบ่าย และในวันที่เกิดอัซซาอะห์ (วันกิยามะห์) จงนำพลพรรคของฟิรอาวน์ (รวมถึงฟิรอาวน์ด้วย) สู่การลงโทษที่รุนแรงกว่า”
เกิดขึ้นเพียงระยะเวลาหนึ่ง เช่น การลงโทษต่อผู้ศรัทธาที่ทำบาป ซึ่งเป็นบาปที่เป็นเหตุให้ต้องได้รับโทษในหลุมศพ ระยะเวลาการลงโทษนั้นขึ้นอยู่กับโทษของผู้นั้น และการได้รับการผ่อนโทษอาจจะมาจากผู้ที่ยังมีชีวิตอยู่ขออภัยโทษให้จากอัลลอฮ์ หรือความดีใดๆ ที่มีตัวบทหลักฐานระบุว่าผู้ล่วงลับไปแล้วจะได้รับจากการกระทำของผู้ยังมีชีวิตอยู่
อะไรคือเหตุทำให้ถูกลงโทษในหลุมศพ?
อิบนุกอยยิม กล่าวไว้ในหนังสือ “อัรรั๊วห์” ว่าสาเหตุที่ทำให้ต้องถูกลงโทษในหลุมศพนั้น แบ่งได้เป็นสองคำตอบ คือโดยรวมๆ และโดยละเอียด หากกล่าวโดยรวมแล้ว เหตุที่ทำให้ต้องได้รับการลงโทษในหลุมศพนั้นก็เนื่องจากไม่ยอมรับรู้ว่าอัลลอฮ์คือใคร ละเลยคำสั่งของพระองค์ กระทำในสิ่งที่เป็นการทรยศต่อพระองค์ อัลลอฮ์จะไม่ทรงลงโทษวิญญาณหรือร่างใดหากรู้จักพระองค์ เชื่อฟังพระองค์ และไม่ฝืนคำสั่งของพระองค์ การลงโทษไม่ว่าจะในหลุมศพหรือในวันอาคิเราะห์ ทั้งหมดคือผลจากความกริ้วของพระองค์ต่อบ่าวผู้ประพฤติเลว ผู้ใดที่ทำให้พระองค์ทรงกริ้วในโลกนี้โดยไม่สำนึกตน และตายไปในสภาพดังกล่าว เขาก็จะได้รับการลงโทษในหลุมศพตามสภาพและระดับความกริ้วของพระองค์ที่มีต่อเขา ซึ่งมากบ้างน้อยบางก็ขึ้นอยู่กับแต่ละคน ต่อมาท่านได้นำเสนอเหตุที่ทำให้มนุษย์ต้องถูกลงโทษในหลุมศพโดยละเอียด ซึ่งมีเนื้อหาค่อนข้างยาวมากและต้องใช้เวลาศึกษามาก ดังนั้นจึงขอเว้นจะไม่กล่าวถึงในที่นี้
อะไรคือทางรอดพ้นจากการลงโทษ?
ท่านอิบนุกอยยิมกล่าวไว้ในหนังสือ “อัรรั๊วห์” ว่าเหตุที่จะทำให้รอดพ้นจากการลงโทษในหลุมศพนั้น แยกได้เป็นสองคำตอบคือโดยรวมและโดยละเอียด โดยรวมคือ ก่อนนอนให้สำรวจตัวเองว่ากระทำอะไรไว้บ้างในรอบวัน คือทั้งเรื่องดีและไม่ดี ให้กลับเนื้อกลับตัวต่ออัลลอฮ์จากสิ่งที่ไม่ดีที่ได้กระทำไปในรอบวันดังกล่าว ตั้งใจให้มั่นคงว่าจะไม่หวนไปกระทำอีก ให้กระทำเช่นว่านี้ทุกคืนก่อนนอน เพราะหากตายไปในสภาพดังกล่าวก็เท่ากับว่าเขาตายไปในสภาพที่กลับเนื้อกลับตัวต่ออัลลอฮ์แล้ว แต่ถ้าไม่ตายและตื่นนอนมาก็เท่ากับเขามีโอกาสมุ่งมั่นที่จะได้ทำดีต่อไปจนกว่าเขาจะได้กลับไปพบกับพระผู้อภิบาลของเขา สิ่งดังกล่าวนี้เป็นประโยชน์สูงสุดสำหรับการนอนหลับในแต่ละคืน และดียิ่งไปกว่านั้นคือหากเขาต่อท้ายการกลับเนื้อกลับตัวต่ออัลลออ์ด้วยการรำลึกถึงพระองค์ (ซิกรุ้ลลอฮ์) จนกว่าจะง่วงนอน ผู้ใดพระสงค์ดีแน่นอนเขาจะได้รับการประคับประคองเพื่อการนั้น ไม่มีความเปลี่ยนแปลงและพลังอำนาจใดๆ เว้นแต่เป็นของอัลลอฮ์เท่านั้น
ต่อมาท่านได้กล่าวถึงเหตุที่ทำให้รอดพ้นจากการลงโทษในหลุมศพโดยละเอียด ซึ่งก็มีเนื้อหาที่ยาวมากจึงขอเว้นไม่กล่าวถึงในที่นี้
วิญญาณ สารัถถะของวิญญาณ
มีความเห็นแตกต่างกันมากมายเกี่ยวกับความหมายของวิญญาณ อิบนุกอยยิมกล่าวไว้ในหนังสืออัรรั๊วห์ว่ามีความเห็นแตกต่างกันแบ่งออกเป็นหกทัศนะ และท่านได้เลือกทัศนะที่หกซึ่งเป็นมุมมองสุดว่าเป็นมุมมองที่ถูกต้องที่สุด เพราะสอดคล้องกับหลักการที่ปรากฏในกิตาบุ้ลลอฮ์และซุนนะห์ของร่อซูลุ้ลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ความหมายของวิญญาณตามทัศนะที่หกนี้คือ
“เป็นเรือนร่างที่แตกต่างจากร่างที่สัมผัสโดยสิ้นเชิง เป็นเรือนร่างในมิติของรัศมี เบาบาง ใฝ่สูง และมีชีวิต ขับเคลื่อนและส่งผลในอวัยวะต่างๆ เป็นการขับเคลื่อนลักษณะน้ำในกุหลาบ น้ำมันในมะกอก และไฟในถ่าน”
ตราบใดที่อวัยวะต่างๆ พร้อมสมบูรณ์ที่จะให้เรือนร่างอันละเอียดอ่อนดังกล่าว(วิญญาณ)สำแดงอยู่ได้ เรือนร่างอันละเอียดอ่นนั้นก็จะยังคงอยู่กับอวัยวะเหล่านั้น แต่ถ้าอวัยวะเหล่านั้นมีสภาพไม่พร้อมจะให้มันคงอยู่แล้วไซ้ ไม่ว่าจะด้วยเหตุแห่งความเสียหายใด มันก็จะแยกจากอวัยวะที่เป็นเรือนร่างที่ปรากฏเห็นภายนอกโดยแยกสู่โลกแห่งวิญญาณทันที ท่านได้หยิบยกหลักการและเหตุผลมากกว่าร้อยสิบหกเหตุผล เพื่อสนับสนุนสิ่งที่ท่านเลือกและให้เหตุผลหักล้างมุมมองต่างๆ ที่เหลือ
วิญญาณและชีวิตเป็นสิ่งเดียวกันหรือไม่?
วิญญาณที่อยู่ในร่างอาจเรียกว่าชีวิตก็ได้ เพราะขาดวิญญาณชีวิตก็สิ้น ดังนั้นหากมองจากมุมนี้ วิญญาณและชีวิตมีความหมายเดียวกัน และสามารถใช้เรียกแทนกันได้ ทั้งนี้มิได้หมายความว่าทั้งวิญญาณและชีวิตจะไม่มีอะไรเป็นพิเศษที่แตกต่างกัน ทั้งชีวิตและวิญญาณต่างมีความหมายหลายนัย บางครั้งก็มีนัยที่ตรงกันและแตกต่างกัน เช่นการเรียกวิญญาณแทนคำว่าชีวิตหรือเรียกชีวิตแทนคำว่าวิญญาณ ส่วนใหญ่หากวิญญาณยังอยู่ในร่างมักเรียกว่าชีวิต แต่ถ้าแยกจากร่างแล้วจะถูกเรียกว่าวิญญาณ ชัยคุ้ลอิสลามอิบนุตัยมียะห์กล่าวว่า
“วิญญาณที่บริหารร่างคือวิญญาณที่ถูกเป่าเข้าไป มันคือชีวิตและจะแยกจากร่างหากตายลง”
ความหมายอื่นของคำว่า “อัรรั๊วห์-วิญญาณ” คำดังกล่าวถูกใช้ในหลายความหมาย ที่มิใช่ชีวิตในเรือนร่าง เป็นการใช้ตามความหมายทางภาษาและศาสนา อากาศที่อยู่ภายในและนอกร่างกาย เลือดที่หล่อเลี้ยงหัวใจและอยู่ในเส้นเลือด หมายถึงญิบรี้ล อะลัยฮิสลาม สิ่งที่อัลลอฮ์มีไว้ช่วยเหลือเกื้อหนุนบ่าวผู้ใกล้ชิดต่อพระองค์ และยังถูกใช้อีกในหลายๆ ความหมายแต่ข้อเว้นจะไม่กล่าวถึงเพราะเกรงจะยืดยาวเกินไป
อัรรั๊วห์-วิญญาณ เป็นสิ่งถูกสร้างหรือไม่ ?
อัรรั๊วห์หรือวิญญาณนั้น เป็นสิ่งที่อัลลอฮ์ทรงสร้างมาแน่นอน แม้จะมีบางทัศนะอ้างว่ามิได้เป็นสิ่งที่ถูกสร้างมา เพราะหากพิจาณาจากตัวบทอัลกุรอ่านและอัซซุนนะห์แล้ว ไม่อาจปฏิเสธได้เลยว่าวิญญาณนั้นเป็น “มัคลู๊ก” คือสิ่งที่อัลลอฮ์ทรงสร้างมา นักวิชาการต่างยืนยันตรงกันในประเด็นนี้ ชัยคุ้ลอิสลามอิบนุตัยมียะห์กล่าวว่า “วิญญาณของมนุษย์เป็นสิ่งใหม่ที่ถูกสร้างมา (อันเป็นความเชื่อ) โดยเอกฉันท์ของบรรพชนในยุคต้นอิสลาม ปวงปราชญ์ และชาวซุนนะห์ทั้งมวล”
วิญญาณตายหรือไม่?
ในเรื่องดังกล่าวมีการแสดงทัศนะไว้ค่อนข้างกว้างขวาง แต่ที่ชัดเจนที่สุดเห็นจะได้แก่คำอธิบายของอิบนุกอยยิม ดังนี้ “อันว่าชีวิตที่ตายลงหมายถึง ชีวิต (วิญญาณ) ที่แยกจากร่าง หากความหมายของคำว่าตายตามนัยนี้ แน่นอนชีวิตลิ้มรสความตาย แต่หากหมายถึงมันดับสูญไป สิ้นไป หรือไม่เหลืออะไร ชีวิต (วิญญาณ) มิได้เป็นเช่นนั้นแน่นอน เพราะมันจะคงอยู่เพื่อรับผลตอบแทนไม่ว่าทุกข์หรือสุขก็ตาม”
อิบนุตัยมียะห์กล่าวว่า “ปรากฏชัดเจนในกิตาบุ้ลลอฮ์และอัซซุนนะห์ตลอดจนเป็นมติเอกฉันท์ของบรรพชนในยุคต้นอิสลาม ว่า วิญญาณนั้นยังคงอยู่หลังจากที่แยกจากร่างแล้ว และมันจะได้รับทุกข์หรือสุข (ตามสภาพ)” ท่านกล่าวอีกว่า “อันว่าตายหมายถึงมันแยกจากร่างนั่นเอง”
ที่พำนักของวิญญาณในบัรซัค
อิบนุกอยยิมกล่าวว่า วิญญาณแต่ละดวงนั้นมีที่อยู่และที่พำนักแตกต่างกัน บ้างก็อยู่ในระดับสูงคืออยู่ในหมู่ดวงวิญญาณชั้นสูง เช่น ดวงวิญญาณของบรรดานะบี ซึ่งก็มีความแตกต่างกันอยู่เช่นกัน ตามที่ปรากฏในรายงานเหตุการณ์อิสรอของท่านร่อซูลุ้ลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม บ้างก็อยู่ในร่างนกสี่เขียวโบกบินอยู่ในสรวงสวรรค์ วิญญาณเหล่านี้คือวิญญาณของผู้ตายชะฮีด แต่ก็มิใช่วิญญาณของชะฮีดทุกคน เพราะผู้ตายชะฮีดบางคนก็ถูกกันมิให้ได้เข้าสวรรค์เนื่องจากหนี้สินที่มิได้ชดใช้ และวิญญาณบางคนก็ได้พำนักแค่ประตูสวรรค์ด้านนอกเท่านั้น อีกหลายๆ ดวงก็ถูกกักไว้ ณ สุสานที่พวกเขาถูกฝัง ด้วยเหตุที่เบียดบังเอาของส่วนกลางที่เป็นเพียงแค่เทียนเล่มเดียว บางดวงวิญญาณก็อยู่ในเตาเผา เช่นเตาเผาสำหรับผู้ประพฤติผิดทางเพศ (ซินา) บางดวงก็อยู่ในแม่น้ำแห่งสายเลือด ดังนั้นดวงวิญญาณที่ได้รับสุขและที่ได้รับทุกข์ มีที่พำนักแตกต่างกัน
การปฏิเสธการลงโทษในหลุมศพ
มีผู้นอกรีต(ซินดีก)ไม่มากนักในอดีตที่ปฏิเสธการสอบสวนและการลงโทษในหลุมศพ เช่นกลุ่มมั๊วอ์ตะซิละห์ที่ปฏิเสธเรื่องดังกล่าวค่อนข้างชัดเจน ในยุคใหม่ก็มีกลุ่มปัญญานิยมรวมถึงกลุ่มอะห์มะดียะห์ (ก็อดยานี) ไม่ว่าจะเป็นสายร๊อบวะห์หรือลาโฮรก็ตาม การปฏิเสธของกลุ่มอะห์มะดียะห์นั้นมีวิธีการที่แยบยลกว่า เพราะมิใช่เป็นการปฏิเสธอย่างตรงไปตรงมา หากแต่ทำทีเหมือนยอมรับแต่ก็แฝงการปฏิเสธไว้
ในเว็บไซต์ของกลุมอะห์มะดียะห์สายร๊อบวะห์ มีการนำเสนอความเชื่อเกี่ยวกับชีวิตหลังความตาย ในวรรคแรกของบทความดังกล่าวมีข้อความดังนี้
كيف تكون حالة الإنسان بعد الموت؟ أقول في جواب هذا السؤال إن حالة الإنسان بعد الموت ليست في الحقيقة حالةً جديدة، بل إن حالة الدنيوية نفسها هي التي تنكشف يومئذ بجلاء أكثر. إن كيفيات العقائد والأعمال – صالحة كانت أم طالحة – تكون كامنةً في باطن الإنسان في هذا العالم، تبعث في كيانه تأثيراً خفياً ناجعاً أو سامّاً؛
มนุษย์จะมีสภาพอย่างไรหลังความตาย ฉันขอตอบคำถามดังกล่าวนี้ว่า สภาพของมนุษย์หลังความตายโดยเนื้อแท้แล้วหาใช่สภาพที่เกิดขึ้นใหม่แต่อย่างใด มันเป็นสภาพของโลกดุนยานั่นเองเพียงแต่มันปรากฏเด่นชัดขึ้น ความเชื่อต่างๆ หรือความประพฤติใดๆ จะเป็นอย่างไร กล่าวคือจะดีหรือเลว มันคือสิ่งที่ซ่อนอยู่ในตัวของมนุษย์ตั้งแต่อยู่ในโลกนี้ และมันจะสำแดงผลอย่างลับๆ ภายในว่าสุขหรือทุกข์ ในเรื่องของบัรซัคก็เช่นกัน กลุ่มนี้ให้คำอธิบายค่อนข้างยาว แต่ก็มีบทสรุปที่ไม่แตกต่างกัน กล่าวคือไม่มีปรากฏการณ์ใดๆ ในบัรซัค ยกเว้นสำนึกทางจิตของผู้ตายว่าเป็นสุขหรือเป็นทุกข์ สำนึกดังกล่าวเป็นเงาสะท้อนของชีวิตในโลกนี้ ไม่มีอะไรใหม่ และไม่มีอะไรเกิดขึ้นในห้วงเวลาแห่งการรอคอย ส่วนที่เกี่ยวข้องกับนรกสวรรค์ กลุ่มนี้ก็ให้บทสรุปไว้ว่า
فخلاصة القول إن الجنة والجحيم، بحسب تعليم القرآن الكريم، ليستا شيئًا ماديًّا جديدًا يأتي من الخارج.. وإنما هما في الحقيقة آثار الحياة البشرية وظلالُها. إنه لحق أن كل واحدة منهما ستتمثل عندئذ مجسمة.. ولكنها لا تكون في الحقيقة إلا آثار الحالات الروحانية وأظلالها. إننا لا نؤمن بجنة هي عبارة عن أشجار مغروسة غرسًا ظاهريًّا، ولا نؤمن بجحيم فيها أحجار من كبريت مادي، بل الجنة والجحيم طبقًا للعقيدة الإسلامية إنما هما انعكاسات للأعمال التي يعملها الإنسان في الحياة الدنيا.
ดังนั้นบทสรุปเกี่ยวกับสวรรค์และนรกตามที่ปรากฏในคำสอนของ อัลกุรอานุ้ลกะรีมคือมันมิใช่สิ่งใหม่และเป็นวัตถุที่ปรากฏจากภายนอก แท้ที่จริงแล้วทั้งคู่เป็นผลสะท้อนของชีวิตมนุษย์(ในโลกนี้)และเป็นเงาสะท้อนของมัน เพียงแต่มันจะปรากฏให้เห็นเด่นชัดขึ้น มันมิใช่อะไรอื่นเว้นแต่เป็นผลสท้อนของสภาพทางจิตวิญญาณและเป็นเงาสะท้อนของมัน เรามิได้ศรัทธาว่าสวรรค์คือต้นไม้ที่ถูกปลูกแล้วเห็นได้เป็นต้น และเราก็มิได้ศรัทธาว่านรกคือหินที่หลอมละลายอันเป็นวัตถุ นรกสวรรค์ที่แท้จริงตามหลักศรัทธาของอิสลามแท้ที่จริงแล้วคือเงาสะท้อนของการกระทำที่มนุษย์ได้กระทำไว้ในโลกดุนยา ในบ้านเราเมืองเราก็มีความเชื่อทำนองนี้เช่นกันเพราะมีผู้เขียนไว้ว่า
“การสอบสวนและลงโทษในหลุมศพอะซาบุลก๊อบริ เป็นประสบการณ์ทางจิตของแต่ละคนตามการงานที่ตนประกอบไว้ เมื่อคนเราตายและอยู่ในอลัมบัรฺซักนั้น จิตกริยาของผู้นั้นจะมีความรู้สึกในกรรมดีและกรรมชั่วที่ตนได้ประกอบไว้เมื่อยังมีชีวิตอยู่ แต่ไม่ได้หมายถึงการถูกลงโทษ เช่นเราจับคนมาขังผู้ถุกขังย่อมรู้ความผิดหรือบริสุทธิ์ของตนก่อนที่จะถูกพิพากษาตัดสิน กล่าวคือคนผิดจะรู้สึกกระวนกระวายทุกข์ร้อน แต่คนถูกจะรู้สึกเฉยๆ”
“ความเชื่อเกี่ยวกับนรกสวรรค์ ความสุขในสวรรค์ที่ปรากฏในอัลกุรอ่านนั้น เป็นเพียงนิยามเชิงอุทาหรณ์ การกล่าวถึงผู้หญิงก็เพื่อแสดงความบริสุทธิ์ ความผ่องแผ้ว เพราะเมื่อเราเปรียบเทียบเรื่องความบริสุทธิ์ให้สามัญชนเข้าใจง่ายๆ เราคงไม่อ้างผู้ขายมาพรรณนา ข้อความที่ปรากฏในอัลกุรอ่านที่พาดพิงเรื่องสวรรค์และนรกนั้นล้วนเป็นอุทาหรณ์ทั้งสิ้น ข้อความที่พาดพิงถึงสวนสวรรค์หรือนรกใน กุโบรฺนั้นล้วนเป็นอุทาหรณ์เชิงเปรียบเทียบ โดยถือว่านรกหรือสวรรค์ของมนุษย์เริ่มแต่ในโลกนี้ เมื่อพูดถึงปรโลก โปรดอย่าเข้าใจผิดว่าหมายถึงโลกที่มีนางฟ้า มีหญิงรุ่นงามมากๆ เรื่องนรกสวรรค์ตามอัล-กุรอ่านไม่ใช่ตามทัศนะที่เข้าใจกันอย่างแกนๆ และผิวเผิน”
นี่คือความเชื่อที่มันแพร่เข้ามาในสังคมมุสลิมไทย!!!
ข้อตอบโต้ความเชื่อที่หลงผิด ตามที่กล่าวแล้วว่าผู้บิดเบือนและตีความคำสอนของศาสนาเกี่ยวกับการสอบสวนและลงโทษในหลุมศพนั้น มีมาช้านานแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากพวกมั๊วอ์ตะซิละห์ พวกเหล่านี้ถือหลักของปัญญาตนเป็นมาตรฐาน หลักการศาสนาในข้อใดหากว่าค้านหรือไม่กินกับปัญญาแล้วไซ้ พวกเขาก็จะตีความไปต่างๆ นาๆ เพื่อให้สอดคลองกับหลักของปัญญา การปฏิเสธของพวกมั๊วอ์ตะซิละห์เป็นการปฏิเสธลัษณะตีความ กล่าวคือมิใช่เป็นการปฏิเสธตัวบทโดยสิ้นเชิง แต่ใช้วิธีตีความ ขยายความ และเบี่ยงเบนความ ดังนั้นนักวิชาการส่วนใหญ่ในยุคอดีตจึงตัดสินคนเหล่านั้นว่าเป็นพวกฎ่อลาละห์ (หลงผิด) เพราะหากว่าผู้ใดปฏิเสธตัวบท(อัลกุรอ่านและอัซซุนนะห์)อย่างเปิดเผยและตรงไปตรงมา โดยไม่ใช้วิธีการตีความเลย แน่นอนหลังจากที่เขาได้รีบคำชี้แจงถูกผิดแล้ว เขายังดื้อด้านที่จะเชื่อหรือทำเช่นนั้นต่อไป เขาย่อมสิ้นสภาพการเป็นมุสลิม อย่างไรก็ดี การที่พวกถือหลักปัญญานิยมในอดีตได้รับการขนานนามว่าเป็นมั๊วอ์ตะซิละห์นี้ เป็นการบอกให้รู้ว่าพวกเหล่านั้นมิใช่ชาวซุนนะห์แต่อย่างใดโดยเอกฉันท์ของปวงปราชญ์ ดังนั้นผู้ใดก็ตามที่มีความคิดความเชื่อแบบเดียวกับพวกมั๊วอ์ตะซิละห์ไม่ว่าจะอยู่ในยุคใดสมัยใด ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มองค์กรหรือบุคคล พวกเหล่านั้นจะไม่ถูกนับว่าเป็นชาวซุนนะห์โดยเด็ดขาด ถ้าไม่เช่นนั้นก็จะไม่เหลือความแตกต่างระหว่างชาวซุนนะห์กับกลุ่มบิดอะห์(หลงผิด)อีกเลย บางคนเข้าใจว่าผู้ที่ปฏิบัติอิบาดาต(การเคารพภักดีต่ออัลลอฮ์ในรูปแบบต่างๆ) โดยปราศจากบิดอะห์(อุตริกรรม) ก็นับว่าเป็นชาวซุนนะห์แล้ว ตัวอย่างเช่นมีผู้รับรองเจ้าของหนังสือกุรอ่านนุ้ลมะญี๊ด บะยานุ้ลกุรอ่าน และอีกหลายๆ เล่ม ว่าเป็นชาวซุนนะห์ โดยอ้างเหตุผลว่าบรรดาผู้ที่ละหมาดญะนาซะห์ให้เขาเป็นชาวซุนนะห์และเขาก็ถูกละหมาดให้ในมัสยิดของชาวซุนนะห์ ทั้งๆ ที่ความเชื่อของเขาห่างไกลจากความเชื่อของชาวซุนนะห์ราวฟ้ากับดิน ซึ่งเป็นเรื่องอัปยศทางวิชาการจนหาที่เปรียบได้ เพราะผู้ที่เป็นนักวิชาการต่างทราบดีว่าพวกมั๊วอ์ตะซิละห์ก็ดี ก่อดะรียะห์ก็ดี ญะบะรียะห์ก็ดี ค่อวาริจญ์ก็ดี หรือกลุ่มอื่นๆ ที่มิใช่ชาวซุนนะห์ ล้วนเป็นกลุ่มฎ่อลาละห์ (หลงผิด) ทั้งสิ้น ทั้งนี้มิใช้เพราะพวกเหล่านั้นมีวิธีละหมาดต่างไปจากชาวซุนนะห์ มีวิธีจัดการกับญะนาซะห์ต่างไปจากชาวซุนนะห์ มีวิธีนิกาห์ (แต่งงาน) แตกต่างไปจากชาวซันนะห์ ฯลฯ แต่ที่พวกเขามิได้ถูกเรียกว่าเป็นชาวซุนนะห์นั้นก็เพราะความเชื่อของพวกเขาในบางด้านบางมุมโดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านหลักศรัทธาที่สำคัญ แตกต่างไปจากชาวซุนนะห์ ดังนั้นการพิสูจน์ว่าผู้ใดอยู่ในสายธารของซุนนะห์หรือไม่ โดยอาศัยเพียงการถูกฝังในกุโบรฺชาวซุนนะห์ ถูกละหมาดในมัสยิดชาวซุนนะห์ หรือปฏิบัติละหมาด ออกซะกาต ทำอัจญี โดยปราศจากบิดอะห์ ว่าเป็นชาวซุนนะห์แล้ว เป็นข้อพิสูจน์หรือเป็นหลักการที่มิเคยปรากฏมาก่อน และเป็นมาตรฐานที่ไม่เคยมีนักวิชาการท่านใดล่วงรู้มาก่อน มันเป็นมาตรฐานที่ไร้มาตรฐานตามหลักวิชาการ
ส่วนข้อตอบโต้ผู้ปฏิเสธ บิดเบือน หรือตีความเกี่ยวกับเรื่องการสอบสวนและลงโทษในหลุมศพนั้น ขอสรุปเป็นข้อๆ ดังนี้
เรื่องดังกล่าวมีตัวบทหลักฐานชัดเจน ไม่ว่าจะจากกิตาบุ้ลลอฮ์หรือจากซุนนะห์ของร่อซูลุ้ลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม
ความเชื่อดังกล่าวเป็นความเชื่อของบรรพชนในยุคต้นอิสลามโดยเอกฉันท์ เป็นแนวทางความเชื่อของปวงปราชญ์อิสลามตั้งแต่อดีตจวบจนปัจจุบัน เป็นเรื่องที่เอกฉันท์แล้วในหมู่มุสลิม ยกเว้นกลุ่มปัญญานิยม ผู้ใดที่ไม่เชื่อเรื่องดังกล่าวอาจเป็นได้ทั้งผู้หลงผิดธรรมดา ผู้นอกรีต และสิ้นสภาพการเป็นมุสลิม ซึ่งแล้วแต่วิธีการ ขั้นตอน และความรู้ของผู้นั้น
อิสฮาก พงษ์มณี 29 พฤษภาคม 2550