เสรีภาพในอิสลาม

159

เรื่อง เสรีภาพในอิสลาม บิ้สมิ้ลลาฮิ้รร่อฮฺมานิ้รร่อฮีม

… ในระบอบของอิสลามนั้น มีทั้งเสรีภาพในการพูด เสรีภาพทางความคิด เสรีภาพในการเรียนการสอน เสรีภาพในการแสวงหาปัจจัยและการใช้จ่าย เสรีภาพในการอยู่อาศัย ในการโยกย้ายหลักแหล่งและในการเดินทาง ตลอดจนเสรีภาพส่วนตัวของปัจเจกบุคคล

ซึ่งเสรีภาพต่างๆเหล่านี้ผู้เลื่อมใสต่อระบอบของอิสลามทุกคนสามารถดื่มด่ำกับมันได้ 

อย่างไรก็ดี ต้องพึงตระหนักด้วยว่า ในอิสลามนั้น ไม่มีเสรีภาพใดที่ไร้ซึ่งกรอปจำกัดและเงื่อนไข

ทั้งในเสรีภาพทั้งหมดข้างต้นที่ได้พูดถึงไป ตลอดจนในเรื่องอื่นๆ จากที่ได้กล่าวไว้ด้วย

ทว่า เสรีภาพทั้งหมดทั้งปวงนี้ล้วนถูกจำกัดโดยพันธะแห่งบทบัญญัติอิสลามที่เข้ามาวางระบบการดำเนินชีวิตให้กับผู้คน ทั้งนี้ เพื่อให้ชีวิตของพวกเขาต่างจากชีวิตของสรรพสัตว์อื่น

ดังนั้น คนๆหนึ่ง สมมติขึ้นเป็นตัวอย่างนะครับ เขาสามารถที่จะคัดสรรผู้ที่จะมาเป็นคู่ชีวิตของตนซักคน เพื่อที่เขาจะได้พักพิงอยู่กับนาง ได้โดยอิสระ ถัดจากนั้นก็มีการสมรสกันขึ้นอย่างสมบูรณ์ โดยความพึงใจของนางและความเห็นชอบของผู้ปกครองของนาง

ซึ่งการสมรสนั้นมีขึ้นอย่างสมบูรณ์โดยอาศัยทางผู้ปกครองที่ได้รับการรับรองในมุมมองของบทบัญญัติและอาศัยบรรดาบุคคลผู้เป็นพยาน

แต่อย่างไรก็ดี ไม่อนุญาตให้เขาไปสมรสกับพี่หรือน้องสาว หรือป้าและน้าสาวของนางร่วมกับนาง

ทั้งนี้ เนื่องจากมีข้อห้ามไม่ให้ทำการรวมเอาคู่พี่น้องไว้ด้วยกัน( ภายใต้พันธะสัญญาของสามีคนเดียวกัน -ผู้แปล)

ในพระดำรัสของพระองค์ที่ (มีความ) ว่า (( และการที่พวกเจ้าจะรวมเอาคู่พี่น้องเข้าไว้ด้วยกัน…)) (อันนิสาอฺ/23)

คือ ห้ามไม่ให้พวกท่านรวมเอาคู่พี่น้องเข้าไว้ด้วยกัน เพราะประโยคนี้ถูกผนวกเข้ากับประโยคที่ว่า

(( บรรดามารดาของพวกเจ้าเป็นที่ต้องห้ามแก่พวกเจ้า… )) (อันนิสาอฺ/23)

และมีข้อห้ามไม่ให้รวมสตรีและน้าสาวของนาง ตลอดจนสตรีและป้าของนางเข้าไว้ด้วยกัน ดังที่ เป็นที่ทราบกันสำหรับนักศึกษา โดยอ้างอิงจาก คำกล่าวของท่าน ศ็อลลัลลอฮุอลัยฮิวะซั้ลลัม ที่ (มีความ) ว่า

“ ท่านอย่างได้สมรสกับสตรีนางหนึ่งบนผู้เป็นป้าของนางและอย่างได้สมรสกับนางบนผู้เป็นน้าสาวของนาง ” บันทึกโดย อั้ลบุคอรีย์ ในบท การสมรส

และเมื่อถึงครั้งที่เขาปราถณาที่จะปกคลุมนาง เขาก็ต้องหลีกเลี่ยงช่วงเวลาที่นางมีประจำเดือนและมีเลือดหลังคลอดและต้องหลีกห่างจากการเข้าหานางจากทางด้านหลัง

เมื่อใดที่เขาได้รักษาเงื่อนไขของบทบัญญัติต่างๆ เหล่านี้แล้ว เขาก็เป็นอิสระในการใช้ชีวิตร่วมกับนาง ตลอดจนในการเข้าหานาง ทั้งตอนกลางวันและตอนกลางคืน ตราบที่เขาไม่ใช่ผู้ที่ถือศีลอดอยู่ และเขายังเป็นอิสระในการที่จะเข้าหานางในสภาพใดก็ได้ ในสภาพยืน นั่งหรือนอน ซึ่งถือเป็นการประพฤติตามพระดำรัสของพระองค์ พระผู้ทรงสูงส่ง ที่(มีความว่า)

(( บรรดาสตรีของพวกเจ้าคือ แหล่งเพาะปลูกของพวกเจ้า ดังนั้น พวกเจ้าจงเข้าสู่แหล่งเพาะปลูกของพวกเจ้าได้ตามที่พวกเจ้าต้องการเถิด )) อั้ลบะกอเราะฮฺ/223

ส่วนเสรีภาพทางด้านการเรียนการสอนนั้น ก็ถือเป็นสิ่งที่เปิดกว้างให้สำหรับมุสลิมที่มีความเคร่งครัดดังที่จะมีการนำเสนออย่างละเอียดต่อไป

นอกเหนือไปจากนั้น ในอิสลาม ถือว่ามนุษย์ทุกคนไม่ว่าจะเป็นชายหรือหญิงล้วนมีอิสรภาพในการพูดและความคิดเห็น โดยมีเงื่อนไขตามพันธะของบทบัญญัติ เขาสามารถสั่งใช้ให้ทำดี ห้ามปรามจากความชั่วช้า พูดกล่าวตักเตือนและเจรจาให้ข้อคิดได้ แต่ไม่อนุญาตให้เขาพูดจาไม่ดี ด่าทอ สาปแช่ง ใส่ร้าย

ทั้งนี้และทั้งนั้น เขาจะต้องรู้จักรักษามารยาทแห่งบทบัญญัติในเรื่องนี้เอาไว้ด้วย โดยให้เป็นไปดั่งคำกล่าวของท่าน อลัยฮิศศ่อลาตุวัซสลาม ที่ (มีความ) ว่า

“ผู้ใดที่ศรัทธาต่ออัลลอฮฺและวันอาคิร เขาก็จงพูดแต่สิ่งดีๆ หรือไม่ก็เงียบเสีย” บันทึกโดย อั้ลบุคอรีย์และมุสลิม

และดั่งคำพูดของท่าน อลัยฮิศศ่อลาตุวัซสลาม ที่ (มีความ) ว่า

“ผู้ศรัทธานั้น ไม่ใช่บุคคลที่ช่างจาบจ้วง ช่างสาปแช่ง ต่ำช้าและหยาบคาย” บันทึกโดย อัตติรมิซีย์ อะฮฺหมัด และอั้ลฮากิมโดยท่านแจ้งไว้ว่า ศ่อฮี้ฮฺ และท่านอั้ซซะฮะบีย์ก์เห็นด้วยกับคำแจ้งของท่าน

ส่วนข้อกล่าวอ้างของพวกเขาบางคนที่อ้างว่า ระบอบอิสลามนั้นกีดกันบุคคลจากการมีเสรีภาพในการพูดและการมีความคิด ความเห็น ในขณะที่เสรีภาพดังกล่าวกลับมีอย่างสมบูรณ์ในชาวตะวันตกผู้เป็นคริสเตียนนั้น

คนที่พูดเช่นนี้เป็นบุคคลที่กำลังเผชิญกับโรคชนิดหนึ่งที่มีชื่อโรคว่า โง่บรม

เนื่องจากการที่เขาคิดเอาเองว่าตนนั้นเป็นคนที่มีความรู้ ทั้งๆที่ตนเป็นผู้ที่ไม่มีความรู้

ดังนั้น เขาควรจะต้องเข้ามาทำการศึกษาเรียนรู้ระบอบอิสลามให้ละเอียดเพื่อจะได้สามารถแยกแยะข้อแตกต่างระหว่างระบอบอิสลามกับระบอบประชาธิปไตรได้ถูก ก่อนที่ตนจะเข้ามาออกคำตัดสินใดๆ

ทั้งนี้ เนื่องจากการออกคำตัดสินในประเด็นใดประเด็นหนึ่งนั้น เป็นผลสืบเนื่องมาจากการมองภาพรวมของประเด็นนั้นๆ ได้ออกเสียก่อน

โดยสรุปแล้ว เสรีภาพทุกชนิดที่ระบอบประชาธิบไตรได้วางไว้โดยไร้ซึ่งกรอบจำกัดนั้น ในระบอบของอิสลามก็ได้ให้การยอมรับในจำนวนมากของเสรีภาพดังกล่าว แต่ให้เป็นไปตามเงื่อนไขของพันธะทางบทบัญญัติ จึงไม่พบว่าในอิสลามนั้น จะมีความเป็นอิสระภาพที่เสรีซึ่งเป็นเอกเทศจากพันธะทางบทบัญญัติอยู่เลย ดังที่ได้กล่าวไปแล้วข้างต้น

ส่วนทางด้านเสรีภาพในการเรียนการสอนนั้น ก็ถือเป็นเสรีภาพที่ได้รับการเปิดกว้างไว้ในอิสลาม สำหรับมุสลิมที่มีความเคร่งครัด อิสลามไม่ได้กีดกันคุณจากการเรียนและการสอนในเรื่องราวต่างๆ ที่ก่อให้เกิดประโยชน์กับคุณ ทั้งที่เกี่ยวกับเรื่องศาสนาของคุณหรือที่เกี่ยวกับชีวิตทางโลก

ตราบที่เรื่องนั้นๆ ไม่ส่งผลเสียและก่ออันตราย เช่น การเรียนไสยศาตร์ โหราศาสตร์ ดาราศาสตร์และวิชาอื่นๆ ในทำนองนี้

ส่วนเสรีภาพในการแสวงหาปัจจัยเลี้ยงชีพตลอดจนการจับจ่ายใช้สอยนั้น ในประเด็นนี้เป็นประเด็นที่ได้รับการเปิดกว้างและมีการส่งเสริมให้กระทำกัน

โดยมีเงื่อนไขว่าจะต้องเป็นการทำมาหากินโดยวิธีที่สุจริตและทรัพย์สินที่ขวนขวายมาต้องเป็นของที่ฮะล้าล

จากนั้นก็ให้ใช้จ่ายทรัพย์สินดังกล่าวไปในเรื่องที่อัลลอฮฺทรงพอพระทัย ทั้งที่เป็นเรื่องที่เป็นพันธะจำเป็นต่างๆ ทางทรัพย์สิน หรือแม้กระทั้งในเรื่องที่เป็นการส่งเสริมให้กระทำก็ตาม

ส่วนเสรีภาพในการลงหลักปักฐานนั้น คุณเองสามารถที่จะไปอาศัยอยู่ที่ใดก็ได้ตามที่คุณต้องการ ในประเทศอิสลามประเทศใดก็ได้ ในตำบลไหนก็ได้ จะเป็นที่พักที่คุณถือครองเป็นกรรมสิทธ์หรือเป็นที่พักที่คุณไปเช่าหามาโดยทรัพย์สินของคุณก็ตาม แต่ต้องไม่ใช่ที่อยู่อาศัยที่คุณไปแก่งแย่งมาถือครองโดยมิชอบหรือโดยเล่ห์เพทุบายของไชตอน

ส่วนทางด้านอิสรภาพในการโยกย้ายถิ่นฐานและการเดินทางนั้น คุณเองก็มีเสรีภาพของคุณ ตราบที่การเดินทางของคุณ เป็นการเดินทางในเรื่องที่เป็นการเชื่อฟัง หรือเป็นการเดินทางในเรื่องที่ได้รับการอนุมัติไว้และไม่ใช่การเดินทางที่เป็นไปในการฝ่าฝืน โดยมีเงื่อนไขว่า จะต้องเป็นไปตามช่องทางที่ได้รับการอนุมัติเอาไว้

ทั้งนี้ นอกเหนือจากเงื่อนไขที่ได้กล่าวไปข้างต้นนี้แล้ว สำหรับการเดินทางของสุภาพสตรีนั้น จะต้องมีสามีหรือญาติๆ ที่เป็นที่ต้องห้ามไม่ให้แต่งงานกับนางได้อย่างถาวร เช่น บิดาของนาง พี่หรือน้องของนาง ตลอดจนลุงหรืออาของนาง

ซึ่งบุคคลเหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็นบุคคลที่แทบจะไม่ยอมให้แม้แต่สุนัขป่าตัวใดเข้าถึงตัวของนางได้ นอกจากจะต้องข้ามศพของพวกเขาไปเสียก่อน ร่วมเดินทางไปกับนางด้วย

เงื่อนไขนี้ถือเป็นเงื่อนไขที่ถูกวางไว้สำหรับการเดินทางในทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะโดยรถยนต์ เรือ หรือเครื่องบิน ตลอดจนโดยการโดยสารบนหลังอูฐและลาหรือโดยการเดินเท้าก็เช่นกัน

อันที่จริงแล้ว เงื่อนไขและพันธะต่างๆ เหล่านี้นับเป็นการให้เกียรติกับผู้เป็นสตรีอย่างยิ่ง ยิ่งไปกว่านั้นยังเป็นการยกฐานะของเธออีกด้วย ทั้งยังเป็นการช่วยพิทักษ์และรักษาเกียรติยศและศักดิ์ศรีของเธอไว้

ซึ่งต่างจากสิ่งที่มันเกิดขึ้นในยุคญาฮิลียะฮฺแรกก่อนอั้ลอิสลาม อันได้แก่ การดูถูกและการไม่ใยดีต่อสตรี

หรือแม้กระทั่งสิ่งที่ยุคญาฮิลียะฮฺสมัยใหม่พยายามเรียกร้องกันไปสู่ ซึ่งนั่นได้แก่ ความปั่นป่วนที่กำลังแพร่สะพรัดอยู่ ซึ่งมันพยายามที่จะทำให้ผู้หญิงหลุดพ้นออกมาจากความละอายของนาง ด้วยการปฏิเสธเรื่อง ฮิญาบ และต่อต้านเรื่องการมีความละอาย

ส่วนในด้านของเสรีภาพทางความเชื่อและการที่บุคคลจะเลือกที่จะนับถือศาสนหรือลัทธิตลอดจนแนวความคิดใดๆ นั้น ท่าทีของอั้ลอิสลามต่อประเด็นนี้เป็นท่าทีที่ชัดเจนและเด็ดขาดอย่างยิ่ง โดยท่านผู้เป็นทูตแห่งทางนำ ท่านมุฮัมหมัด อลัยฮิ้ศศ่อลาตะวั้ซสลาม ได้พูดไว้ (ความ) ว่า

“ใครก็ตามที่เปลี่ยนศาสนาของตน พวกท่านก็จงสังหารเขาเสีย” บันทึกโดย ท่านอั้ลบุคอรีย์และมุสลิม

ดังนั้น ความพยายามที่จะไม่ยึดถือระบอบของอิสลาม และความไม่รู้สึกพึงใจกับเรื่องดังกล่าวนี้ ยิ่งไปกว่านั้นความพยายามที่จะปลดพันธะและเงื่อนไขต่างๆ ดังกล่าว ให้หมดไปจากสิ่งที่ได้กล่าวไปแล้วนี้ทั้งหมด คงไม่สามารถอธิบายความหมายให้เป็นอย่างอื่นที่นอกเหนือไปจากการปฏิเสธต่ออัลลอฮฺได้ (อั้ลกุฟรุ บิ้ลลาฮฺ)

ซึ่งพรองค์คือ พระผู้ทรงประทานบทบัญญัตินี้ที่สร้างระเบียบและจัดแบบแผนให้กับชีวิตของมนุษยชาติโดยการวางเงื่อนไขและพันธะต่างๆ ของมันไว้ลงมา ทั้งนี้เพื่อเป็นการให้เกียรติแก่พวกเขาและยกสถานะของพวกเขาขึ้น โดยการจำแนกพวกเขาออกจากจำพวกของสรรพสัตว์ทั้งหลาย ด้วยกับบทบัญญัติดังกล่าวนี้นี่เอง.

บางตอนจาก หนังสือ ฮะกีก่อตุ้ดดีมุกรอตียะฮฺฯ

โดย เชค มุฮัมหมัด อะมาน อิบนุ อะลี อั้ลญามีย์

อดีตคณบดี คณะอั้ลฮะดี้ษฯ แห่งมหาวิทยาลัยอิสลาม ,มะดีนะฮฺ

ร่อฮิมะฮุ้ลลอฮฺ

อาบีดีณ โยธาสมุทร แปลและเรียบเรียง