ตอบโต้ข้ออ้าง “ไม่ใช่เวลาที่จะมาโจมตีกลุ่มมุสลิมต่างๆ ณ เวลานี้”

322

มุมมองของนักวิชาการอาวุโสร่วมสมัย

คำพูดของอาลีอัซซอบูนี่ถูกตีพิมพ์ ในวารสารอัล-มุจตะมะอ์ กระบอกเสียงของ  อิควาน ฯ ในประเทศคูเวต  ในบทความที่สี่เขาเรียกร้องให้มุสลิมรวมตัวกันเพื่อเผชิญหน้ากับศัตรู  โดยให้ละเว้นที่จะวิพากษ์วิจารณ์ว่ากลุ่มใดถูกกลุ่มใดผิด เขาพูดว่า

            “เวลานี้ไม่ใช่เวลาที่จะโจมตีกลุ่มมุสลิมต่างๆ  ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มใดทั้งสิ้น จะเป็นกลุ่มอะชาอิเราะห์  กลุ่มอิควาน  หรือกลุ่มซูฟีก็ตาม”

            เชคอับดุ้ล อะซีซ อิบนุ อับดุลเลาะห์ อิบนุ บาซ  ได้ตอบโต้คำพูดของอาลีอัซซอบูนี่ที่เรียกร้องให้ยุติการวิพากษ์วิจารณ์กลุ่มมุสลิมต่างๆ ไว้ดังนี้ (คัดจากฟัตวาชุดที่ ๓/68)

“ไม่ต้องสงสัยเลยว่าการรวมตัวกันจนเป็นปึกแผ่นแน่นหนาของมุสลิมบนพื้นฐานของความถูกต้อง และให้ความร่วมมือกันในเรื่องดีและตักวา  เพื่อเผชิญหน้ากับศัตรูเป็นสิ่งที่ต้องกระทำอย่างยิ่ง  เพราะเป็นคำสั่งของอัลเลาะห์ที่ทรงกล่าวว่า “จงยึดถือสายเชือกของอัลเลาะห์ (ศาสนาของพระองค์) โดยพร้อมเพรียงกันและอย่าแตกแยกกัน”  พระองค์ทรงเตือนให้ระวังจากความแตกแยกขัดแย้งไว้อีกว่า “พวกเจ้าทั้งหลายอย่าได้เป็นเช่นพวกที่แตกแยกและขัดแย้งกัน  หลังจากที่ความชัดเจนต่างๆ ได้มาถึงแล้ว”  การที่มุสลิมต้องมีเอกภาพ   ก็มิได้หมายความว่าต้องละเว้นการตอบโต้การกระทำที่ผิดๆ  ความเชื่อที่ผิดๆ  ของกลุ่มซูฟีหรือกลุ่มใดก็ตาม   หามิได้  คำสั่งที่ใช้ให้ยึดสายเชือกของอัลเลาะห์นั้น  ก็คือต้องใช้กันในเรื่องดีและถูกต้อง  และห้ามปรามกันในเรื่องที่ผิด ต้องชี้แจงความจริงแก่ผู้หลงผิดไปจากความถูกต้องหรือผู้ที่เข้าใจผิดไปจากความถูกต้องด้วยหลักฐานและหลักการของศาสนา  จนกว่าทุกคนจะหันกลับมารวมตัวและปรองดองกันบนพื้นฐานของความถูกต้องและละทิ้งสิ่งไม่ถูกต้องต่างๆ  ซึ่งก็คือความหมายของดำรัสของอัลเลาะห์ที่ว่า “จงให้ความร่วมมือกันในเรื่องความดีความถูกต้อง  และอย่าร่วมมือกันในสิ่งที่เป็นบาปและการเป็นศัตรู”  อัลเลาะห์กล่าวอีกว่า “จงให้มีจากพวกเจ้า  ซึ่งหมู่คณะหนึ่งที่จะเรียกร้องไปสู่การใช้กันในสิ่งที่ถูกต้อง  ห้ามปรามกันในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง และคนเหล่านี้แหละคือผู้มีชัย”     เมื่อใดก็ตามที่คนถูกนิ่งเฉยกับการกระทำที่ผิดๆ ของผู้กระทำผิด  เมื่อนั้นเขาก็ไม่ได้ปฏิบัติตามคำสั่งของอัลเลาะห์ที่ให้ใช้กันทำความดีความถูกต้องและห้ามปรามกันให้ละเว้นสิ่งไม่ดีไม่ถูกต้อง เป็นที่ทราบดีอยู่แล้วว่าผู้วางเฉยโดยไม่ชี้แจงความถูกผิดในขณะที่เห็นคนผิด ยังกระทำในสิ่งที่ผิดๆ  ผู้วางเฉยย่อมมีบาป  และเป็นการกระทำที่ค้านต่อคำสั่งของอัลเลาะห์ที่เตือนให้ร่วมมือกับการทำความดีความถูกต้องและห้ามปรามความไม่ดีไม่ถูกต้อง  วะบิ้ลลาฮิตเตาฟีก”

 

เชคมุฮัมหมัด นาศิรุดดีน อัล-อัลบานี่   ถูกถามว่า “มุสลิมทุกวันนี้แตกออกเป็นหลายหมู่หลายคณะ  อัลเลาะห์ทรงห้ามมิให้มีความแตกแยกและขัดแย้งกัน  มุสลิมปัจจุบันแบ่งออกเป็นกลุ่มซะลัฟ  กลุ่มอัชอะรี่ย์  กลุ่มซูฟี  กลุ่มมาตุรีดี่ย์  และกลุ่ม ฯลฯ  เป็นไปได้หรือไม่หากเราละวางเรื่องหลักอะกีดะห์ด้านวะลาอ์และบะรออ์  (ให้ความรักและความร่วมมือในเรื่องถูก   แสดงตนบริสุทธิ์และปลีกตัวจากสิ่งที่ไม่ถูกไม่ต้อง)  ทั้งนี้(เพื่อรักษาความเป็นปึกแผ่นของหมู่มุสลิม)  เพื่อเผชิญหน้ากับศัตรูของอัลเลาะห์และร่อ-ซู้ลของพระองค์”

ท่านตอบไว้ดังนี้ …คำถามดังกล่าวนี้แปลกประหลาดมาก  นั่นก็แสดงว่ามุสลิมจำนวนไม่น้อยหากเราไม่พูดว่าทั้งหมด  ไม่ทราบว่าจะเผชิญหน้าและต่อสู้กับศัตรูของอัลเลาะห์อย่างไร   มุสลิมตามที่ปรากฏในคำถามนั้นแตกแยกออกเป็นหลายกลุ่มหลายคณะ เป็นเรื่องกินปัญญาผู้ถามหรือไม่หากเราจะปล่อยวางการศึกษาในเรื่องของอัลเลาะห์เพราะนั่นคืออันดับต้นๆ ของหลักอะกีดะห์ที่ร่อซู้ลถูกบัญชาใช้ “และพระผู้อภิบาลของเจ้าๆ จงให้ความยิ่งใหญ่”  อัลเลาะห์กล่าวอีกว่า “จงทราบเถิดว่าแท้จริงไม่มีผู้ที่คู่ควรแก่การเคารพกราบไหว้ที่แท้จริงนอกจากอัลเลาะห์”  และในเมื่อมุสลิมมีความขัดแย้งกันเกี่ยวกับความเข้าใจในเรื่องดังกล่าว  พวกเขาจะเป็นหนึ่งเดียวได้อย่างไรในการเผชิญหน้ากับศัตรูของอัลเลาะห์และต่อสู้กับพวกเขา  ดูประหนึ่งว่าผู้ถามและผู้ที่มีความคิดใกล้เคียงกัน ประสงค์จะให้เราละวางบทบัญญัติของอัลเลาะห์  และด้วยการละวางนี้จึงจะสามารถชนะเหนือศัตรูของอัลเลาะห์ได้  นี้คือคิดแบบอะบูเนววาส (นักกลอนในอดีตที่เคยกล่าวว่า)  จงรักษาฉันด้วยยาที่เป็นโรค

พระผู้อภิบาลของเรา ผู้ทรงสูงส่งได้กล่าวไว้ดังนี้ว่า “หากพวกเจ้าขัดแย้งกันในเรื่องใด  ก็จงนำมันกลับไปยังอัลเลาะห์และร่อซู้ลของพระองค์  ทั้งนี้หากพวกเจ้าศรัทธาต่ออัลเลาะห์และวันสุดท้าย  นั่นเป็นการดีที่สุดและเป็นการหาอธิบาย(หาข้อยุติ)ที่ดีงามยิ่ง”  พระองค์ทรงกล่าวอีกว่า “ผู้ใดที่กระทำการต่างไปจากร่อซู้ล  หลังจากที่ทางนำเป็นที่ประจักษ์ชัดแก่เขาแล้ว  อีกทั้งเจริญรอยตามแนวทางอื่นจากแนวทางของผู้ศรัทธา  เราจะให้เขาผินไปตามทางที่เขาหันเหออกไป   และเราจะนำเขาเข้านรกซึ่งเป็นบั้นปลายที่เลวร้ายยิ่ง”  ผู้ถามและผู้มีแนวคิดเช่นเดียวกับผู้ถาม พอใจกระนั่นหรือที่จะให้เราละวางอายาตที่ชัดเจนเหล่านี้   แล้วจินตนาการไปได้อย่างไรว่ามุสลิมที่ขัดแย้งแตกแยกกัน   ไม่ใช่แต่เฉพาะในด้านข้อปลีกย่อย (ในทางปฏิบัติ)เท่านั้น  หากแต่เป็นความขัดแย้งแตกแยกกันในด้านพื้นฐานการศรัทธา  จะมารวมตัวกันเป็นหนึ่งเดียวได้   หามิได้มันเป็นความแตกแยกและขัดแย้งกันในรากเง้าของพื้นฐานการศรัทธาเลยทีเดียวเพราะมันเป็นการขัดแย้งกันในเรื่องของอัลเลาะห์พระผู้อภิบาลแห่งโลกทั้งหลาย ตะบาร่อก่า วะตะอาลา (คัดจาเทปบันทึกเสียงหัวข้อเรื่อง “พื้นฐานการศรัทธาของซะลัฟ”)

 

ท่านเชคอับดุรเราะห์มาน ดิมัชกียะห์ กล่าวไว้ในหนังสือของท่านชื่อว่า “วิเคราะห์แนวตะเซาวุฟ อัร-ริฟาอียะห์”  หน้า 228-239  ดังนี้

“อาจมีคนตั้งคำถามว่าการวิเคราะห์และเขียนถึงเรื่องดังกล่าวนั้นมีประโยชน์อันใด  ในขณะที่ประชาชาติอิสลามต้องการความเป็นปึกแผ่น   และต้องห่างไกลจากความขัดแย้งทั้งหลายทั้งปวง”  ท่านตอบดังนี้

  1. หนังสือดังกล่าวเขียนขึ้นเพื่อการเป็นฏออะห์ต่ออัลเลาะห์ และเป็นการบอกให้รู้ถึงซุนนะห์ในขณะที่เกิดบิดอะห์มากมาย แต่ผู้คนส่วนใหญ่เข้าใจว่าเป็นซุนนะห์
  2. หนังสือดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อห้ามกลุ่มริฟาอียะห์หรือกลุ่มอื่นๆ จากสิ่งที่น่ารังเกียจยิ่งทั้งหลายจากการตั้งภาคีต่ออัลเลาะห์ เช่นการขอความช่วยเหลือ(ให้พ้นภัย)จากสิ่งอื่นนอกจากอัลเลาะห์   เป็นการห้ามปรามผู้ทำบิดอะห์ทั้งหลาย  ทั้งนี้ท่านร่อซู้ล ศ้อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ได้เตือนเราไว้ว่าหากเราไม่ห้ามปรามความไม่ดีงามและหากเราไม่รักษาความเป็นธรรมแล้ว  อัลเลาะห์จะให้หัวใจของเราไม่ลงรอยกัน  ไม่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน  หากว่าเหตุแห่งความไม่ประสานใจเกิดจากการไม่ห้ามปราบความผิดบาปทั่วไปที่เกิดขึ้นในหมู่เรา  แล้วท่านจะคิดเช่นไรหากเราไม่ห้ามปรามกันเรื่องการตั้งภาคีต่ออัลเลาะห์   เช่น  การวิงวอนขอความช่วยเหลือ(ให้พ้นภัย)จากสิ่งอื่นนอกจากอัลเลาะห์  การเชื่อฟังมะชายีค (ผู้อาวุโสของกลุ่ม) ในเรื่องที่เป็นมั๊วะซียะห์ (การฝ่าฝืนบัญญัติของอัลเลาะห์) และการสร้างสิ่งอุตริกรรมทั้งหลาย  สิ่งเหล่านี้มิใช่สาเหตุใหญ่ของการไม่ประสานใจของพวกเรากระนั้นหรือ
  3. การละทิ้งการใช้ให้ทำดีและห้ามปรามการทำชั่วเป็นสาเหตุสำคัญของการไม่ประสานใจระหว่างกันและกัน  และการใช้ให้ทำดีและห้ามการทำชั่ว  เป็นสาเหตุสำคัญที่จะนำไปสู่การมีเอกภาพที่แท้จริง    และเป็นหนทางรอดพ้นจากเงื่อนไขของความขัดแย้งแตกแยก
  4. การให้เอกภาพต่ออัลเลาะห์ (อัต-เตาฮีด) ดีกว่าการมีเอกภาพในหมู่มนุษย์ที่ปราศจากการให้เอกภาพต่ออัลเลาะห์ สิ่งไม่ดีงามที่ปรากฏในกลุ่มซูฟียะห์นั้น  มันรวมถึงสิ่งที่ค้านต่อหลักการให้เอกภาพต่ออัลเลาะห์ด้วย  ดังนั้นเราจะเลือกอะไร  จะเลือกการมีเอกภาพของผู้คนหรือจะเลือกการให้เอกภาพต่ออัลเลาะห์  เราเชื่อมั่นว่ารวมคนให้มาสู่การให้เอกภาพต่ออัลเลาะห์นั่นแหละคือหนทางแห่งการสร้างเอกภาพที่แท้จริงของพวกเขา  มันเป็นไปไม่ได้ที่จะรวมคนซึ่งมีความเชื่อที่แตกต่างหลากหลายมาสู่การมีเอกภาพอย่างแท้จริง  แม้ผู้ปรารถนาดีจะขยั่นขันแข็งเพื่อการนั้นเพียงใดก็ตาม  เพราะผู้ที่จะประสานใจคนได้คืออัลเลาะห์เท่านั้น  และก็พระองค์เท่านั้นที่จะทำให้พวกเขาขัดแย้งและแตกแยกกัน  พระองค์ทรงกล่าวว่า ” หากเจ้า(มุฮัมหมัด) ใช้จ่ายทุกสิ่งที่อยู่ในแผ่นดินนี้  (เพื่อประสานใจคน) เจ้าก็ไม่อาจประสานใจใครได้  อัลเลาะห์ต่างหากที่ประสานใจพวกเขา”  หลังจากที่บรรดามุสลิมเคยมีความเป็นปึกแผ่นแน่นหนาในการให้เอกภาพต่ออัลเลาะห์และในการเชื่อฟังภักดีต่อพระองค์  บิดอะห์และชิรก์ในรูปแบบต่างๆ  มาทำลายความเป็นปึกแผ่นแน่นหนาดังกล่าวเสียสิ้น  ดังนั้นสาเหตุสำคัญของความขัดแย้งแตกแยกก็คือบิดอะห์และชิรก์ทั้งหลายนั่นเอง
  5. อัลเลาะห์จะไม่ทรงให้ความช่วยเหลือใดๆ หากว่ายังมีผู้คนเช่นว่านี้อยู่  ด้วยเหตุใดเล่าอัลเลาะห์ถึงจะทรงช่วยเหลือเราให้ชนะเหนือผู้ตั้งภาคีทั้งหลาย  ในเมื่อเราเองก็ยังตั้งภาคีแบบเดียวกันกับพวกเขาอยู่
  6. บรรดาผู้ที่ห้ามเรามิให้พูดถึงความไม่ดีงามของกลุ่มซูฟีก็ดี หรือกลุ่มบิดะห์ใดๆ ก็ดี  เพราะพวกเขาเข้าใจว่าการกระทำดังกล่าวเป็นการสร้างความแตกแยกให้แก่ประชาชาตินี้  พวกเขาเข้าใจพลาดไปถนัด  ซึ่งที่จริงแล้วผู้ที่สร้างความแตกแยกและขัดแย้งนั้นก็คือกลุ่มบิดอะห์และชิรก์ทั้งหลาย  และมันคือปัจจัยหลักที่ทำให้ประชาชาตินี้ต้องระสำระสายและขาดความมีเอกภาพ
  7. พวกบิดอะห์นิยมทั้งหลายอยู่ได้อย่างสบายท่ามกลางนักปฏิรูปผู้หวังดีทั้งหลาย ไม่มีการชี้แจงและตอบโต้ใดๆ   ไม่มีการต่อต้านและขัดขวางใดๆ  เพราะกังวลเพียงว่าจะเป็นการสร้างความขัดแย้งแตกแยก   สิ่งนี้แหละจะเป็นเหตุแห่งการละอ์นะห์ (ขับไล่ให้พ้นไปจากพระเมตตาของอัลเลาะห์) เหมือนดังที่เกิดขึ้นแก่บะนีอิสรออีล  ผ่านทางคำพูดของบรรดานะบีต่างๆ  พระองค์ทรงทำให้พวกเขาไม่ลงรอยกัน  ขัดแย้งกัน  และก็แตกแยกกันในที่สุด  เพราะทั้งคนดีและไม่ดี  ทั้งคนผิดคนถูก  ต่างก็อยู่ร่วมกันโดยไม่มีการตักเตือนซึ่งกันและกันถึงสิ่งถูกผิดแต่อย่างใด  (หรืออาจมีการเตือนกันบ้างแต่ยังอยู่กินกันเป็นปกติ  ไม่มีการแยกตัวออกมาอย่างชัดเจน )
  8. คำว่าบิดอะห์นั้นมันไม่หยุดอยู่กับที่ แต่มันมีการพัฒนาตัวเองอยู่ตลอดเวลา  หากเราไม่รีบแก้ไขเสียแต่วันนี้   ไม่ช้าเราจะพบว่าเราถูกห้อมล้อมไปด้วยสิ่งที่เป็นบิดอะห์ที่สาหัสกว่าและจะยากต่อการแก้ไข
  9. เราได้รับคำสั่งให้ประกาศสิ่งที่ถูกต้อง ทั้งนี้ก็เพื่อที่เราจะได้เป็นพยานยืนยันเหนือมนุษยชาติทั้งหลาย  เหมือนดังที่ร่อซู้ล ศ้อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม จะเป็นพยานยืนยันเหนือเรา  เราถูกห้ามมิให้ปกปิดความรู้ความถูกต้องใดๆ   เพราะการปกปิดความรู้ในนิยามของศาสนาคือการบิดพลิ้วไม่ซื่อตรงและเป็นอุปนิสัยหนึ่งของบะนีอิสรออีล   และผู้คนทั้งหลายที่ด้อยความรู้มักถูกหลอกได้ง่ายด้วยรูปแบบของบิดอะห์อันหลากหลาย  แล้ววันหน้าผู้ใดเล่าจะถูกถามเมื่อไปยืนต่อหน้าอัลเลาะห์    หากไม่ใช่ผู้รักการปฏิรูปทั้งหลายที่มีความปรารถนาดี  แต่กลับปกปิดความรู้เหล่านั้นเพราะหวังเพียงเพื่อให้ผู้คนมีเอกภาพเท่านั้น …

 

เชคศอและห์ อิบนุ อุษัยมีน ถูกถามซึ่งคัดจากหนังสือของท่านที่ชื่อว่า อัศเศะห์วะห์ อัลอิสลมียะห์ ฎ่อวาบิฏ วะตัมบีอาต  หน้า 107 ว่า อะไรคือกฎเกณฑ์ในการทำงานและให้ความร่วมมือกับนักเผยแพร่เพื่อป้องกันการขัดแย้ง ?  ท่านตอบดังนี้.. แน่นอนกฎเกณฑ์ในเรื่องข้อขัดแย้งนั้นคือกลับไปหาสิ่งที่อัลเลาะห์ทรงแนะนำไว้คือ “โอ้บรรดาผู้ศรัทธาทั้งหลายจงเชื่อฟังอัลเลาะห์   จงเชื่อฟังร่อซู้ล  (และจงเชื่อฟัง) อูลิ่ลอัมริมิงกุม (หมายถึงผู้รู้หรือผู้นำ)  หากพวกเจ้าขัดแย้งกันในเรื่องใด  ก็จงนำมันกลับไปยังอัลเลาะห์และร่อซู้ลของพระองค์  ทั้งนี้หากพวกเจ้าศรัทธาต่ออัลเลาะห์และวันสุดท้าย  นั่นเป็นการดีที่สุดและเป็นการหาอธิบาย(หาข้อยุติ)ที่ดีงามยิ่ง”  และทรงกล่าวอีกว่า “ไม่ว่าพวกเจ้าขัดแย้งกันในเรื่องใด  ข้อตัดสินของมันคือกลับไปหาอัลเลาะห์”  สำหรับผู้ที่ออกห่างจากความถูกต้องโดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของอะกีดะห์ (หลักการศรัทธาเชื่อมั่น) จำเป็นที่จะต้องได้รับการตอบโต้ด้วยหลักการและเหตุผลจนความจริงความถูกต้องเป็นประจักษ์ชัดแก่เขา    เขาจำเป็นจะต้องกลับมาสู่ความถูกต้องนั้นทันที    ส่วนความผิดพลาดของเขาที่ผ่านมาก็ต้องได้รับการชี้แจ้งให้ชัดเจนว่ามันผิดถูกอย่างไร”

ท่านกล่าวไว้ในหน้าที่ 116 อีกว่า ” หากความขัดแย้งนั้นเป็นเรื่องหลักอะกีดะห์ (หลักการศรัทธาเชื่อมั่น) ความขัดแย้งนั้นต้องได้รับการแก้ไข   หลักศรัทธาใดๆ ที่แย้งกับหลักศรัทธาของซะลัฟจำต้องได้รับการปฏิเสธอย่างสิ้นเชิง  และต้องมีการเตือนให้ระวังถึงภัยของบรรดาผู้ที่ดำเนินอยู่ในแนวทางดังกล่าว  อันเป็นหนทางที่ค้านต่อแนวทางซะลัฟ”

และกล่าวไว้ในหน้าที่ 148 อีกว่า “พวกเหล่านั้นขัดแย้งกับเราในเรื่องหลักอะกีดะห์  ซึ่งเป็นการขัดแย้งต่อแนวทางของบรรดาศ่อฮาบะห์และตาบิอีน (ลูกศิษย์ศ่อฮาบะห์) พวกเหล่านี้ต้องได้รับการตอบโต้ชี้แจง  และจะยอมรับความขัดแย้งนั้นมิได้”

 

อ.อิสหาก พงษ์มณี แปลและเรียบเรียง