ตอบผู้ที่ปฏิเสธบทลงโทษบุคคลที่ตกศาสนา และออกจากอิสลามทำไมถึงถูกประหาร

685

หลักการว่าด้วยการประหารชีวิตผู้เปลี่ยนศาสนา  เป็นหลักที่ได้จากซุนนะฮฺที่ถูกต้อง และเป็นมติเอกฉันท์ของประชาชาติอิสลามตั้งแต่อดีตจวบจนปัจจุบัน  การฝืนหลักซุนนะฮฺที่ชัดเจนถูกต้องรวมถึงฝืนมติอันชัดเจนของประชาชาติอิสลามนับแต่ยุคนบี  ศ่อฮาบะฮฺ  ตาบิอีน และฯลฯ  จะเรียกการกระทำนี้ว่าอย่างไรดี จะเรียกว่าตีความ  บิดเบือน  หรือปฏิเสธ

ตัวบทที่ให้ประหารชีวิตผู้เปลี่ยนการนับถือศาสนาปรากฏชัดเจนในศ่อเฮี๊ยะฮฺอัลบุคอรีและในบันทึกของท่านอื่นๆ  แต่ขอคัดเพียงที่ปรากฏในอัลบุคอรีมาเสนอก็คิดว่าพอ  ในศ่อเฮี๊ยะฮฺอัลบุคอรี  ปรากฏดังนี้

2854 حدثنا علي بن عبد الله حدثنا سفيان عن أيوب عن عكرمة  أن عليا رضي الله عنه حرق قوما فبلغ بن عباس فقال لو كنت أنا لم أحرقهم لأن النبي  صلى الله عليه وسلم  قال لا تعذبوا بعذاب الله ولقتلتهم كما قال النبي  صلى الله عليه وسلم  من بدل  دينه فاقتلوه

…มีรายงานจากท่านอิกริมะฮฺว่าท่านอาลีได้เผาคนกลุ่มหนึ่ง  เมื่อความนี้ทราบถึงท่านอิบนุอับบาส  ท่านจึงได้กล่าวว่า หากเป็นฉันๆ จะไม่เผาคนเหล่านั้นเพราะท่านนบี ศ้อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัมกล่าวไว้ว่า  พวกท่านทั้งหลายอย่าได้ลงโทษด้วยการลงโทษของอัลเลาะฮฺ (คือการใช้ไฟเผา)” แต่ฉันจะประหารพวกเขาตามที่ท่านนบี ศ้อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม เคยกล่าวไว้ว่า ผู้ใดที่เปลี่ยนการนับถือศาสนาของเขา  พวกท่านก็จงประหารเขาเสีย

การประหารชีวิตมุรตัด(ผู้ละทิ้งศาสนา) มีปรากฏชัดเจนในฮะดีษศ่อเฮี๊ยฮฺ (อัลบุคอรี/2854,6524.อบูดาวูด/4351.อัตติรมิซี/1458.อันนซาอี/4059-4065.อิบนุมาญะฮฺ/2535.อะฮฺหมัด/1871, 1901, 2552, 2968 ,4018,22068.อิบนุฮิบบาน/4475-4476,5606 ฯลฯ)

 

ท่านอิหม่ามชาฟิอี กล่าวไว้ในอัลอุมม์ เล่ม 1 หน้า 257 ดังนี้

ومن انتقل عن الشرك إلى إيمان ثم انتقل عن الإيمان إلى الشرك من بالغي الرجال والنساء استتيب فإن تاب قبل منه وإن لم يتب قتل قال الله عز وجل ولا يزالون يقاتلونكم حتى يردوكم عن دينكم إن استطاعوا إلى هم فيها خالدون)

ผู้ใดที่เปลี่ยนจากการตั้งภาคีมาสู่การศรัทธา  ต่อมาก็เปลี่ยนจากการศรัทธาไปสู่การตั้งภาคี ไม่ว่าผู้นั้นจะเป็นชายหรือหญิงที่บรรลุศาสนภาวะแล้ว ก็ให้เขาเตาบะฮฺเสีย (กลับเนื้อกลับตัว) หากเขาเตาบะฮฺก็ให้รับการเตาบะฮฺจากเขา และหากไม่เตาบะฮฺก็ให้ประหารเสีย  อัลเลาะฮฺทรงกล่าวว่า พวกเขาจะยังเข่นฆ่าพวกเจ้าจนกว่าพวกเจ้าจะเลิกนับถือศาสนาของพวกเจ้า  หากพวกเขาสามารถทำได้” )

ในหนังสืออัลมุฆนี ของอิบนุ กุดามะฮฺ  เล่ม 8 หน้า 213 ซึ่งเป็นหนังสือประมวลแนววินิจฉัยต่างๆ  ของอิหม่ามอะฮฺหมัด อิบนุ ฮัมบัล   ปรากฏข้อความดังนี้

كتاب المرتد المرتد هو الراجع عن دين الإسلام إلى الكفر قال الله تعالى ومن يرتدد منكم عن دينه فيمت وهو كافر فأولئك حبطت أعمالهم في الدنيا والآخرة وأولئك أصحاب النار هم فيها خالدون البقرة وقال النبي صلى الله عليه وسلم من بدل دينه فاقتلوه وأجمع أهل العلم على وجوب قتل المرتد وروي ذلك عن أبي بكر وعمر وعثمان وعلي ومعاذ وأبي موسى وابن عباس وخالد وغيرهم ولم ينكر ذلك فكان إجماع

บทว่าด้วยมุรตัด  มุรตัดหมายถึงผู้ที่เลิกนับถืออิสลามโดยกลับไปสู่การปฏิเสธ  อัลเลาะฮฺทรงกล่าวว่า  ผู้ใดก็ตามจากพวกเจ้าที่ออกจากศาสนาไป แล้วตายในสภาพที่เป็นกาฟิร บรรดาคนเหล่านั้น การงานของพวกเขาไร้ผลทั้งในโลกนี้และโลกหน้า  บรรดาคนเหล่านั้นคือชาวนรก พวกเขาจะอยู่ในมันตลอดไป อัลบะก่อเราะฮฺ  และท่านนบี ศ้อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม กล่าวว่า “ผู้ใดเปลี่ยน (การนับถือ) ศาสนา (อิสลาม) ของเขา (ไปนับถือศาสนาอื่น) พวกเจ้าก็จงประหารเขาเสีย”  อีกทั้งนักวิชาการต่างเห็นสอดคล้องกันว่า จำเป็นต้องประหารชีวิตผู้ละทิ้งศาสนา  ซึ่งมีรายงานมาจาก ท่านอะบูบักร์  อุมัร  อุษมาน  อาลี  มุอาซ  อะบูมูซา  อิบนุ อับบาส  คอลิด และท่านอื่นๆ ในเรื่องดังกล่าวไม่มีข้อโต้แย้งใดๆ  ดังนั้นมันจึงเป็นมติเอกฉันท์

สิ่งที่นำเสนอไปแล้วนี้คงพอเพียงที่จะยืนยันว่า  สิ่งดังกล่าวเป็นหลักการหนึ่งของอิสลาม  และการอ้างเพียงว่าไม่พบในอัลกุรอ่านเป็นการอ้างที่ไม่อาจรับได้ เพราะท่านนบีได้ระบุให้ประหารชีวิตผู้ละทิ้งศาสนอิสลาม  อีกทั้งนักวิชาการในอดีต ไม่ว่าจะเป็นท่านอะบูบักร์ อุมัร อุษมาน อาลี  และท่านอื่นๆ ต่างก็เห็นพ้องต้องกันในเรื่องดังกล่าว ไม่มีผู้ใดในอิสลามที่เห็นเป็นอื่น ฉะนั้นผู้ปฏิเสธในเรื่องนี้ต้องเตาบะฮฺสถานเดียว และผู้ใดที่ปกป้องคนเช่นนี้ก็เท่ากับว่าปกป้องผู้ทำลายหลักการอิสลาม คือหลักการที่ว่าต้องประหารชีวิตผู้ละทิ้งอิสลามไปสู่กุฟร์ (การปฏิเสธ)

อนึ่ง อิสลามมิได้บังคับให้นับถือศาสนาอิสลามแต่อย่างใด และการที่ผู้หนึ่งผู้ใดมายอมรับนับถืออิสลามแล้วก็ให้ถือว่าเป็นการยอมรับกติกาดังกล่าวด้วย กติกาที่ว่าก็คือไม่ยินยอมให้เปลี่ยนไปนับถือศาสนาอื่นหรือไม่ยอมให้ละทิ้งอิสลามโดยเด็ดขาด หากละทิ้งก็จะมีโทษถึงประหาร  ดังนั้นการบังคับให้นับถือศาสนากับการประหารผู้ละทิ้งศาสนาจึงเป็นคนละประเด็นกัน

ข้อมูลจาก อ.อิสหาก พงษ์มณี

จากวาทกรรมที่พูดเกี่ยวกับอิสรภาพทางความคิด ซึ่งส่งผลให้เกิดแนวความคิดต่อต้านและปฏิเสธต่อบทบัญญัติเรื่องบทลงโทษของผู้ที่ตกศาสนา

โดยอ้างเหตุผลว่าบทบัญญัติดังกล่าวนี้ขัดแย่งกับวาทกรรมที่ได้กล่าวถึง ตามคำกล่าวอ้างของผู้ที่มีความคิดเห็นเช่นนั้น

พวกเขากล่าวกันว่า เป็นเพราะไม่มีรายงานใดเลยที่ระบุว่า ท่านร่อซู้ลศ็อลลัลลอฮุอลัยฮิวะซั้ลลัม เคยประหารผู้ตกศาสนาคนใดทั้งสิ้น

และยังบอกกันอีกว่าและเป็นเพราะบทบัญญัติในเรื่องนี้ถือเป็นสิ่งที่ขัดกับ พระดำรัสของพระองค์พระผู้ทรงสูงส่งที่ว่า

(لاَ إِكْرَاهَ فِيالدِّينِ)

((ไม่มีการบังคับแต่ประการใดในเรื่องของศาสนา))

พวกเขายังพูดกันอีกว่าและเป็นเพราะมาตรการในการลงโทษผู้ตกศาสนานั้น ไม่ได้มีการระบุไว้ในอั้ลกุ้รอาน.

 

ทั้งหมดนี้คือข้อมูลโดยสังเขป เท่าที่ผมค้นพบได้จากสิ่งที่พวกเขาพยายามยกกันขึ้นมาเป็นเหตุผลในประเด็นๆ  นี้.

ซึ่งคำตอบสำหรับคำกล่าวอ้างข้างต้นมีดังนี้.

1. มาตรการในการลงโทษผู้ตกศาสนาเป็นสิ่งที่ได้รับการยืนยันอย่างแน่นหนาโดยมติเอกฉันฑ์ของบรรดานักวิชาการทางฟิกฮฺ

ท่านอิบนุกุ้ดดามะฮฺ ได้กล่าวไว้ ในหนังสือ อั้ลมุฆนีย์ (8/126) ว่า

ข้อที่สี่หมายถึง ในประเด็นที่เกี่ยวกับเรื่องของบทบัญญัติที่เกี่ยวข้องกับผู้ที่ตกศาสนา : คือ ถ้าหากว่าเขาผู้นั้นไม่ยอมกลับเนื้อกลับตัว

เขาก็จะต้องถูกประหารชีวิต ซึ่งถือว่าเป็นคำพูดของนักวิชาการฟิกฮฺโดยรวม

2. การประหารผู้ตกศาสนานั้น ถือเป็นการพิทักษ์หลักความเชื่อเอาไว้ให้พ้นจากพฤติกรรมเหลวไหลต่างๆ

ทั้งนี้เนื่องจากทางบทบัญญัติ ได้มีการให้การพิทักษ์และปกป้องสิ่งที่เป็นความจำเป็นทั้งห้าประการเอาไว้

อันได้แก่ หลักความเชื่อ ชีวิต เกียรติยศ เชื้อสาย และทรัพย์สิน ตลอดจนความสงบเรียบร้อย

3. สำหรับกรณีที่อ้างว่า มาตรการการลงโทษผู้ตกศาสนานั้น ไม่ได้มีการกล่าวถึงไว้ในอั้ลกุรอานแต่ประการใด

อันที่จริงแล้วเรื่องดังกล่าวนี้ มีปรากฏอยู่ในซุนนะฮฺที่ศ่อเฮียฮะฮฺ เช่นคำกล่าวของท่านร่อซู้ล ศ็อลลัลลอฮุอลัยฮิวะซั้ลลัมที่ว่า

من بدَّل دينه فاقتلوه

“ผู้ใดที่เปลี่ยนการนับถือศาสนาของตนพวกท่านก็จงสังหารเขาผู้นั้นเสีย”

และคำกล่าวของท่าน ศ็อลลัลลอฮุอลัยฮิวะซั้ลลัมที่ว่า

لا يحل دم امرئ مسلمإلا بإحدى ثلاث – الثيِّب الزاني – والنفس بالنفس – والتارك لدينه المفارق للجماعة

“เลือดของบุคคลที่เป็นมุสลิมนั้นไม่ถือเป็นที่อนุมัตินอกจากด้วยกับหนึ่งในสามกรณีนี้เท่านั้นผู้ที่เคยผ่านการสมรสแล้วที่ไปกระทำการผิดประเวณี

ชีวิตด้วยชีวิตและผู้ที่ละทิ้งศาสนา ผู้ที่แตกแยกออกจากอั้ลญะมาอะฮฺ”

พระองค์พระผู้ทรงสูงส่งได้ตรัสไว้ว่า

وَمَا آتَاكُمُالرَّسُولُ فَخُذُوهُ وَمَا نَهَاكُمْ عَنْهُ فَانتَهُو))

((และอะไรก็ตามที่ท่านร่อซู้ลได้นำมาให้แก่พวกเจ้าพวกเจ้าก็จงยึดมันไว้เถิด และอะไรก็ตามที่ท่านได้ห้ามปรามพวกเจ้าไว้พวกเจ้าก็จงยุติเสีย))

ซึ่งแน่นอนว่า ท่านร่อซู้ลได้ออกคำสั่งไว้ให้ทำการสังหารบุคคลที่เปลี่ยนการนับถือศาสนาดังนั้น การสังหารบุคคลดังกล่าวจึงถือเป็นเรื่องจำเป็น

4. ส่วนพระดำรัสของพระองค์พระผู้ทรงสูงส่งที่ว่า

(لاَ إِكْرَاهَ فِيالدِّينِ)

((ไม่มีการบังคับแต่ประการใดในเรื่องของศาสนา))

ความหมายของพระดำรัสนี้ หมายความว่า ไม่มีผู้ใดทั้งสิ้นที่ถูกบังคับเพื่อให้เข้ามาสู่ศาสนาอิสลาม.

ส่วนมาตรการการลงโทษผู้ตกศาสนานั้นเป็นบทลงโทษสำหรับกรณีที่มีการออกจากศาสนาอิสลามไม่ใช่เพื่อให้มีการเข้ารับอิสลามแต่ประการใด.

ทั้งนี้ เนื่องจากบุคคลใดที่ได้เข้าสู่ศาสนาอิสลามแล้วก็เท่ากับว่า เขาได้ยอมรับแล้วว่าอิสลามคือ สัจธรรม คือ ของจริง

แต่แล้วในภายหลังเขากลับทำการละทิ้งอิสลามไปทั้งๆที่รู้ว่าอะไรคืออะไรจึงถือได้ว่าบุคคลดังกล่าวเป็นบุคคลที่ทำเป็นเล่นกับเรื่องศาสนา

ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่คู่ควรกับโทษประหาร ทั้งนี้ เพื่อเป็นการพิทักษ์หลักเชื่อมั่นไว้ให้ปลอดภัยจากพฤติกรรมอันเหลวไหลนั่นเอง

5. เสรีภาพทางความคิดนั้นจะมีได้กับกรณีที่เอื้อกับการใช้ความคิดและความเห็นซึ่งเรื่องเกี่ยวกับหลักเชื่อมั่นและเรื่องของศาสนานั้น

เป็นเรื่องที่ไม่อำนวยให้ใช้ความคิดใส่ความเห็นลงไปในเรื่องดังกล่าว

เนื่องจากเรื่องราวในกรณีเหล่านี้ล้วนมีที่มาที่ไปที่ตั้งอยู่บนการเชื่อมั่น การยอมรับและการยอมจำนนนั่นเอง

6. มาตรการการลงโทษผู้ตกศาสนานั้นถือเป็นขอบเขตหนึ่งจากบรรดาขอบเขตของอัลลอฮฺที่ไม่อนุญาตให้กระทำการละเว้นใดๆได้ไม่ว่าจะในกรณีใดก็ตาม ท่านร่อซู้ล ศ็อลลัลลอฮุอลัยฮิวะซั้ลลัม ได้กล่าวไว้ว่า

ويم الله لو أن فاطمةبنت محمد سرقت لقطعت يدها

“สาบานต่ออัลลอฮฺว่าถ้าหากฟาติมะฮฺบุตรสาวของมุฮัมหมัดไปลักขโมย ฉันจะทำการตัดมือของนางเสียอย่างแน่นอน”

ซึ่งมาตรการในการลงโทษผู้ที่ตกศาสนานั้นถือได้ว่าเป็นเรื่องที่ใหญ่กว่ามาตรการในการลงโทษในกรณีของการลักขโมย

ซึ่งท่านนบีศ็อลลัลลอฮุอลัยฮิวะซั้ลลัมนั้นท่านได้ห้ามไม่ให้มีการขอผ่อนปรนในกรณีที่เกี่ยวกับบทลงโทษที่เป็นขอบเขตของอัลลอฮฺ

โดยท่านได้เน้นย้ำในเรื่องนี้ไว้อย่างแน่นหนาเลยทีเดียว

7. ส่วนเหตุผลที่ยกกันขึ้นมาว่า ไม่มีการยืนยันใดๆ ทั้งสิ้นที่ให้การยืนยันว่า

ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอลัยฮิวะซั้ลลัม ได้เคยประหารผู้ตกศาสนาคนใดสักคนนั้น

คำตอบของเรื่องนี้ก็คือ จริงๆแล้วที่ท่านร่อซู้ลละที่จะกระทำเช่นนั้นเนื่องจากมีอุปสรรค

ซึ่งอุปสรรคดังกล่าวก็ได้แก่คำพูดของท่าน ศ็อลลัลลอฮุอลัยฮิวะซั้ลลัม ที่ว่า

لا يتحدث الناس أنمحمداً يقتل أصحابه

“เพื่อไม่ให้ผู้คนไปพูดกันว่ามุฮัมหมัดฆ่าพวกพ้องของตัวเอง”

وصلى الله على نبينا محمدوآله وصحبه وسلم.

เขียนโดย ศอและฮฺ บิน เฟาซาน อั้ลเฟาซานกรรมการองค์กรนักวิชาการอาวุโส 19/7/1433

แปลและเรียบเรียงโดย อาบีดีณ  โยธาสมุทร 21/11/1435

ต้นฉบับจาก  http://www.alfawzan.af.org.sa/node/13970

 

ทำไมมุสลิมที่ออกจากศาสนาอิสลาม ถึงได้ถูกโทษประหาร ?

โดย อ.คอลิด ปานตระกูล

คำตอบ

1- อิสลามไม่เคยบังคับใครให้เข้าศาสนา แต่ให้ผู้นั้นได้ศรัทธาด้วยตัวเอง ได้คิดไตร่ตรองทุกสิ่งอย่างก่อนที่จะกล่าว กะลิมะฮชะฮาดะฮ-คำปฏิญานตน-ยืนยัน สัญญาว่าจะปฏิบัติตามหลักการอิสลามทุกประการ

2- ก่อนที่เขาจะรับอิสลาม แสดงว่าเขาได้อ่านคำสอน ข้อห้าม ข้อใช้ บทลงโทษทุกอย่างแล้วมิใช่หรือ เขายอมรับมิใช่หรือว่ากฏข้อนี้ –ใครทิ้งศาสนาโดนประหาร -? เขายอมรับเรื่องหลักการศรัทธาหกประการ จะปฏิบัติหลักอิสลามห้าประการ เขายอมรับว่า ถ้าเขาตายในอิสลาม พ่อแม่พี่น้องเขาที่ไม่ได้ศรัทธา ไม่มีสิทธิกินมรดกของเขา เช่นกันถ้าพวกเหล่านี้ตาย เขาก็ไม่สามารถกินมรดกได้ เขายอมรับหรือไม่ยอมรับก่อนเข้าอิสลาม ?ถ้าท่านขโมยก็ถูกตัดมือ ถ้าฆ่าคนตายโดยเจตนาท่านก็ถูกประหาร……….. ตลอดจนทุกหลักการอิสลาม 


3- ถ้าเขายอมรับแล้ว เขาก็เหมือนมุสลิมนับล้านๆคนที่ยอมรับกฏข้อนี้ ?


4- ดังนั้นอิสลามทำตามสัญญาที่ท่านได้ให้ไว้ตอนเข้าอิสลาม ว่าท่านจะปฏิบัติตามหลักการทุกข้อของศาสนาอิสลาม เมื่อท่านบิดพริ้วถือว่าท่านผิดสัญญามิใช่หรือ ?

5- ประการสำคัญที่สุดคือ นี่คือการปกป้องศาสนามิให้ผู้ใดมาหยามเหยียดตามอำเภอใจ มิให้เป็นเยี่ยงอย่างต่อคนอื่นๆ จนกลายเป็นการกบฎต่อศาสนาในวงกว้าง ทำให้ศาสนาขาดความศักดิสิทธิ์ ความน่าเกรงขาม ความน่าเชื่อถือ เป็นการหมิ่นอัลลอฮผู้เป็นเจ้า หลังจากที่ท่านได้รูจักและยอมรับศรัทธาในพระองค์แล้ว เฉกเช่นผู้ที่หมิ่นกษัตริย์หรือผู้ก่อการกบฏในประเทศ มีโทษประหารมิใช่หรือ? ทั้งที่กฏนี้มนุษย์ตั้งขึ้นมาเอง ทำใมถึงต้องวางกฏหมายรุนแรงขนาดนั้น ? ดังนั้นคำตอบที่ท่านตอบ คือคำตอบที่เราตอบเช่นกัน

พวกศัตรูอิสลามใช้ประเด็นนี้ โจมตีอิสลามว่าละเมิดสิทธิมนุษยชน เลยหาข้ออ้างต่างๆนา เช่น บทลงโทษนี้ไม่มีในอัลกุรอาน อิสลามไม่บังคับในการนับถือศาสนา (แต่ลืมไปว่าอิสลามเรียกร้องให้อีมานและไม่ใด้อิสระภาพในการกุฟรต่ออัลลอฮ ) บ้างก็บอกว่า หมายถึงคนที่ออกนอกอิสลามแล้วตั้งตัวเป็นศัตรูสู้รบ (มุหาริบ) กับอิสลามเท่านั้น ส่วนพวกที่ออกไปเฉยๆ สมัครใจ ไม่ต่อต้านหรือกลับมาต่อสู้อิสลาม เช่นนี้ห้ามลงโทษพวกเขา ทั้งหมดนี้คือข้ออ้างที่เหลวใหลของศัตรูอิสลามโดยเฉพาะพวกกอดิยานีย์ ใครอยากรู้ลองอ่านหนังสือหลักการศรัทธาของนายอิบรอฮีม กุเรชี ซึ่งเล่มนี้ลอกอะกีดะฮ์แบบกอดิยานียมาจากมุฮัมมัดอาลี หัวหน้ากอดิยานีย์สาขาลาโฮร์ในหนังสือ the religion of islam ใครลองค้นแล้วมาเทียบดู มีวางขายที่ศูนย์กลางอิสลาม (โปรดระมัดระวัง คนไม่มีความรู้ ห้ามอ่าน)-ลาเหาละวะลากูวะตะอิลลาบิลลาฮ-

อิสลามตัดสินที่คำพูด การกระทำ ส่วนเรื่องเจตนาที่แท้จริงไม่มีไครรู้ได้ แต่มิได้หมายความว่าเราปล่อยคนทำผิดไปโดยอ้างว่าไม่เจตนาทำผิด หรืออ้างว่าเป็นมุสลิม ถ้าไม่เจตนาเขาต้องรีบเตาบัติตัว แก้ใขในความผิดนั้นให้คนทราบ และไม่กลับไปทำอีก ส่วนการทำผิดโดยเฉพาะเรื่องกุฟุรแล้วดื้อดึงไม่กลับตัว ปากก็บอกว่าอีมาน แต่กระทำหรือเชื่อในสิ่งที่เป็นกุฟรไม่ยอมเลิก พวกนี้คือพวกมุนาฟิกีนหรือไม่ก็เป็นพวกแฝงตัวบ่อนทำลายอิสลาม พวกนี้อันตรายต่ออิสลามและมุสลิมอย่างที่สุด

 

เรียบเรียง โดย ADMIN