วิถีแห่งสะลัฟ ศอและฮฺ

368

วิถีแห่งสะลัฟ ศอและฮฺ
โดย เชค ซอและฮฺ บิน เฟาซาน อัลเฟาซาน บรรยาย -เมื่อ ๓/๑/๑๔๓๕
เรียบเรียงโดย อาบีดีณ โยธาสมุทร

เส้นคั่น1

การสรรเสริญเป็นสิทธิของอัลลอฮฺ พระผู้ป็นเจ้าแห่งทุกสรรพสิ่ง และขอพระองค์อัลลอฮฺ ประทานการสดุดีและความสันติแด่ท่านนบีของพวกเรา ท่านมุฮัมหมัด ﷺ และแด่วงศ์วานตลอดจนมิตรสหายของท่านทั้งหมดทั้งมวลด้วยเถิด

หัวข้อนี้เป็นหัวข้อที่มีความสำคัญมากทีเดียวนั้นก็คือ “วิถีแห่งสะลัฟ ศอและฮฺ และความจำเป็นที่อุมมะฮฺจะต้องอาศัยและพึ่งพาต่อวีถีทางดังกล่าว”

ความหมายของคำว่า ซะลัฟ ศอและฮฺ ก็คือ ยุคแรกของประชาชาตินี้ อันได้แก่ บรรดาศ่อฮาบะฮฺของท่านร่อซู้ล ﷺ ทั้งที่เป็นชาวมุฮาญิรีนและที่เป็นชาวอันศ้อร อัลลอฮฺ ได้ตรัสไว้(ความ)ว่า

    “และบรรดาผู้ที่รุดหน้าไปเป็นชุดแรก ทั้งจากชาวมุฮาญิรีนและชาวอันศ้อรตลอดจนบรรดาผู้ที่ดำเนินตามพวกเขาเหล่านั้นด้วย(การดำเนินตาม)อย่างดีเลิศนั้น อัลลอฮฺได้ทรงพอพระทัยพวกเขาแล้ว และพวกเขาก็พอใจต่อพระองค์ และพระองค์ยังได้ทรงตระเตรียมบรรดาสรวงสวรรค์ที่มีธารน้ำหลายสายไหลผ่านเบื้องใต้ของมันไว้ให้พวกเขา พวกเขาจะพำนักอยู่ในนั้นอย่างนิรันดร์ นั้นคือชัยชนะที่ยิ่งใหญ่” (อัตเตาว์บะฮฺ ๙:๑๐๐)

พระองค์ ซุบฮานะฮู ได้ตรัสอีก (ความ) ว่า

        “สำหรับบรรดาผู้ขัดสนที่เป็นชาวมุฮาญิรีน ที่ถูกขับไล่ออกจากถิ่นที่อยู่ของพวกเขา และจากทรัพย์สินต่างๆของพวกเขา พวกเขาต่างมีความมุ่งหวังในความโปรดปราณและความพอพระทัยจากอัลลอฮฺ อีกทั้งพวกเขายังสนับสนุนช่วยเหลืออัลลอฮฺและร่อซู้ลของพระองค์ คนเหล่านี้แหละที่เป็นบุคคลผู้มีความสัจจริง” (อัลฮัชร์ ๕๙:๘)

อายะฮฺนี้พูดถึงบรรดามุฮาญิรีน ต่อมาพระองค์ก็ได้ทรงตรัสถึงชาวอันศ้อร(ความ)ว่า

         “และบรรดาผู้ที่ตระเตรียมบ้านเรือนและความศรัทธาไว้ก่อนหน้าพวกเขา บุคคลเหล่านี้ต่างมีความรักต่อผู้ที่อพยพเข้ามาพักพิงกับพวกเขา และบุคคลเหล่านี้ต่างไม่พบความต้องการใดๆในหัวอกของพวกเขาเลยในสิ่งที่พวกเขาเหล่านั้น(ผู้อพยพ)นำมาด้วย ทั้งพวกเขายังยอมเสียสละให้ได้ ถึงแม้จะเป็นเรื่องที่ถือเป็นสิทธิของตนก็ตาม และผู้ใดก็ตามที่ได้รับการปกป้องจากความตระหนี่ของตัวเขาเองได้สำเร็จ บุคคลเหล่านั้น ก็เป็นบรรดาผู้ได้รับชัยชนะ” (อัลฮัชร์ ๕๙:๙)

ถัดจากนั้นพระองค์ก็ได้ทรงตรัสเกี่ยวกับบุคคลที่ติดตามมาภายหลังจากพวกเขาเหล่านั้น(ความ)ว่า

         “และบรรดาผู้ที่มาภายหลังจากพวกเขา ต่างกล่าวกันว่า พระผู้เป็นเจ้าของเรา ขอพระองค์ทรงโปรดอภัยต่อเราและต่อพี่น้องของพวกเราที่รุดหน้านำพวกเราไปแล้วด้วยความศรัทธา และขอพระองค์ทรงโปรดอย่าทรงทำให้มีความขุ่นเคืองใดๆที่มีต่อบรรดาผู้ศรัทธาเกิดขึ้นในหัวใจของพวกเราเลย พระผู้เป็นเจ้าของเรา พระองค์นั้นทรงเป็นพระผู้ทรงเอ็นดู พระผู้ทรงปราณียิ่ง”  (อัลฮัชร์ ๕๙:๑๐)

ถัดจากบุคคลเหล่านั้นแล้ว ก็ยังหมายถึงบุคคลที่มาภายหลังจากพวกเขา(อีกรุ่นหนึ่ง)ที่เข้ามาศึกษาเล่าเรียนมาเป็นลูกศิษย์ลูกหาของพวกเขาอันได้แก่ “บรรดาตาบิอีน” และตลอดจน “บรรดาตาบิอิ้ตตาบิอีน” ที่มาภายหลังจากนั้น ซึ่งล้วนอยู่ในยุคที่มีความประเสริฐ ดังที่ท่านนบี ﷺ ได้กล่าวถึงยุคดังกล่าวไว้(ความ)ว่า

“บุคคลที่ดีของพวกท่านนั้น ได้แก่ ยุคของฉัน แล้วก็พวกที่ติดตามถัดมา แล้วก็พวกที่ติดตามถัดมา” ผู้รายงานได้กล่าวว่า กระผมก็ไม่ทราบว่าท่านได้กล่าวถึงยุคที่อยู่ภายหลังยุคของท่านไว้ สองหรือสามยุคกันแน่” (ดู ซอฮีฮุ้ลบุคคอรีย์ / ๖๖๙๕)

ยุคของบุคคลเหล่านั้น ถือเป็นช่วงเวลาที่สูงส่งและมีเกียรติยศอันเด่นชัดเหนือบุคคลที่มาในภายหลัง และเป็นยุคที่ได้รับการขนานนามว่า “ยุคแห่งช่วงเวลาอันทรงเกียรติ” บุคคลเหล่านี้คือ “ซะลัฟ” ของประชาชาตินี้ ที่ท่านร่อซูลุลลอฮฺ ﷺ ได้ให้การสรรเสริญแด่พวกท่านไว้ ด้วยคำพูดของท่านที่(มีความ)ว่า

“บุคคลที่ดีของพวกท่านนั้น ได้แก่ ยุคของฉัน แล้วก็พวกที่ติดตามถัดมา แล้วก็พวกที่ติดตามถัดมา”

ดังนั้นพวกท่านเหล่านั้น จึงเป็นต้นแบบแห่งประชาชาตินี้ และแนวทางของพวกท่านซึ่งได้แก่ วิถีทางที่พวกท่านได้ใช้ในการดำเนินงานทั้งในแง่ของหลักเชื่อมั่น ในแง่ของการปฏิสัมพันธ์ระหว่างกัน ในแง่ของอุปนิสัยใจคอ ตลอดจนในทุกเรื่องราวและทุกกิจการของพวกท่านคือแนวทางที่ได้รับมาจากพระคัมภีร์และจากอั้ซซุนนะฮฺนั้นเอง ทั้งนี้เนื่องจากความใกล้ชิดระหว่างพวกท่านกับท่านร่อซู้ล ในช่วงเวลาแห่งการประทาน(อัลกุรอาน) และการได้รับข้อมูลความรู้จากท่านร่อซู้ล ﷺ ดังนั้น ยุคของพวกท่านจึงเป็นยุคที่ดีเลิศ และแนวทางของพวกท่านจึงเป็นแนวทางที่ดีที่สุด จึงถือเป็นหน้าที่สำหรับมวลมุสลิม ที่จะต้องเอาใจใส่ต่อการศึกษาเรียนรู้แนวทางของพวกท่าน เพื่อจะได้ใช้มันในการยึดถือปฏิบัติ เนื่องจากการดำเนินตามแนวทางย่อมไม่สามารถเป็นจริงขึ้นมาได้เว้นเสียแต่จะต้องรู้จักและได้ทำการศึกษาเรียนรู้เสียก่อนและต้องประพฤติตนตามวิถีทางนี้ด้วย เหตุนี้เองพระองค์ พระผู้ทรงสูงส่งยิ่ง จึงได้ตรัสไว้(ความ)ว่า

“และบรรดาผู้ที่รุดหน้าไปเป็นชุดแรก ทั้งจากชาวมุฮาญิรีนและชาวอันศ้อรและตลอดจนบรรดาผู้ที่ดำเนินตามพวกเขาเหล่านั้นด้วย(การดำเนินตาม)อย่างดีเลิศ”

หมายถึง การมีความละเอียดถี่ถ้วนและความประณีต ซึ่งการดำเนินตามอย่างดีเลิศนั้น ย่อมไม่สามารถจะมีขึ้นได้ นอกเสียเเต่จะด้วยกับศึกษา เรียนรู้แนวคิดและวิถีทางที่บรรดาท่านเหล่านั้นได้ดำเนินไว้เสียก่อนเท่านั้น

ฉะนั้น ลำพังเพียงการอ้างอิงถึงชาวซะลัฟ หรืออ้างตนว่า เป็นพวกของชาวซะลัฟ โดยไม่ได้มีความรู้เกี่ยวกับพวกเขาหรือวิถีทางของพวกเขาแต่ประการใดเลยนั้น ย่อมไม่มีประโยชน์แต่อย่างใด มิหนำซ้ำ ยังกลับเป็นโทษเสียอีก ดังนั้น(จากที่กล่าวมานี้) จึงถือเป็นเรื่องจำเป็นที่จะต้องทำความรู้จักกับแนวทางของบรรดาซะลัฟ อั้ซซอและฮฺด้วย

จากเหตุผลข้างต้นนี้เอง ประชาชาตินี้จึงต้องพยายามศึกษาและเรียนรู้แนวทางของบรรดาซะลัฟ อั้ซซอและฮฺ และยังได้พยายามถ่ายทอดชุดความรู้ดังกล่าวจากรุ่นสู่รุ่น โดยจัดให้มีการเรียนการสอนกัน ทั้งตามมัสยิด โรงเรียนและสถาบันอุดมศึกษาต่างๆ นี่แหละครับคือ แนวทางของซะลัฟ อั้ซซอและฮฺ และคือวิธีการศึกษาทำความรู้จักกับวิถีทางของพวกท่าน ซึ่งได้เเก่การที่พวกเราต้องทำการศึกษาและเรียนรู้แนวทางของชาวซะลัฟ อัซซอและฮฺที่มีความบริสุทธิ์ โดยยึดถือมาจากพระคัมภีร์ของอัลลอฮฺ และซุนนะฮฺของท่านร่อซู้ล ﷺ ของพระองค์ ทั้งสิ้นนั้นเอง

ท่านนบี ได้แจ้งไว้ว่า ความขัดแย้งต่างๆจะมีขึ้นอย่างมากมายในประชาชาตินี้ ซึ่งการยืนยันดังกล่าวปรากฏอยู่ในคำพูดของท่านที่(มีความหมาย)ว่า

“ยะฮูด(ยิว)ได้แตกออกเป็น ๗๑ กลุ่ม และนะศอรอ(คริสต์)ได้แตกออกเป็น ๗๒ กลุ่ม และประชาชาตินี้ ก็จะแตกออกเป็น ๗๓ กลุ่ม ทุกๆกลุ่มล้วนอยู่ในนรกทั้งสิ้น นอกจากกลุ่มๆ เดียวเท่านั้น” มีผู้ถามว่า คือใครกันครับ ท่าน ร่อซูลุลลอฮฺ ? ท่านก็พูดว่า “คือ บุคคลที่ดำรงมั่นอยู่บนสิ่งที่เหมือนกันกับที่ฉันและศ่อฮาบะฮฺของฉันได้ดำรงอยู่ ณ วันนี้” (ดู ซูนัน อบีดาวู๊ด ๔๕๙๖, ญามิอฺ อัตติรมีซีร์ ๒๖๔๑)

นี่คือแนวทางของ ซะลัฟ อัซซอและฮฺ คือ สิ่งที่ท่านร่อซู้ล ﷺ ได้ตั้งมั่นและดำรงอยู่บนนั้น และคือ สิ่งที่บรรดาซอฮาบะฮฺของท่านต่างก็ตั้งมั่นอยู่บนนั้น ตลอดจนบรรดาผู้ที่ดำเนินตนตามพวกเขาเหล่านั้นด้วยกับ (การดำเนินตาม) อย่างดีเลิศ ก็ด้วยเช่นกัน

จึงนับเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างยิ่ง ที่จะต้องทำความรู้จักกับแนวทางของซะลัฟ อัซซอและฮฺ ทั้งนี้ เพื่อจะสามารถนำเเนวทางดังกล่าวมายึดถือปฏิบัติเป็นรูปธรรมได้ เนื่องจากกลุ่มทุกกลุ่ม ล้วนอยู่ในนรกกันทั้งหมด นอกจาก กลุ่มๆ เดียวเท่านั้น ซึ่งคือ กลุ่มที่รอดพ้นปลอดภัย คือ “อะฮฺลุ้ซซุนนะฮฺวั้ลญะมาอะฮฺ” นั้นเอง

        “นอกจาก กลุ่มๆ เดียวเท่านั้น” นั่นคือ กลุ่มที่ถึงแม้ผู้คนจะต่างพากันขัดแย้งกัน จนก่อให้เกิดทรรศนะมุมมอง แนวทาง และกลุ่มสังกัดต่างๆ มากมาย แต่กลุ่มดังกล่าวกลับยังคงตั้งมั่นอยู่บนแนวทางของซะลัฟ อั้ซซอและฮฺ อย่างมั่นคง และอดทนอยู่บนแนวทางนั้น ตราบจนกว่าพวกเขาได้พบกับพระผู้เป็นเจ้าของพวกเขา

ท่านนบี ﷺ เคยให้ข้อคิดแก่ศ่อฮาบะฮฺของท่านไว้ในช่วงบั้นปลายชีวิตของท่าน ซึ่งเป็นการพูดให้ข้อคิดที่กินใจอย่างมาก จนทำให้ดวงตาหลายดวงถึงกับหลั่งน้ำตาออกมา พวกเขาจึงบอกกับท่านว่า “ราวกับว่า จะเป็นการพูดให้ขอคิดของผู้ที่กำลังจะลาจาก ดังนั้น ได้โปรดสั่งเสียแก่พวกเราด้วยเถิด” ท่านก็พูดขึ้น(ความ)ว่า “ฉันขอสั่งเสียพวกท่าน ให้มีความยำเกรงต่ออัลลอฮฺ และให้มีความเชื่อฟัง”

ให้มีความเชื่อฟังต่อใครกันครับ ? “ต่อบรรดาผู้ปกครองดูแลกิจการต่างๆของบรรดามุสลิมีนนั่นเอง “และให้มีการเชื่อฟัง ถึงแม้คนที่ขึ้นมาปกครองพวกท่านจะเป็นทาสก็ตาม” เพราะว่าบุคคลใดก็ตามในพวกท่าน ที่จะยังมีโอกาสมีชีวิตยืนยาวอยู่ต่อไปอีก เขาก็จะได้พบได้เห็นความขัดแย้งอันมากมาย ดังนั้น พวกท่านต้องใช้แนวทางของฉัน และแนวทางของบรรดาค่อลีฟะฮฺ ที่ต่างเป็นบุคคลที่มีความชัดเจนบนความจริง และต่างเป็นบุคคลที่ตั้งมั่นอยู่บนแนวทางอันถูกต้อง ภายหลังจากฉัน พวกท่านจงยึดมันไว้ให้มั่น จงขบมันไว้ด้วยฟันกราม และพวกท่านจงระวังกิจการทั้งหลายที่ถูกประดิษฐ์ขึ้นมาใหม่ เพราะกิจการที่ถูกประดิษฐ์ขึ้นมาใหม่ทั้งหมดถือเป็นการอุตริ และการอุตริทุกชนิดนั้น คือ การหลงทาง และการหลงทางทั้งหลายทั้งปวงนั้นอยู่ในนรก”

นี่คือคำสั่งเสียของ ท่านร่อซู้ลลุลลอฮฺ ﷺ ที่มีต่อประชาชาติของท่านให้ดำเนินตามวิถีทางแห่ง ซะลัฟ อั้ซซอและฮฺ เพราะนั่นคือทางรอด และสิ่งนี้ ก็สิดคล้องกับพระดำรัสของพระองค์ พระผู้ทรงสูงส่งยิ่งที่(มีความ)ว่า

       “และแน่นอนว่านี่คือเส้นทางของข้าที่เที่ยงตรง ดังนั้นพวกเจ้าจงดำเนินตามมันเสีย และอย่าได้ไปดำเนินตามบรรดาเส้นทางต่างๆ เพราะนั่นจะทำให้พวกเจ้ากระจัดกระจายออกจากเส้นทางของพระองค์ เรื่องราวดังกล่าวนี้คือสิ่งที่พระองค์ได้ทรงสั่งเสียมันไว้ต่อพวกเจ้าแล้ว เพื่อที่พวกเจ้าจะได้เกรงกลัว” (อันอันอาม ๖:๑๕๓)

(คือ)พวกเจ้าจะได้เกรงกลัวไฟนรกและเกรงกลัวการหลงทาง และเพื่อให้พวกเจ้าจะได้ไม่ไปเห็นด้วยและไม่ไปร่วมทางกับกลุ่มต่างๆที่หลงผิด และหันมาดำเนินตามแนวทางที่ถูกต้องปลอดภัยนี้ จนกว่าจะได้กลับไปสมทบกับท่านนบีของพวกท่าน และกับบรรดาซอฮาบะฮฺ ตลอดจนบรรดา ผู้ที่ดำเนินตามพวกท่านเหล่านั้นด้วยนั่นเอง

ผู้ใดก็ตามที่ยึดมั่นและยืนหยัดต่อแนวทางนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงบั้นปลายแห่งยุคสมัย เขาจะต้องได้พบกับอุปสรรคและความเหนื่อยยาก ทั้งที่เกิดจากผู้คน(ส่วนใหญ่) และที่เกิดจากกลุ่มบุคคลที่เป็นคู่ขัดแย้ง เขาจะต้องเผชิญกับการก่นด่าและการข่มขู่ ดังนั้น เขาจึงจำต้องอาศัยความอดทน

เขาจะต้องพบอุปสรรคมากมาย ที่จะคอยผลักเขาให้หันเหออกจากเส้นทางอันเที่ยงตรงสายนี้ และยังต้องพบกับการข่มขู่ต่างๆ นานา ต้องพบกับการหว่านล้อมและการสร้างความหวาดหวั่น ที่บรรดากลุ่มที่หลงทาง ตลอดจนบรรดาแนวทางหลงผิดที่ผิดเพี้ยนได้หยิบยื่นมาให้ เขาจึงจำต้องพึ่งพาการอดทน และด้วยเหตุนี้เอง ท่านรอซูลลุลลอ ﷺ  จึงได้กล่าวไว้(ความว่า)

“อิสลามนั้นเริ่มต้นขึ้นมาในสภาพที่เป็นของแปลก และก็จะกลับไปในสภาพที่เป็นของแปลก เฉกเช่นที่ได้เริ่มต้นขึ้นมา ดังนั้น ความปิติยินดี จงมีแด่บรรดาบุคคลที่เป็นคนแปลกเถิด”(ดู ซอฮิฮฺ มุสลิม : ๑๔๕)

มีผู้ถามว่า คนแปลกที่ว่านั้นคือใครกันครับ ท่านร่อซูลุลลอฮฺ ? ท่านกล่าว (ดังที่มีความ) ว่า “คือพวกที่ยังคงปรับปรุงและพัฒนาในช่วงเวลาที่ผู้คนต่างพินาศย่อยยับ”

ในอีกสายรายงานหนึ่งระบุไว้(ความ)ว่า “คือพวกที่คอยปรับปรุงแก้ไขสิ่งที่ผู้คนเขาสร้างความพินาศกันไว้”

ดังนั้น จึงไม่มีผู้ใดที่จะได้รับความปลอดภัยจากการหลงทางในโลกดุนยา และจากไฟนรกในโลกอาคิเราะฮฺได้ นอกจากผู้ที่ดำเนินตามหนทางสายนี้ ที่เป็นหนทางแห่งวิถีทางของชาวซะซัฟ อั้ซซอและฮฺ เท่านั้น ซึ่งพวกเขาเหล่านั้น คือเหล่าบุคคลที่อัลลอฮฺ ได้ตรัสถึงไว้(ความ)ว่า

       “และผู้ใดที่เชื่อฟังอัลลอฮฺและท่านร่อซู้ล พวกเขาก็จะได้อยู่เคียงคู่กับบรรดาบุคคลที่อัลลอฮฺทรงประทานความเมตตาแก่พวกเขา ทั้งจากบรรดานบี บรรดาผู้สัจจริง และบรรดาชะฮีด ตลอดจนบรรดาคนดีๆ และบุคคลเหล่านี้เป็นสหายที่ดี” (อันนิซาอฺ ๔:๖๙)

จากที่กล่าวมานี้เอง อัลลอฮฺจึงทรงสั่งใช้ให้พวกเราอ่าน ซูเราะฮฺ “อัลฟาติฮะฮฺ” ในทุกๆ ร็อกอะฮฺของการละหมาดของพวกเรา ทั้งละหมาดฟัรดูและละหมาดนาฟิละฮฺ(ละหมาดที่เป็นภาคสมัครใจ) ซึ่งตอนท้ายของซูเราะฮฺ มีบทดุอาอฺที่มีความสำคัญระบุไว้(ความ)ว่า

“ขอพระองค์ทรงนำทางพวกเราสู่หนทางที่เที่ยงตรง” (อัลฟาติฮะฮฺ ๑ : ๖)

ครับ “หนทางอันเที่ยงตรง” ทั้งนี้ เพราะมีเส้นทางที่เฉไฉ และหลอกลวงอยู่อีกมากมายหลายสาย นั่นจึงเท่ากับว่าท่านได้วอนขอให้อัลลอฮฺ ทรงทำให้ท่านห่างไกลจากเส้นทางเหล่านั้น และให้พระองค์ทรงนำทางท่าน หมายถึง ขอให้พระองค์ทรงชี้นำท่านสู่หนทางอันเที่ยงตรงและให้พระองค์ทรงทำให้ท่านมั่นคงอยู่บนหนทางสายดังกล่าว ในทุกๆ ร็อกอะฮฺ ที่ละหมาด ทั้งหมดนี้ ก็เนื่องจากความสำคัญของดุอาอฺบทนี้นี่เอง

ท่านลองพิจารณาความหมายของ “หนทางที่เที่ยงตรง” ดูนะครับ ว่าใครกัน คือ บุคคลที่ดำเนินอยู่บนหนทางที่เที่ยงตรง? คือ บรรดาบุคคลที่อัลลอฮฺทรงประทานความเมตตาแก่พวกเขานั่นเอง “คือหนทางของบรรดาผู้ที่พระองค์ทรงประทานความเมตตาแก่พวกเขา” (อัลฟาติฮะฮฺ ๑ : ๗)

แล้วใครกันคือ บรรดาบุคคลที่อัลลอฮฺทรงประทานความเมตตาแก่พวกเขา? “…ทั้งจากบรรดานบี บรรดาผู้สัจจริง บรรดาชะฮีด ตลอดจนบรรดาคนดีๆ และบุคคลเหล่านี้เป็นสหายที่ดี”

เมื่อท่านได้วอนขอต่ออัลลอฮฺให้พระองค์ทรงนำทางพวกท่านสู่หนทางนี้แล้ว ท่านจึง(ต้อง) วอนขอให้พระองค์ทรงทำให้ท่านห่างไกลจากหนทางที่หลงผิดและหนทางที่ไม่เที่ยงตรงด้วย “คือหนทางของบรรดาผู้ที่พระองค์ทรงประทานความเมตตาแก่พวกเขา ไม่ใช่หนทางของพวกที่ถูกโกรธกริ้ว” (อัลฟาติฮะฮฺ ๑ : ๗)

        “ไม่ใช่หนทางของพวกที่ถูกโกรธกริ้ว” พวกที่อัลลอฮฺทรงโกรธกริ้วก็คือ ยะฮู้ด(ยิว) พวกเขาเป็นพวกที่ได้รับรู้ความจริง แต่ไม่ยอมนำความจริงนั้นมาปฏิบัติ ดังนั้น บุคคลทุกๆคนในประชาชาตินี้ที่ไปดำเนินตามอย่างพวกยะฮู้ด เขาก็อยู่ในเส้นทางของพวกยะฮู้ด อยู่บนหนทางของพวกที่อัลลอฮฺทรงโกรธกริ้ว ทั้งนี้ เพราะเขาได้รู้ความจริงเเล้ว แต่ไม่ยอมนำความจริงนั้นมาปฏิบัติ ดังนั้น ทุกๆคนที่มีความรู้ แต่กลับไม่ยอมกระทำในสิ่งที่ตนรู้ เขาผู้นั้นก็เป็นพวกที่ถูกโกรธกริ้วนั้นเอง

        “และไม่ใช่พวกที่หลงทาง” (อัลฟาติฮะฮฺ ๑ : ๗)

พวกนี้ก็คือ พวกที่ทำอิบาดะฮฺ (สักการะ ภักดี) ต่ออัลลอฮฺ บนพื้นฐานของความโง่เขลาและความหลงผิด จริงครับที่พวกเขาทำอิบาดะฮฺต่ออัลลอฮฺ พยายามทำตนให้ใกล้ชิดกับพระองค์ แต่ว่าพวกเขาอยู่บนแนวทางที่ไม่ถูกต้อง อยู่บนวิถีทางที่ไม่ปลอดภัย อยู่บนหลักฐานที่ไม่ได้มาจากพระคัมภีร์และจากอั้ซซุนนะอฺ อยู่บนการอุตริ “และการอุตริทุกชนิด คือการหลงทาง” ดังที่พวกนะซอรอ (คริสต์) ตลอดจนพวกที่ดำเนินตามพวกเขา ซึ่งได้แก่บุคคลทุกคนที่ทำอิบาดะฮฺต่ออัลลอฮฺโดยตั้งอยู่บนเส้นทางที่ไม่ถูกต้องและบนแนวทางที่ไม่ปลอดภัย คนประเภทนี้คือ ผู้ที่หลงทางและบรรดาการงานที่เขาได้กระทำขึ้นมาก็สูญเปล่า

ดุอาอฺบทนี้ เป็นดุอาอฺที่พวกเรากล่าวขอซ้ำๆ กันหลายครั้งในทุกๆร็อกอัตของการละหมาดของพวกเรา เราต้องพิจารณาความหมายดูนะครับ แล้วก็ขอดุอาอฺนี้อย่างมีสมาธิ และมีความเข้าใจในความหมาย เพื่อที่พวกเราจะได้รับการตอบรับในคำวอนขอนี้ของพวกเรา

(จะสังเกตุได้อีกส่าว่า) ภายหลังจากที่ (อ่าน) อัลฟาติฮะฮฺแล้ว จะมีการกล่าวว่า “อามีน” ซึ่งคำว่า “อามีน” นั้น มีความหมายว่า ขออัลลอฮฺทรงตอบรับด้วยเถิด

ดุอาอฺบทนี้จึงเป็นดุอาอฺที่มีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่มีโอกาสพินิจพิจารณา

และดังที่เราได้กล่าวไปแล้วว่า ผู้ใดก็ตามที่ดำเนินอยู่บนแนวทางของบรรดาบุคคลที่ได้รับความเมตตานั้น ย่อมจะถูกทดสอบ ทำให้รู้สึกอึดอัด คับแคบ โดนดูถูกเหยียดหยาม โดนกล่าวหาว่าหลง และถูกข่มขู่คุกคาม ดังนั้น เขาจึงต้องอาศัยความอดทน จากสภาพข้างต้นนี้จึงได้มีฮะดี้ษหลายบทที่แจ้งไว้ว่า ผู้ที่ยึดมั่นในศาสนาของเขา ในช่วงบั้นปลายแห่งยุคสมัยนั้น เปรียบได้ดั่งคนที่กำหินไฟไว้ ทั้งนี้เพราะต้องพานพบกับภยันตราย ต้องเผชิญกับความไม่ดีที่ผู้คนหยิบยื่นให้ ดังนั้น เขาจึงต้องอาศัยความอดทน เปรียบดั่งคนที่กำหินไฟไว้ หาใช่โรยใว้ด้วยกลีบกุหลาบอย่างที่เขาพูดกันไม่ ไม่ใช่อย่างนั้น เเต่มันจะมีความยากลำบาก มีอุปสรรคขวากหนามจากผู้คนรอบข้าง จึงต้องอาศัยความอดทน และยืนหยัดอย่างมั่นคงอยู่บนเส้นทางนี้ จนกว่าท่านจะได้ไปพบกับพระผู้เป็นเจ้าของท่าน อั้ซซะวะญั้ล ในสภาพที่ท่านเองก็ยังมั่นคงอยู่เฉกเช่นที่เป็นมา เพื่อท่านจะได้รอดพ้นจากไฟนรกในที่สุด รอดพ้นขากความหลงใหลในดุนยา รอดพ้นจากไฟนรกในอาคีเราะฮฺ ไม่มีหนทางอื่นอีกแล้วนอกจากหนทางสายนี้เท่านั้น และไม่มีวิธีรอดพ้นอื่นอีกแล้วนอกจากจะด้วยกับการดำเนินตามแนวทางๆ นี้เท่านั้น

ปัจจุบันนี้ มีความพยายามที่จะก่อกวน และขัดขวางแนวทางของซะลัฟ อั้ซซอและฮฺ โดยอาศัยการเผยแพร่ตาม (สื่อ) หนังสือ นิตยสารและสื่อสิ่งพิมพ์ต่างๆ คนพวกนั้นพยายามบ่อนทำลายความน่าเชื่อถือของชาวซุนนะฮฺ วั้ลญะมาอะฮฺ ซึ่งเป็นบรรดาผู้ที่ดำเนินตามวิถีแห่งซะลัฟอย่างแท้จริง โดยกล่าวหาว่า พวกเขาเป็นพวกหัวรุนแรงบ้าง เป็นพวกชอบกล่าวหาคนอื่นว่าเป็นกาเฟรบ้าง หรือเช่นนั้นเช่นนี้บ้าง อย่างไรก็ตาม การกระทำดังกล่าว ย่อมไม่สามารถทำอันตรายใดๆ ต่อบุคคลเหล่านี้ได้ แต่ถึงกระนั้น พฤติกรรมข้างต้นนี้ ก็อาจส่งผลกระทบกับคนที่ปราศจากความอดทน และปราศจากความเข้มแข็งและเด็ดเดี่ยวได้เช่นกัน

         (ตัวอย่างเช่น) มีบางคนพูดว่า “ซะลัฟเป็นใครกัน? ซะลัฟก็แค่กลุ่มๆ หนึ่งที่เหมือนกันกับกลุ่มอื่นๆ ไม่ได้มีอะไรโดดเด่น” ประมาณนี้ครับ คือ บางคนพูดว่า “ซะลัฟ ก็เป็นแค่กลุ่มคนกลุ่มหนึ่ง ซะลัฟ ไม่ได้มีอะไรพิเศษกว่าคนอื่นๆ ก็เป็นเเค่กลุ่มคน เหมือนกับกลุ่มคนอื่นๆ” ซึ่งเหตุที่เขาพูดเช่นนี้ เป็นเพราะต้องการที่จะให้พวกเราวางมือจากแนวทางของซะลัฟนั่นเอง

หรือบางคนพูดว่า “พวกเราไม่ได้ถูกบังคับให้ต้องไปยึดเอาตามความเข้าใจของชาวซะลัฟหรือตามความรู้ของชาวซะลัฟเสียหน่อย เราไม่ได้ถูกบังคับมาว่า ต้องทำอะไรอย่างนั้น เรากำหนดเส้นทางของเราใหม่ได้เลย เข้าไปวินิจฉัยฮุก่มต่างๆออกมาเสียใหม่เลย เราบัญญัติฟิกฮฺของเราออกมาใหม่เสียได้เลย ฟิกฮฺของคนพวกนั้นมันโบราณแล้ว ฟิกฮฺของชาวซะลัฟมันเก่าแล้ว ไม่เหมาะเอามาใช้กับยุคปัจจุบัน มันเหมาะกับยุคของพวกท่าน ไม่เหมาะกับยุคของเรา” คนพวกนี้ไม่เห็นคุณค่าและไม่ต้องการใช้ฟิกฮฺของชาวซะลัฟ และพากันเรียกร้องไปสู่ฟิกฮฺฉบับใหม่ ความคิดชุดนี้มีมาก และแพร่หลายตามหน้าหนังสือพิมพ์และนิตยสาร ซึ่งเป็นแนวคิดที่มาจากพวกนักเขียน และพวกที่หลงทางทั้งหลายทั้งปวง

พวกเขาต้องการให้พวกเราวางมือจากแนวทางของชาวซะลัฟ ทั้งนี้ เพราะถ้าหากว่าพวกเราไม่รู้จักแนวทางของชาวซะลัฟ ไม่ให้ความสำคัญและไม่ศึกษาวิถีแห่งซะลัฟ การที่เราอ้างว่า เราเป็นกลุ่มของซะลัฟแต่เพียงอย่างเดียว โดยปราศจากความรู้ ปราศจากความชัดเจนเกี่ยวกับวิถีทางและแนวความคิดของบรรดาซะลัฟ ก็ย่อมไม่ก่อประโยชน์อะไรขึ้นมาได้ เเค่เท่านั้น มันยังไม่พอครับ

นี่คือ สิ่งที่คนพวกนั้นต้องการ พวกเขาอยากให้พวกเราละทิ้งวิถีทางและแนวคิดของซะลัฟ ละทิ้งฟิกฮฺของชาวซะลัฟ และละทิ้งวิชาการของชาวซะลัฟไปเสีย แล้วให้พวกเราบัญญัติฟิกฮฺขึ้นมาใหม่ เหมือนที่พวกเขาว่ากันว่า เป็นฟิกฮฺที่เหมาะกับยุคสมัยทั้งๆ ที่มันไม่เป็นความจริงแต่ประการใดเลย เพราะบทบัญญัติของอิสลามนั้น เป็นบทบัญญัติที่มีความเหมาะสมสำหรับทุกยุค ทุกสมัย ทุกสถานที่  ตราบจนกระทั่งวันกิยามะฮฺอยู่เเล้ว

ดังนั้น แนวทางของ “ซะลัฟ อั้ซซอและฮฺ” จึงเป็นแนวทางที่มีความเหมาะสมกับทุกสมัย ทุกสถานที่ เป็นแนวทางที่เป็นรัศมีจากอัลลอฮฺ พระผู้ทรงเกียรติ พระผู้ทรงสูงส่งยิ่ง ดังนั้น อย่าได้ให้คำพูดของเหล่าผู้หลอกลวง พวกที่หลงทางพวกนั้น มาทำให้ท่านหยุดใส่ใจและไม่เห็นคุณค่าของแนวทางของซะลัฟนี้เป็นอันขาด

ท่านอิหม่ามมาลิก ร่อฮิมะฮุ้ลลอฮุตะอาลา ได้กล่าวไว้ (ความ) ว่า “บุคคลในยุคหลังของอุมมะฮฺนี้ ย่อมไม่สามารถเจริญรุ่งเรืองขึ้นมาได้ นอกจากจะด้วยกับสิ่งที่ทำให้บุคคลในยุคแรกได้เจริญรุ่งเรืองมาก่อนแล้วเท่านั้น” แล้วอะไรกันครับ คือสิ่งที่ทำให้บุคคลในยุคแรกเจริญรุ่งเรือง? คืออัลกุรอ่าน คืออั้ซซุนนะฮฺ และการปฏิบัติตามท่านร่อซู้ล ﷺ ประพฤติตามอัลกุรอ่าน กระทำตามอัซซุนนะฮฺ เช่นนี้คือ สิ่งที่ทำให้บุคคลในยุคแรกของอุมมะฮฺนี้เจริญรุ่งเรืองมาแล้ว และบุคคลในยุคหลังของอุมมะฮฺนี้ย่อมไม่สามารถเจริญรุ่งเรืองขึ้นมาได้ นอกจากจะด้วยกับสิ่งที่ทำให้บุคคลในยุคแรกได้เจริญรุ่งเรืองมาก่อนแล้วเท่านั้น

ดังนั้น ผู้ใดที่ต้องการที่จะรอดพ้น เขาก็จงทำความรู้จักกับวิถีทางของซะลัฟ และจงยึดมันไว้ให้มั่นคง ตลอดจนจงเรียกร้องเชิญชวนสู่แนวทางสายนี้ด้วย เพราะมันคือ ทางรอด คือเรือของท่าน นู้ฮฺ อลัยฮิ้สสลาม ใครที่ขึ้นมาโดยสารเขาก็รอด ส่วนใครที่ไม่ยอมขึ้นมาโดยสาร เขาก็พินาศและจมปลักอยู่ในความหลงทาง

ด้วยเหตุนี้ จึงไม่มีทางรอดใดอื่นอีกสำหรับพวกเรา เว้นเสียแต่เส้นทางแห่งซะลัฟสายนี้เท่านั้น ซึ่งเราย่อมไม่สามารถรู้จักกับวิถีแห่งซะลัฟได้ นอกจากจะด้วยกับการศึกษา การเรียนรู้ ถ่ายทอด และค้นคว้า พร้อมกันนั้น ก็วอนขอจากอัลลอฮฺ “ขอพระองค์นำทางพวกเราสู่หนทางที่เที่ยงตรง คือหนทางของบรรดาผู้ที่พระองค์ทรงประทานความเมตตาแก่พวกเขา” พวกเราวอนขอต่ออัลลอฮฺ ขอให้พระองค์ทรงบันดาลให้เรา ได้เรียนรู้วิถีทางสายนี้จนบรรลุความสำเร็จ และโปรดทรงให้เรามั่นคงอยู่บนแนวทางดังกล่าวนี้ด้วย

นี่คือ สิ่งที่ต้องทำ เรื่องๆ นี้จึงไม่ได้เป็นเพียงคำกล่าวอ้างเท่านั้น ส่วนคำกล่าวอ้างใดก็ตามที่ปราศจากหลักฐานมายืนยันความจริง เจ้าของคำกล่าวอ้างก็เป็นได้เพียงคนที่อ้างขึ้นมาลอย ๆ เท่านั้น ฉะนั้น ประเด็นนี้จึงไม่ได้พิจารณากันเเค่ การอ้างตนว่าได้เข้า เเละสังกัดต่อเเนวทางสายนี้เเล้ว เพียงอย่างเดียวเเต่ประการใดไม่  อัลลอฮฺ ทรงตรัสไว้ (ความ) ว่า

“ตลอดจนบรรดาผู้ที่ดำเนินตามพวกเขาเหล่านั้นด้วย (การดำเนินตาม) อย่างดีเลิศ” ซึ่งหมายถึง การมีความถี่ถ้วนและปราณีต ซึ่งท่านเองย่อมไม่สามารถที่จะมีความละเอียดถี่ถ้วนและเชี่ยวชาญในแนวทางของซะลัฟได้ นอกจากจะต้องได้รู้จักและได้เรียนรู้เเนวทางนั้นเสียก่อน อีกทั้งท่านก็ยังไม่สามารถยืนหยัดยึดมั่นต่อเเนวทางนี้ได้ เว้นเสียแต่ว่าท่านจะต้องมีความอดทนเเล้วเท่านั้น ท่านจงอย่าได้ไปฟังคำโฆษณาชวนเชื่อที่จะพาให้ท่านหลงทาง และผลักท่านออกจากแนวทางนี้ ซ้ำยังทำให้ท่านมองไม่เห็นคุณค่าของหนทางสายนี้อีกด้วยเป็นอันขาด แนวทางนี้คือ เเนวทางที่ถูกต้อง คือทางรอด

          “ทั้งหมดอยู่ในไฟนรก นอกจากหนึ่งเดียวเท่านั้น” มีผู้ถามขึ้นว่า คือใครกันครับ ท่านรซูลฯ ท่านกล่าวว่า  “คือ บุคคลที่ตั้งมั่นอยู่บนสิ่งที่ตัวฉัน  ตลอดจนศ่อฮาบะฮฺของฉันได้ตั้งมั่นอยู่บนนั้น ณ วันนี้”นี่คือแนวทางของชาวซะลัฟ คือทางรอด คือหนทางสู่สวรรค์ ไม่มีเส้นทางอื่นนอกจากเส้นทางสายนี้เท่านั้น เส้นทางอื่นใดนอกเหนือจากเส้นทางสายนี้ ล้วนหลงผิดทั้งสิ้น “และอย่าได้ไปดำเนินตามบรรดาเส้นทางต่างๆ เพราะนั่นจะทำให้พวกเจ้ากระจัดกระจายออกจากเส้นทางของพระองค์” นี่คือ หนทางแห่งอัลลอฮฺ หนทางอื่นจากนี้ทั้งหมดนั้น ล้วนเป็นหนทางสู่การหลงทางทั้งสิ้น เป็นบรรดาเส้นทางที่คดเอียง ที่ปากทางของแต่ละเส้นทางดังกล่าว จะมีชัยตอนคอยชวนเชิญให้ผู้คนเข้ามาดำเนินตาม

ท่านนบี ﷺ ได้เตือนให้มีความระมัดระวังจากผู้ชักชวนข้างต้น ซึ่งเป็นผู้ชักชวนสู่ความหลงผิด ที่มีความต้องการที่จะดึงผู้คนให้ออกห่างจากแนวทางของซะลัฟ และท่านได้แจ้งไว้อีกว่า บุคคลจำพวกนี้คือผู้ชักชวนที่ทำการเชิญชวนอยู่ที่ปากประตูของญะฮันนัม ใครที่หลงเชื่อพวกมัน พวกมันก็จะโยนเข้าไปในนั้น ดังนั้น จึงต้องพึงระวังคนพวกนี้เอาไว้ให้มาก

          ยิ่งเวลาผ่านพ้นไปความเป็นเรื่องแปลกก็ดูจะชัด และหนักหน่วงขึ้น ความวุ่นวายก็รังแต่จะมากขึ้นๆ ผู้เป็นมุสลิมเอง จึงต้องให้การเอาใจใส่ต่อแนวทางของซะลัฟนี้ให้มากขึ้นด้วยเช่นกัน

(ตัวอย่างหนึ่ง) ของพวกที่นำพาให้ผู้อื่นต้องตกอยู่ในการหลงทาง ได้แก่ คนที่พูดว่า “คนเรานี่ก็เป็นมุสลิมด้วยกันทั้งนั้น”

เป็นมุสลิมที่วางตนอยู่บนเส้นทางสายไหนกันครับ ? เป็นมุสลิมที่ตั้งมั่นอยู่บนวิถีทางของท่านร่อซู้ลและบรรดาศ่อฮาบะฮฺของท่าน โดยยอมจำนนแต่โดยดี หรือเป็นมุสลิมแค่ชื่อ แต่ตัวตนกลับไปวางอยู่บนเส้นทางที่คดเอียง บนวิถีทางของใครต่อใครที่ไม่อาจทราบได้ คนพวกนี้คือพวกที่หลงทางกำลังเดินอยู่บนเส้นทางที่นำไปสู่นรกญะฮันนัม

ตกลงประเด็นนี้มันคืออะไรคับ ? เพียงแค่การอ้างว่าสังกัดเข้ากับอิสลามเฉยๆ หรือคือ การอ้างว่าตนนั้นสังกัดที่มาพร้อมกับข้อเท็จจริงด้วย ซึ่งในประการหลังนั้นไม่สามารถมีขึ้นได้ เว้นเสียจะต้องอาศัยความรู้ที่ยังประโยชน์ และการเอาใจใส่ต่อการศึกษาค้นคว้า

จากความเข้าใจตรงนี้นี่เอง ท่านจะพบได้ว่า บรรดาอุละมาอ์นั้น ต่างให้ความสำคัญกับเรื่องของหลักเชื่อมั่น ตลอดจนรายละเอียดต่างๆที่เกี่ยวข้อง และยังประพันธ์ตำราที่เกี่ยวข้องกับเรื่องหลักความเชื่อมั่นนี้ ทั้งที่เป็นตำราให้ข้อมูลเชิงลึก และตำราที่เล่าถึงข้อมูลโดยสรุป ทั้งหมดนี้ มีจุดประสงค์เพื่อทำการศึกษาและเรียนรู้แนวทางของบรรดาซะลัฟ เพื่อเป็นการเอาใจใส่และให้ความสำคัญต่อแนวทางดังกล่าว ตลอดจนเพื่อจะได้ยึดถือและดำเนินตนตามแนวทางๆ นี่ด้วยนั่นเอง

ด้วยเหตุนี้จึงเป็นประเด็นที่ต้องให้ความสำคัญอย่างยิ่ง โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่ความมืดมนและความหลงผิดได้แผ่กระจายเข้ามาปกคลุม ผู้ที่เป็นมุสลิมจึงตกอยู่ในภาวะที่ต้องการแสงรัศมี เพื่อจะได้ใช้ส่องทางเดินฝ่าไปในความมืด ในความหลง และในความเขลาได้นั่นเอง

สมัยนี้คนที่ทำตัวเป็นผู้รู้มีมากมาย เขาอ้างตนว่า เป็นผู้มีความรู้ ทั้งๆ ที่เขาไม่ได้ไปรับเอาความรู้มาจากแหล่งจากรากของมัน แต่กลับไปรับเอาความรู้มาจากคนที่ระดับพอๆ กันกับเขา หรือรับเอาความรู้มาจากหนังสือ หรือจากแหล่งวิทยาการต่างๆ ตามที่เขาพูดกัน ซึ่งพฤติกรรมเช่นนี้ ย่อมไม่สามารถนำพาเขาไปสู่ความดีใดๆ ได้ เเละไมใช่วิธีทางที่ถูกต้อง  จึงจำเป็นที่จะต้องมีกระบวนการศึกษาเรียนรู้ที่ถูกต้อง สำหรับศึกษาแนวทางแห่งชาวซะลัฟนี้ เพื่อสามารถยึดถือและดำเนินตามเเนวทางนี้ได้ ต้องมีความอดทนต่อทุกสิ่งที่ประสบ (ระหว่างที่ได้ดำรงตนอยู่)ในหนทางสายนี้ ไม่ว่าจะเป็นคำตำหนิ การดูถูกหรืออื่นใดก็แล้วแต่

ในช่วงเวลานี้ พวกท่านก็คงได้ยินได้ฟังคำตำหนิ และการเหยียดหยามที่มีขึ้นกับบุคคลที่ยึดถือตามแนวทางชาวซะลัฟกันมาบ้างเเล้ว คนพวกนั้นพูดกันว่า บุคคลดังกล่าวเป็นพวกตกยุคบ้าง เป็นอย่างนั้นเป็นอย่างนี้บ้าง อย่าได้ให้คำพูดเหลวไหลพวกนี้มาทำให้ท่านเลิกล้มและละทิ้งสัจธรรมความจริงเป็นอันขาด จงยึดมั่นต่อแนวทางอันปลอดภัยนี้ไว้ เพราะมันคือทางรอด จากตรงนี้นี่เองที่ท่านเราะซูล ได้กล่าวไว้(ความ)ว่า

“พวกท่านต้องใช้แนวทางของฉัน และแนวทางของบรรดาค่อลีฟะฮฺ ที่ต่างเป็นบุคคลที่มีความชัดเจนบนความจริง และต่างเป็นบุคคลที่ตั้งมั่นอยู่บนแนวทางอันถูกต้อง ภายหลังจากฉัน พวกท่านจงยึดมันไว้ให้มั่น จงขบมันไว้ด้วยฟันกราม”

“เพราะว่าบุคคลใดก็ตามในพวกท่าน ที่จะยังมีโอกาสมีชีวิตยืนยาวอยู่ต่อไปอีก เขาก็จะได้พบได้เห็นกับความขัดแย้งอันมาก มาย ดังนั้น พวกท่านต้องใช้แนวทางของฉัน”

ในช่วงที่เกิดปัญหา เกิดความขัดแย้งขึ้น การรอดพ้นคงมีขึ้นไม่ได้นอกเสียจากจะด้วยกับการยึดมั่นตามแนวทางของท่านร่อซู้ล ตลอดจนแนวทางของบรรดาค่อลีฟะฮฺ ที่ต่างเป็นบุคคลที่มีความชัดเจนบนความจริง และต่างเป็นบุคคลที่ตั้งมั่นอยู่บนแนวทางอันถูกต้องเท่านั้น นี่คือทางรอด คือวิถีทางของอิสลาม คือหนทางแห่งสรวงสวรรค์

พวกเราต้องมีความเอาใจใส่ต่อวิถีทางของชาวซะลัฟ อย่าได้ทำให้พฤติกรรมบั่นทอนสถานะของวิถีทางนี้ หรือคำกล่าวตำหนิใดๆ ที่มีต่อเส้นทางสายนี้ มาทำให้พวกเราล้มเลิกและละทิ้งวิถีทางนี้ไปได้ เพราะอย่างไรก็แล้วแต่ สถานะภาพของเส้นทางสายนี้ย่อมไม่มีทางบั่นทอนและลดน้อยลงเลยในจิตใจของพวกเรา มิหนำซ้ำ มันยังเป็นการเพิ่มพูนสถานภาพดังกล่าวในจิตใจให้มากขึ้น และมีความสำคัญขึ้นเสียอีกด้วยซ้ำ เพราะพฤติกรรมรุกรานที่พวกเขามีต่อแนวทางสายนี้ มันไม่ได้มีแรงจูงใจอะไรอื่นเลย นอกจากเพียงเพราะว่า เส้นทางสายนี้ คือสัจธรรม คือความจริงเท่านั้นเอง ในขณะที่คนพวกนั้นกำลังต้องการ อยากจะหลงทางกันออกไป

ดังนั้น ผู้เป็นบ่าวของอัลลอฮฺทั้งหลาย พวกท่านจงระวังตัวจากคนพวกนั้น อย่าหยุดอยู่แค่เพียงการอ้างว่าตนได้สังกัดตามแนวทางแล้วก็ถือว่าพอเเล้ว อย่าคิดว่า แค่การอ้างว่าตนมีความรู้ ทั้งๆที่ยังไม่เคย (เข้าสู่กระบวนการ)เรียนรู้ใดๆเลยนั้น มันพอเเล้ว มันใช้ได้เเล้ว จงไปรับเอาวิชาจากบรรดาอุละมาอฺที่เป็นที่ทราบกันดี และเป็นที่ยอมรับกันในเรื่องของวิชาการในเรื่องของความรู้ บรรดาอุละมาอฺที่ยืนหยัดมั่นคงอยู่บนวิถีทางที่ถูกต้อง และจงออกห่างจากเส้นทางที่เฉไฉต่างๆเหล่านี้เสีย ซึ่งถือเป็นเส้นทางที่อัลลอฮฺได้ทรงเตือนพวกเราให้ระมัดระวังตนจากมันเอาไว้แล้ว ดังที่(มีความ)ว่า

และอย่าได้ไปดำเนินตามบรรดาเส้นทางต่างๆ เพราะนั่นจะทำให้พวกเจ้ากระจัดกระจายออกจากเส้นทางของพระองค์” ออกจากวิถีและจากเส้นทางของอัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา นั้นเอง)

ดังนั้น พวกเราจึงตกอยู่ในสภาวะที่มีความจำเป็นอย่างยิ่งในการพึ่งพาแนวทางสายนี้ โดยเฉพาะในช่วงเวลานี้ที่ความสัสน โกลาหลได้ทวีความรุนแรงมากขึ้น พวกที่ชักชวนไปสู่การหลงทางมีจำนวนมากขึ้น และสื่อที่เผยแพร่สิ่งที่เลวทรามให้กับผู้คนมีมากขึ้นด้วย ซึ่งสื่อที่ไม่ดีๆ พวกนี้เป็นสิ่งที่เข้าถึงง่าย ส่งตรงถึงบ้านหรือถึงที่นอนของพวกเขาเลยที่เดียว สื่อเหล่านี้จะเข้ามาคอยดึงพวกเขาไปสู่การหลงทาง สู่ข้ออ้างแห่งเสรีภาพ สู่อารมณ์อันเป็นที่ต้องห้าม มันจะมาชวนพวกเขาไปสู่แนวคิดที่บิดเบือนผิดเพี้ยน ที่พวกเขาเรียกมันว่า ฟากฟ้าอันกว้างใหญ่ไพศาล (เสรีภาพทางความคิด) วัฒนธรรมนั้นเปิดกว้าง ไม่มีอะไรที่จะต้องมาควบคุม หรือมาเข้มงวดต่อกันอีกแล้ว

สิ่งเหล่านี้จะไม่สามารถทำให้มุสลิมละทิ้งแนวทางของชาวซะลัฟ แนวคิดของชาวซะลัฟ และความรู้ของชาวซะลัฟไปได้แต่ประการใด

แนวทางของชาวซะลัฟเป็นแนวทางที่ปลอดภัยมากกว่า ลึกซึ้งมากกว่า และมีเหตุผล ตลอดจนมีความลงตัวที่มากกว่า วิถีทางของชนยุคหลัง ความรู้ของชาวซะลัฟ คือ ความรู้ที่บริสุทธิ์ซึ่งได้รับมาจาก พระคัมภีร์และจากอัซซุนะฮฺ ส่วนความรู้ของชนยุคหลังนั้น มีสิ่งเจือปนอยู่ในนั้น มีอะไรๆ ผสมมากมาย ไม่บริสุทธิ์ ต่างจากความรู้ของชาวซะลัฟ ที่มีเเต่ความบริสุทธิ์

ด้วยเหตุที่ว่านี้ พวกท่านจะพบได้ว่า ตำราของชาวซะลัฟนั้น ยิ่งเป็นตำราที่เก่าแก่เท่าใด ก็ยิ่งมีความบริสุทธิ์และลงตัวมากขึ้นเท่านั้น ในทำนองเดียวกับที่กล่าวมาข้างต้นเเล้ว ท่านอัลอั้ลลามะฮฺ อิบนุ ร่อยับ ร่อฮิมะฮุ้ลลอฮฺ ได้กล่าวไว้ในสารฉบับหนึ่งของท่าน (ที่มีชื่อว่า) “ความประเสริฐของความรู้ของชาวซะลัฟที่มีเหนือความรู้ของชนยุคหลัง “ ท่านกล่าวว่า “ชาวซะลัฟนั้น คำพูดของพวกท่านไม่มาก แต่ความรู้นั้นมาก ส่วนชนยุคหลังนั้นคำพูดของพวกเขามากแต่ความรู้น้อยนิด”

ดังนั้น เราจึงต้องพยามตื่นตัวต่อเรื่องนี้ คือแนวทางของชาวซะลัฟ ที่เราเองคงไม่พบทางรอดใดอื่นสำหรับพวกเรานอกจากจะด้วยกับการดำเนินตามทางสายนี้เท่านั้น และด้วยกับความอดทนยืนหยัดอยู่บนเส้นทางสายนี้ หลังจากที่เราได้รู้จักและศึกษาเกี่ยวกับแนวทางอันถูกต้องนี้แล้วโดยปราศจากข้อคลุมเคลือและความแคลงใจใดๆ ทั้งสิ้น

อันที่จริงแล้ว ยังมีเรื่องราวอีหลายประการที่ถูกอ้างถึงชาวซะลัฟ ทั้งๆ ที่มันไม่เป็นความจริงแต่ประการใด และทั้งๆ ที่มันไม่ใช่แนวทางของพวกท่านเเต่ประการใดเลย ดังนั้นพวกเราต้องพยายามระมัดระวังกับสิ่งดังกล่าวนี้ด้วยครับ

ดังกล่าวคือ คำบรรยายเล็กๆ น้อยๆ เกี่ยวกับเนื้อเรื่องในวันนี้ ซึ่งผมเองคงไม่ถ่ายทอดให้ท่วนทั่วในทุกๆ ด้านได้ แต่อย่างไรก็ดี อัลลอฮฺ พระผู้ทรงสูงส่งยิ่ง ได้ตรัสไว้(ความ)ว่า

      “และเจ้าจงเตือนให้รำลึกเถิด เพราะการเตือนให้รำลึกนั้น เป็นประโยชน์แก่บรรดาผู้ที่ศรัทธา” (อัซซาริย๊าต ๕๑:๕๕)

   “ดังนั้นเจ้าจงเตือนให้รำลึกเถิด ถ้าหากการเตือนให้รำลึกนั้นมันก่อให้เกิดประโยชน์ บุคคลที่เกรงกลัวที่จะรำลึกขึ้นได้” (อัลอะอฺลา ๘๗:๙)

ขออัลลอฮฺ โปรดประทานความสำเร็จแก่เราและท่านทั้งหลาย สู่การกระทำที่ดี และคำพูดที่ดี และให้เรามั่นคงอยู่บนสัจธรรม และดำเนินอยู่บนสัจธรรมนี้ และตลอดจนโปรดทรงบันดาลให้พวกเรามีความอดทนต่อภยันตรายที่เกิดขึ้น ในหนทางนี้ด้วยเถิด