อัลมุตะอาลิม คือใคร?

330

อัลมุตะอาลิม คือใคร?
เรียบเรียงโดย อบูรอซี่ ยะห์ยา หัสการบัญชา

โพสนี้ยาวหน่อยนะครับ แต่เพื่อความกระจ่างและปรับความเข้าใจของคนที่อาจจะเข้าใจผิดไปบ้างในประเด็นนี้ และกรุณาอ่านให้เข้าใจด้วย เพราะถ้าอ่านไม่เข้าใจก็จะเกิดความเข้าใจผิด และเกิดปัญหาวุ่นๆตามมา ฉะนั้นย้ำว่าให้เปิดใจก่อนจะอ่าน และจับประเด็นให้ถูกต้อง(ขออัลลอฮฺทรงเปิดใจผู้อ่าน) อยากให้สังคมมุสลิมมีทัศนคติที่ถูกต้องต่อการเผยแผ่ศาสนาด้วยการประมาณตนและประเมินขีดความสามารถของตนเอง และใช้วิธีที่ถูกต้องตามแนวทางท่านนบีในการศึกษาหาความรู้ ถึงแม้ว่าเตือนเรื่องนี้แล้วจะทำให้ใครบางคนเกลียดชังและใส่ร้ายนินทาก็ตาม

ขอให้ตัวผมและพี่น้องมุสลิมทุกคนที่รักได้รับความคุ้มครองจากอัลลอฮฺ
ให้รอดพ้นจากคุณลักษณะของอัลมุตะอาลิมด้วยเถิด อามีน

อัลมุตะอาลิม คือใคร?

ครั้งหนึ่งมีคนๆหนึ่งได้สอบถามชัยคฺศอลิหฺ อัลเฟาซานว่า “อัตตะอาลุม”นั้นคืออะไร และคำตักเตือนที่ท่านจะมอบให้กับบรรดาวัยรุ่นที่ได้รับความสับสนจากพวกมุตะอาลิมนั้นมีอะไรบ้าง?

ท่านชัยคฺศอลิหฺ อัลเฟาซานได้ตอบว่า “อัตตะอาลุม”นั้นคือ การแอบอ้างว่ามีความรู้ คือการที่คนๆหนึ่งแอบอ้างว่าเขามีความรู้โดยที่เขาไม่ใช่ผู้รู้ และเขาไม่เคยผ่านการเรียนรู้มาจากผู้รู้ แต่ทว่าเขาเรียนรู้มาจากการอ่านและศึกษาจากตำราเท่านั้น และเขาก็ไม่มีกฎเกณฑ์หรือแบบแผนใดๆในการศึกษาเรียนรู้นอกจากการอ่านตำราและเข้าใจด้วยตนเอง ดังนั้นจึงเป็นไปได้มากว่าความผิดพลาดของเขาจะมีมากกว่าความถูกต้อง

และอัลมุตะอาลิม(ผู้อวดรู้)นั้น เป็นผู้ที่มีภัยต่อตนเองและผู้อื่น เพราะเขากำลังมีพฤติกรรมที่ล้อเล่นกับศาสนาอัลลอฮฺ (ยกตัวอย่าง) หากว่ามีคนๆหนึ่งออกมาบอกกับคนทั้งหลายว่า “ฉันเป็นหมอ” “ฉันเป็นแพทย์” “ฉันสามารถรักษาโรคได้” แต่ว่าเขาไม่มีใบรับรองการจบแพทย์ ถามว่าเขาจะสามารถทำการรักษาได้ไหม? และเขาสามารถผ่าตัด เปิดช่องท้องของคนไข้ และสามารถดำเนินการผ่าตัดหัวใจได้หรือไม่? คำตอบคือไม่ได้ เพราะเรื่องนี้(การรักษา การผ่าตัด)เป็นเรื่องที่อันตราย แล้วนับประสาอะไรกับคนอวดรู้ที่มาล้อเล่นกับศาสนาของอัลลอฮฺ ซึ่งการล้อเล่นกับศาสนานั้นมันร้ายแรงยิ่งกว่าการล้อเล่นกับร่างกาย ดังนั้นจึงจำเป็นที่คนอวดรู้จะต้องเกรงกลัวอัลลอฮฺ และเขาจะต้องไม่พูดเรื่องของอัลลอฮฺ(เรื่องศาสนา)ในสิ่งที่เขาไม่มีความรู้ เพราะอัลลอฮฺทรงทำให้การพูดเรื่องศาสนาโดยที่ไม่มีความรู้นั้นร้ายแรงยิ่งกว่าการตั้งภาคีต่อพระองค์เสียอีก
อัลลอฮฺทรงตรัสว่า

قُلْ إِنَّمَا حَرَّمَ رَبِّيَ الْفَوَاحِشَ مَا ظَهَرَ مِنْهَا وَمَا بَطَنَ وَالْإِثْمَ وَالْبَغْيَ بِغَيْرِ الْحَقِّ
وَأَن تُشْرِكُوا بِاللَّهِ مَا لَمْ يُنَزِّلْ بِهِ سُلْطَانًا وَأَن تَقُولُوا عَلَى اللَّهِ مَا لَا تَعْلَمُونَ
ความว่า “จงกล่าวเถิด(มุฮัมมัด)ว่า แท้จริงสิ่งที่พระเจ้าของฉันทรงห้ามฉันนั้น คือบรรดาสิ่งที่ชั่วช้าน่ารังเกียจ ทั้งสิ่งที่เปิดเผยจากมัน และสิ่งที่ซ่อนเร้น และสิ่งที่เป็นบาป และการข่มเหงรังแกโดยไม่เป็นธรรม และการที่พวกเจ้าตั้งภาคีต่ออัลลอฮฺในสิ่งที่พระองค์มิได้ทรงประทานหลักฐานใดๆลงมาแก่สิ่งนั้น และการที่พวกเจ้ากล่าวให้ร้ายแก่อัลลอฮฺในสิ่งที่พวกเจ้าไม่รู้”
(สูเราะฮฺ อัลอะอฺรอฟ อายะฮฺที่ 33)

ดังนั้นคนอวดรู้เหล่านี้จำเป็นจะต้องเกรงกลัวอัลลอฮฺและพวกเขาต้องไปเรียนก่อนเป็นอับดับแรก พวกเขาจะต้องไปเรียนก่อนที่จะมาพูด(สอน)”


ถอดคำแปลมาจากคำฟัตวาของชัยคฺศอลิหฺ อัลเฟาซาน
ดูเพิ่มเติมได้จากเว็บไซต์ด้านล่างนี้

วัลลอฮฺ อะอฺลัม


และครั้งหนึ่งได้มีคนๆหนึ่งถามชัยคฺอับดุลลอฮฺ อัลฆุดัยยานว่า “มุสลิมะฮฺคนหนึ่งได้ทำการศึกษาเรียนรู้ศาสนาด้วยการอ่านตำราและฟังเทปบรรยายที่ได้รับการแปลภาษา และเธอมีโอกาสที่จะสามารถติดต่อกับบรรดาผู้รู้ในสิ่งที่เธอมีปัญหาได้ ถามว่าอนุญาตให้เธอสอนบรรดามุสลิมะฮฺในมัสญิดได้หรือไม่ ทั้งนี้เนื่องจากว่าไม่มีใครเลยที่สามารถสอนสตรีมุสลิมะฮฺเหล่านั้นในเรื่องมารยาท เรื่องหลักศรัทธา และเรื่องวิถีแนวทาง(มันฮัจ)นอกจากเธอ?

ชัยคฺอับดุลลอฮฺ อัลฆุดัยยาน(หนึ่งในปราชญ์ของคณะกรรมธิการถาวรเพื่อการตอบปัญหาศาสนาแห่งชาติของประเทศซาอุดิอาระเบีย)ตอบว่า “เป็นที่รู้กันว่าคนๆหนึ่งนั้น จะได้รับความรู้ศาสนามาจากผู้รู้ และรับความรู้จากผู้ที่มีความรู้แตกฉานในแขนงวิชานี้ ดังนั้นเมื่อเขาต้องการความรู้เกี่ยวกับการอธิบายอัลกุรอาน(ตัฟสีร) เขาก็ต้องไปรับความรู้จากผู้ที่มีความแตกฉานในวิชานี้ และวิชาอื่นๆก็เช่นเดียวกัน นี่คือสื่อการเรียนรู้(ที่หนึ่ง)

สื่อการเรียนรู้ที่สอง คือการที่คนๆหนึ่งรับความรู้จากการอ่านตำรา แต่ว่า(วิธีนี้)เขาจะต้องไม่ยึดเอาเพียงแค่ตำราเป็นแหล่งความรู้ นอกจากผู้ที่มีความเชี่ยวชาญในการเข้าใจตำรา(ศาสนา)เหล่านี้อย่างถูกต้อง เพราะผู้ที่ไม่มีความเชี่ยวชาญในการเข้าใจตำราได้อย่างถูกต้องนั้น มีโอกาสที่เขาจะเข้าใจเรื่องหนึ่งเรื่องใดในตำราอย่างผิดๆ หลังจากนั้นเมื่อเขาก็พูด(สอน)ตามที่เขาเข้าใจ สิ่งที่เขาพูด(สอน)นั้นจึงเกิดความผิดพลาดขึ้น และเมื่อผู้คนเอาความรู้ที่เขาสอนอย่างผิดพลาดนั้นไปปฏิบัติ เขา(ผู้สอน)ก็จะต้องแบกรับความผิดบาปของคนเหล่านั้นไปด้วย
และสำหรับสตรีท่านนี้ ฉันขอตักเตือนเธอว่าไม่ให้ไปสอนเนื่องจากเธอรับความรู้จากการอ่านตำราและไม่มีใครอธิบายตำราเหล่านี้ให้เธอ

อ่านจบแล้วได้ข้อคิดอะไรบ้างครับ? และจับประเด็นอะไรได้บ้าง? ฝากเป็นคำถามให้ผู้ที่ต้องการสอนศาสนาทุกท่าน ไม่ว่าท่านจะเป็นดาอีย์ นักศีกษาด้านศาสนา หรือด้านสามัญ หรือ ผู้สนใจทั่วไป)ตอบกับตนเองนะครับ

ผมขอให้คำตักเตือนจากปราชญ์นี้เป็นข้อคิดเตือนใจและเป็นประโยชน์สำหรับตัวผมเอง และพี่น้องมุสลิมชาวสุนนะฮฺที่รักทุกคน
เพราะคำเตือนที่มีค่าจะไม่มีประโยชน์ใดๆนอกจากผู้ที่ศรัทธาและนำไปใคร่ครวญเท่านั้น ส่วนคนที่ดื้อรั้น และพยายามหาข้ออ้างและเพิกเฉยก็คงจะไม่สามารถบังคับหรือเปลี่ยนแปลงเขาได้นอกจากผู้ที่อัลลอฮฺทรงเมตตาเท่านั้น

วัลลอฮฺ อะอฺลัม