ทฤษฎีบิ๊กแบงในอัล-กุรอ่าน !?

625

[ ตอบโต้บรรดาผู้ที่เอาสมมุติฐานทางวิทยาศาสตร์มาใช้อธิบายความหมายของอัลกุรอ่าน ]

จากอายะฮฺที่ว่า

أَوَلَمْ يَرَ الَّذِينَ كَفَرُوا أَنَّ السَّمَاوَاتِ وَالْأَرْضَ كَانَتَا رَتْقًا فَفَتَقْنَاهُمَا وَجَعَلْنَا مِنَ الْمَاء كُلَّ شَيْءٍ حَيٍّ أَفَلَا يُؤْمِنُونَ

“และบรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธาเหล่านั้นไม่เห็นดอกหรือว่า
แท้จริงชั้นฟ้าทั้งหลายและแผ่นดินนั้นแต่ก่อนนี้รวมติดเป็นอันเดียวกัน แล้วเราได้แยกมันทั้งสองออกจากกัน และเราได้ทำให้ทุกสิ่งมีชีวิตมาจากน้ำ ดังนั้นพวกเขาจะยังไม่ศรัทธาอีกหรือ”

จาก “ทฤษฏีบิ๊กแบง” ที่ได้ให้การอธิบายว่า จุดเริ่มเเรก ทุกสสารทั้งหมด (พื้นที่ว่างเปล่า เวลา เเละพลังงาน) ยังผสมปนเปกันอยู่ ตอนนั้นยังไม่มีโลก ไม่มีท้องฟ้า ที่จริงก็คือยังไม่มีโครงสร้างใดๆ เลย ไม่มีแม้กระทั้งอะตอม อย่างไรก็ตามในอัลกุรอ่าน คำว่า “كانتا رتقا” ได้พูดถึงช่วงเวลาที่บรรดาท้องฟ้าและโลกมีอยู่ก่อนเเล้ว ซึ่งมาจากหลักฐานที่ชี้ชัดจากคำอธิบายจากผู้รู้ (ตัฟซีร) อายะนั้น แต่ในทฤษฏีบิ๊กแบง ตอนนั้นโลกยังไม่ได้ก่อเป็นรูปร่างใดๆ เลย ต้องรอถึงเก้าพันล้านปี โลกจึงจะก่อตัวเป็นรูปร่าง

หมายความว่า สิ่งที่กุรอ่านได้กล่าวใว้ ณ ช่วงเวลานั้น มีโลกอยู่แล้ว เเตกต่างกับสิ่งที่นักทฤษฏีบิ๊กแบงได้อธิบายใว้ ซึ่งโลกมีมาหลังจากเกิดบิ๊กแบง

คำว่า رتقا ในที่นี่หมายถึง ชั้นฟ้าจะอยู่ชั้นบนสุดของโลกโดยติดกัน สัมผัสกัน เชื่อมต่อกัน ไม่มีอะไรอยู่ระห่ว่างมันทั้งสอง คำศัพท์ที่ใช้ในทำนองนี้ ก็เช่นคำว่า อิลติซ้าก,อิลติสซ้าก อิรติกัม คำเหล่านี้ทั้งหมด บ่งชี้ถึง การยึดติดและการอยู่ร่วมกัน ในรูปแบบการซ้อนกันเป็นชั้นๆ จากชั้นสุดของเเต่ละชั้น และเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ในการเอาไปอ้างถึงในทฤษฏีบิ๊กแบง โดยทั้งสิ้น ซึ่งตามทฤษฎีบิ๊กเเบง ทุกสิ่งทุกอย่าง ไมว่าจะ พื้นที่ว่างเปล่า เวลา และพลังงานทั้งหมด ยังรวมอยู่กันเป็นหนึ่ง ด้วยความหนาแน่นเป็นอนันต์ และมีความร้อน ไม่มีโครงสร้างใด ๆ ทั้งในรูปของอะตอมหรือโมเลกุล ดังนั้น จึงเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ในการที่นักโต้เเย้งมุสลิม ที่จะเอาคำว่า fused, merged, coalesced, melded, combined ที่ให้ความหมายในทำนองการหลอมรวม,กลมกลืน,ได้หลอมรวมตัวกัน ประสมประสานกัน หรือคำอื่นในทำนองนี้ นำมาสร้างความเข้าใจ ว่าคำว่า رتقا มีความหมายตรงกับคำว่า ‘singularity’ ซิงกูลาริตี้ (Singularity) ในทฤษฎีบิ๊กแบง – (เพิ่มเติมคำว่า Singularity ซิงกูลาริตี้ เป็นบริเวณสมมติฐานใน space-time ที่ซึ่งแรงโน้มถ่วงทำให้มวลมหาศาลที่มีจำกัดถูกจำกัดในปริมาตรที่เล็กมากๆ เป็นอนันต์ ทำให้มีความหนาแน่นเป็นอนันต์ตามสุตร d=m/v เพราะเหตุนี้ space-time จึงถูกบิดเบี้ยวไปมากจนไม่สามารถจินตนาการได้)

ส่วนความหมายของคำว่า “อัลฟัตกุ” สามารถให้การอธิบายได้โดยต้องกลับไปพิจารณาคำว่า “เห็น” ในตอนต้นอายะฮฺกุรอ่านที่กล่าวว่า และบรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธาเหล่านั้นไม่เห็น….. ดอกหรือ” ว่า หมายถึง รู้ในเรื่องนั้น หรือเป็นการมองเห็นด้วยดวงตาที่เป็นวิสัยทัศน์กันเเน่ ถ้าหากว่าเป็นการกล่าวถึง การรู้ได้รู้ ดังนั้นก็สามารถ ไปดูนิยามของมัน จากความรู้ที่ไม่ใช่การคาดเดา และหากว่าเป็นการอ้างถึงการมองเห็นด้วยวิสัยทัศน์ นั่นก็เป็นการได้ใครครวญสัญญานหนึ่งได้โดยตรงจากบรรดาสัญญานต่างๆ ที่ชี้ให้เห็นถึงความเอกภาพของพระองค์

หากเราให้ความหมายของอัลกุรอ่านในอายะนั้นว่า ด้วยกับการรู้ (ไม่ใช่เห็นด้วยตา) ดังนั้น คำว่า “อัลฟัตกุ” มีความหมายได้หลายประการประการ

– การที่ชั้นฟ้าเเยกกับพื้นโลก โดยมีอากาศเป็นตัวกลาง หมายถึงบรรยากาศชั้นเเอทโมสเฟียร์ อยู่ระหว่างมันทั้งสอง เเละโดยก่อนหน้าที่มันจะเเยกนั้น
จะไม่มีบรรยากาศชั้นเเอทโมสเฟียร์ ชั้นฟ้าสัมผัสโดยตรงกับผิวโลก

– ท้องฟ้าได้ถูกแบ่งออกเป็นเจ็ดชั้นเหนือโลก และโลกถูกเเยกออกเป็นเจ็ดชั้นเช่นกัน เรื่องนี้เราไม่สามารถรู้ได้เอง และต้องกลับไปดูรายงานมาจากอัลกรอ่านเเละคำอธิบายของบรรดาซอฮาบะฮฺเเละลูกศิทษ์ของท่านเหล่านั้นเท่านั้น

ดังนั้นจากทัศนะนี้ บรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธาก็รู้อยู่เเล้วว่าโลกเคยอยู่ในสภาพที่ไม่มีชั้นบรรยากาศ เเละมันเชื่อมต่อกันโดยตรงกับพื้นที่ว่างเปล่า โดยดำเนินไปตามกลไล ต่อมาโลกพึ่งมามีชั้นบรรยากาศในภายหลัง อย่างไรก็ตาม เมื่อกลับไปดูคำอธิบายจากนักอธิบายอัลกุรอ่าน การให้คำอธิบายนี้ ไม่ได้เข้าไปอยู่ในสิ่งที่ตัฟซีรอัลกุรอ่านได้อธิบายใว้
เช่นเดียวกัน มันสามารถอธิบายเป็นอื่นได้อีก หากเอาอายะนี้มาตีความ ว่าเป็นการเห็นด้วยวิสัยทัศน์ที่ว่าคือ วิสัยทัศน์ของดวงตา หากว่าอายะฮฺนี้กล่าวถึง การมองเห็นด้วยตาจริงๆ ดังนั้น คำว่า อัลฟัตกุ จึงสามารถให้ความหมายได้ดังนี้

– การที่ผู้คนไม่ได้เห็นฝนตกลงมาจากฟากฟ้าในช่วงระยะเวลาหนึ่ง ราวกับว่าบนท้องฟ้าเป็นเเผ่นเดียวไปหมดในทุกๆที่ หลังจากนั้นก็ถูกเเบ่งออกเป็นส่วนต่างๆ ด้วยกับฝนที่ตกลงมา หรือการที่ผู้คน ไม่ได้เห็นพืชผักงอกเงยขึ้นมา เหมือนกับพื้นโลกเป็นเเผ่นเดียวกันหมด เเห้งเเล้งไม่มีชีวิตชีวาทุกที่ กระทั้งมีพืชพันธุ์เจริญงอกงามขึ้นมา เนื่องจากได้รับน้ำฝน (จากฟ้า) เป็นสาเหตุให้มันเจริญงอกเงยชึ้นมา

นี่คือความหมายของคำว่า อัลฟัตกุ ระหว่างชั้นฟ้าและโลก ซึ่งผู้คนทั่วไปสามารถรู้ได้จากเกือบทุกที่บนโลก หรือ

– เป็นการกล่าวถึง ปรากฏการณ์ของกลางวันเเละกลางคืน ที่ช่วงเวลากลางคืนเป็นตัวแยกระหว่างชั้นฟ้า หากใครมองขึ้นไปก็จะปรากฏเห็นว่าท้องฟ้าอยู่เหนือตัวเขา เเละความมืดปกคลุมทุกอย่างบนพื้นผิวของโลก ดังนั้น ไม่มีการเเยกใดๆ บรรดาดวงดาวเเละวัตถุต่างๆ ยังสามารถมองเห็นได้ แต่เมื่อ เเสงสว่าง ปรากฏ มันจึงเกิดการแบ่งเเยก และท้องฟ้าก็ปรากฎออกมาโดยเเยกจากโลกและจะไม่สามารถมองเห็นดวงดาวอีกต่อไป หากว่ามีคนขึ้นไปบนท้องฟ้าในช่วงเวลากลางวันเเละขึ้นไปเหนือพื้นโลก จนถึงชั้นเเอทโมสโซเฟียส์ มันก็จะกลายเป็นความมืดอีกครั้ง เเม้จะยังคงเห็นดวงอาทิตย์บนชั้นเเอทโมสเฟียก็ตาม เเต่เมื่อเขากลับลงมายังพื้นโลกอีกครั้ง เขาก็จะไม่เห็นความมืดของในที่เป็นชั้นถัดไปของท้องฟ้า ดังนั้น เเสงสว่าง ก็คือ ตัวที่มาแบ่งแยกระหว่างระหว่างโลกเเละชั้นฟ้า นี่คือปรากฏการณ์การที่ทุกคนสามารถสังเกตได้ทั่วไป จากเปลี่ยนแปลงของกลางคืนเเละกลางวัน

เป็นที่ชัดเจนจากคำพูดนักอรรถาธิบายอัลกุรอ่านส่วนใหญ่ พวกท่านเหล่านั้นได้ให้น้ำหนักในการอธิบายในทำนองว่า “สิ่งนี้เคยรวมติดกันมาก่อนโดยไม่มีการหลั่งน้ำฝนลงมา และแล้วมันก็หลั่งน้ำฝนลงมา และอีกสิ่งหนึ่ง ก็เคยรวมติดกันโดยไม่มีการผลิพืชพรรณ และแล้วพืชพรรณก็งอกเงยขึ้น” เป็นเสียงส่วนใหญ่และมีความเหมาะสม มีหลักฐานสนันสนุนจากอัลกุรอ่าน โดยสามารกลับไปดูได้ในคำอธิบายของท่านอิหม่ามอัตเตาะบะรีย์ อัล-กุรฏูบีย์ อัส-สะอฺดี้ และอัชชังกิตีย์

บรรดานักอธิบายอัลกุรอ่าน ได้ทำการรวบรวมคำพูดของศอฮาบะฮฺและบรรดาลูกศิทษ์ เพื่อนำมาใช้อธิบาย ตัวอย่างเช่น ประโยคที่กล่าวว่า “ มันคือสิ่งเดียวกัน ยึดติดเข้าด้วยกัน”

จากคำพูดของท่าน อิบนุ อบี ซามานายน์ ซึ่งเป็นผู้อธิบายคำพูดของท่าน อัล-หะซัน และประโยคที่กล่าวว่า “มันคือสิ่งเดียวกัน” จากคำพูดของท่านอัล-บัคฆอวีย์ ซึงมาจากคำว่า ʿท้องฟ้าและโลก มันคือสิ่งเดียวกัน” ในคำกล่าวของท่านอิหม่าม อัล-เชาว์กานี่

ซึ่งคำพูดเหล่านี้ไม่ได้มีการเชื่อมโยงกับทฤษฏีบิ๊กแบงเลย และไม่ไช่เป็นสิ่งที่ถูกต้องสำหรับนักตอบโต้มุสลิม ที่จะมาอ้างว่าทฤษฏีบิ๊กแบงเป็นสิ่งที่อัลกุรอ่านได้กล่าวใว้ สิ่งนี้ได้ให้ความกระจ่าง จากการพิจารณาคำกล่าวทั้งหมดรวมถึงบริบทของมันว่า ชั้นฟ้าและโลกนั้นมีมาตั้งเเต่เเรกเเล้ว และไม่ได้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ไม่ได้ประสาน ปนเปกัน หรือเป็นสสาร เป็นพลังงานที่ไม่มีโครงสร้างใดๆ

เเละความหมายที่ถูกต้องของคำว่า “รวมติดเป็นอันเดียวกัน” นั่นคือการรวมติดในรูปแบบของการซ้อนทับเป็นชั้นๆ ชั้นนึงอยู่เหนืออีกชั้นนึง เกิดขึ้นตอนที่โลกได้ถูกสร้างมาเเล้ว บรรดาภูเขาต่างๆ รวมทั้งบทบัณญัติต่างๆ และทุกสรรพสิ่งได้ถูกกำหนดขึ้นมาเเล้ว อยู่ในสถานะของท้องฟ้าชั้นเดียว ซึ่งเรียกว่า ดักคอน (หมอกควัน ) เหนือโลกในขั้นตอนนี้ และหลังจากนั้นมันได้เเยกจากกันเป็นส่วนๆ เเละสุดท้ายเเยกออกเป็นท้องฟ้าเจ็ดชั้น

สรุปจาก
http://www.aqidah.com/creed/articles/nkqjq-big-bang-cosmology-and-the-quran.cfm

แปลโดย นัสรน