ด้วยรักและห่วงใย ถึงสตรีผู้ศรัทธาทั้งหลาย

215

ด้วยรักและห่วงใยถึงสตรีผู้ศรัทธาทั้งหลาย

โดย อ.อิสหาก พงษ์มณี

คำสอนที่หนึ่ง

เรา ไม่ว่าชายหรือหญิงที่ศรัทธาต่ออัลลอฮ์ ต่อคำสั่งสอนของพระองค์ และพร้อมปฏิบัติตามคำสั่งสอนนั้น ต่างก็ได้ชื่อว่าผู้ศรัทธาทั้งสิ้น ผลตอบแทนของผู้ศรัทธาคือสวรรค์อันสถาพรที่ถูกเตรียมไว้ให้

โลกนี้เราอยู่กันไม่นาน สุขก็ไม่นาน ทุกข์ก็ไม่นาน โดยทั่วไปนานสุดก็ไม่เกินร้อยปี ในที่สุดเราต้องถูกนำกลับไปสู่โลกหน้าที่ยาวนานตลอดกาลตลอดไป หากเป็นสุขก็ยาวนานตลอดไป และถ้าเป็นทุกข์ก็ยาวนานยิ่ง

ยุคนี้สมัยนี้ เราซึมซับเอาคำสอนที่ค้านที่ต้านหลักการของศาสนามาเชื่อมาถือ นั่นก็คือสิทธิ์เท่าเทียมกันระหว่างบุรุษและสตรี มุสลิมะห์หลายคนไม่เคยรู้ด้วยซ้ำไปว่าศาสนาสอนอะไรนางบ้าง เกี่ยวกับเรื่องนี้

แต่นางรู้ว่าโลกเขากำลังเรียกร้องสิทธิ์สตรีให้ทัดเทียมกับบุรุษเพศ นางจึงรณรงค์เพื่อการนั้นด้วยดี นางมีความคิดลึกๆ อยู่ในใจว่าหากได้แต่งงานก็จะไม่ยอมเสีบเปรียบสามี และทุกอย่างต้องทัดเทียมกัน หาไม่นางจะต่อสู้กับเขาแม้จะต้องเลิกรากันก็ยอม

นางจะรู้บ้างไหมว่า สวรรค์และนรกของนางก็คือสามีของนาง หากนางใดไม่รู้ก็โปรดได้สดับรับฟังคำสอนนี้ แล้วนางจะเปลี่ยนใจหรือไม่ก็เป็นสิทธิ์ของนาง

ท่านอิหม่ามนซาอีบันทึกไว้ใน(ซุนัน) อับกุบรอ หมายเลขลำดับที่ (8913)

จากรายงานของอับดุลลอฮ์ อิบนุ เมี๊ยห์ซอน จากป้าของท่านว่า นางได้เข้าพบท่านร่อซูลุลลอฮ์ ศ้อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ท่านได้ลุกไปทำธุระส่วนตัว เมื่อแล้วเสร็จ (ท่านกลับมาหานาง) พลางกล่าวถามขึ้นว่า “เธอมีสามีแล้วหรือยัง” นางตอบว่า “มีแล้ว” ท่านถามต่อไปว่า “แล้วปฏิบัติต่อเขาอย่างไร” นางตอบว่า “ก็ปฏิบัต (รับใช้) สุดกำลังเว้นแต่สิ่งที่เกินกำลัง (ก็ไม่ได้ทำ)”

ท่านร่อซูลุลลอฮ์ ศ้อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม จึงได้กล่าวขึ้นว่า “พึงดูเถิดว่าเธอปฏิบัติต่อเขาอย่างไร เพราะเขาคือสวรรค์และนรกของเธอ”

ในอีกสำนวนหนึ่งใช้ว่า “เธอจงปฏิบัติดีต่อเขาเพราะเขาคือสวรรค์และนรกของเธอ”

ท่านอัลบานี่ยืนยันว่าเป็นสายรายงานที่ “ฮะซัน” ไว้ใน “ศ่อฮีฮุลญาเมี๊ยอ์”(1509)

#อ้างอิง
أخرج النسائي في الكبرى رقم (8913)
عن عَبْدَ اللهِ بْنَ مِحْصَنٍ عَنْ عَمَّةٍ لَهُ أَنَّهَا دَخَلَتْ عَلَى رَسُولِ اللهِ صَلَّى اللهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ فَقَامَ رَسُولُ اللهِ صَلَّى اللهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ لِبَعْضِ الْحَاجَةِ فَقَضَى حَاجَتَهَا فَقَالَ لَهَا رَسُولُ اللهِ صَلَّى اللهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ: «أَذَاتُ زَوْجٍ أَنْتِ؟» قَالَتْ: نَعَمْ قَالَ: «كَيْفَ أَنْتِ لَهُ؟» قَالَتْ: مَا آلُوهُ، إِلاَّ مَا عَجَزْتُ عَنْهُ فَقَالَ رَسُولُ اللهِ صَلَّى اللهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ: «انْظُرِي أَيْنَ أَنْتِ مِنْهُ، فَإِنَّهُ جَنَّتُكِ وَنَارُكِ»

قال الشيخ الألباني في صحيح الجامع (1509) : حسن .
وفي رواية برقم (8920) (فَأَحْسِنِي، فَإِنَّهُ جَنَّتُكِ وَنَارُكِ)

 

คำสอนที่สอง

นางใดมิทราบก็จงสดับเสียดังนี้

รายงานจาอบูสะอี๊ด อัลคุดรี่ ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุว่า

มีชายผู้หนึ่งนำลูกสาวมาหาท่านร่อซูลุลลอฮ์ ศ้อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม พลางกล่าวขึ้นว่า “บุตรีของฉันนางนี้ปฏิเสธที่จะแต่งงาน” ท่านร่อซูลุลลอฮ์ ศ้อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม จึงได้กล่าวแก่นางว่า “จงเชื่อฟังบิดาเธอเถิด”

นางจึงกล่าวแก่ท่านว่า “ข้อสาบานต่อผู้ที่แต่งตั้งท่านมาด้วยสัจธรรม ฉันจะยังไมยินดีแต่งงานจนกว่าท่านจะบอกฉันถึงสิทธิ์ที่สามีที่ต้องได้จากภรรยา เสียก่อน” ท่านจึงได้กล่าวตอบว่า “สิทธิ์ของสามีที่ต้องได้จากภรรยาคือ หากเขามีบาดแผลแล้วนางใช้ปากเลีย(เลือด)ให้ หรือหนองและเลือดไหลออกจากรู้จมูกทั้งสองข้างของเขา แล้วนางก็(ใช้ปาก) ดูดกลืนน้ำหนองและเลือดนั้น ก็ยังมิอาจถือได้ว่านางปฏิบัติตามสิทธิ์ที่เขาต้องได้จากนาง”

สตรีนางนั้นจึงได้กล่าว “ขอสาบานต่อผู้ที่แต่งตั้งท่านมาด้วยสัจธรรม ถ้าเช่นนั้นฉันขอไม่แต่งงานตลอดไป” ท่านนบี ศ้อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม จึงได้กล่าวว่า “พวกท่านทั้งหลายก็อย่าได้บังคับนางให้แต่งงาน ยกเว้นนางจะยินยอม”

บันทึกโดย อัลบัซซาร ฮะดีษลำดับที่ (8634) เชคอัลบานี่กล่าวว่า “ศ่อเฮี๊ยห์” โดยประกอบกับสายรายงานอื่น

#อ้างอิง

عن أبي سعيدٍ الخدريِّ رضي الله عنه قال:
أتى رجلٌ بابْنَتِه إلى رسول الله – صَلَّى اللهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ -، فقال: إنَّ ابنتَي هذهِ أبَتْ أنْ تَتَزوَّجَ؛ فقال لها رسولُ الله – صَلَّى اللهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ -: ” أطيعي أباك”. فقالتْ: والَّذي بعَثَك بالْحَقِّ لا أتزَوَّجُ حتى تُخْبِرَني ما حَقُّ الزوجِ على زوْجَتِه؟ قال: “حقُّ الزوجِ على زوْجَتِه؛ لو كانَتْ بِه قُرْحَةٌ فلَحَسَتْها، أوِ انْتَثَر مِنْخَراهُ صَديداً أوْ دَماً ثمَّ ابْتَلَعَتْهُ ما أدَّتْ حَقَّه”. قالَتْ: والَّذي بعَثَك بالْحَق لا أتَزَّوجُ أبَداً. فقال النبيُّ – صَلَّى اللهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ -: “لا تُنْكِحوهُنَّ إلاَّ بإذْنِهِنَّ” .أهـ
وأخرج البزار رحمه الله رقم (8634) وقال الشيخ الألباني رحمه الله في صحيح الترغيب والترهيب / رقم 1935 – (14) [صحيح لغيره] والسياق للشيخ الألباني رحمه الله

الفقير إلى ربه والراجي إلى عفوه
أبو الوفاء إسحاق عبد الرحمن فونجماني

คำสอนที่สาม

แม่นางทั้งหลาย หากเธอไม่รู้คุณสามีแล้วไซ้ร์ เธอคิดว่าอะไรจะเกิดขึ้นกับเธอหรือ

#โปรดสดับรับฟังดังนี้

รายงานจาก อับดุลลอฮ์ อิบนุ อุมัร ว่า ท่านร่อซูลุลลอฮ์ ศ้อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม กว่าวว่า “อัลลอฮ์จะไม่ทรงมองสตรีที่ไม่ยอมขอบคุณสามี ในขณะที่นางยังต้องพึ่งพิงสามีอยู่”

(เป็นที่น่าเสียใจยิ่งนัก เมื่อเกิดมาใหม่ในวันนั้น อัลลอฮ์จะไม่เหลือบสายตาไปมองนางเลย)

บันทึกโดยอันนซาอี ใน(ซุนัน) อัลกุบรอ (9086) ท่านอัลบานีรับรองว่า “ศ่อเฮี๊ยห์” (1944)

#อ้างอิง

عَنْ عَبْدِ اللهِ بْنِ عَمْرٍو قَالَ: قَالَ رَسُولُ اللهِ صَلَّى اللهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ: (لاَ يَنْظُرُ اللهُ إِلَى امْرَأَةٍ لاَ تَشْكَرُ لِزَوْجِهَا وَهِيَ لاَ تَسْتَغْنِي عَنْهُ)
أخرج النسائي رحمه الله في الكبرى (9086) وصححه الشيخ الألباني (1944)

الفقير إلى ربه والراجي إلى عفوه
أبو الوفاء إسحاق عبد الرحمن فونجماني

อิสฮาก พงษ์มณี