เรื่อง จักรวาลขยายไม่สิ้นสุด อยู่ใน อัลกุรอาน ?? ชัยคฺมุซาอิด อัฏฏอยยาร

320

จักรวาลขยาย คือหัวใจของทฤษฎี “บิกแบง”
************** *****************************
คำว่าจักรวาลขยายเป็นเสมือนหัวใจของทฤษฎี “บิกแบง” เพราะจากการค้นพบนี้ นักวิทยาศาสตร์สาวไปสู่การรวมตัวกันของสสารเป็นจุดเล็กๆ คือเล็กยิ่งกว่าอะตอมเสียอีก ต่อมาเกิดการระเบิดขึ้น แรงระเบิดนี้ทำให้ทุกอย่างกระจายออกไปเป็นจักรวาล และการกระจายตัวออกไปนี้คือที่มาของคำว่า “จักรวาลขยายตัว”

การค้นพบนี้จะจริงหรือเท็จก็อีกเรื่องหนึ่ง แต่การนำกุรอ่านมาอธิบายปรากฏการณ์นี้คือตัวปัญหา บางคนที่นิยมแนวตัฟสีรทำนองนี้ ก็ได้อ้างข้อความบางวรรคบางตอนที่ปรากฏในหนังสือของเชคมุซาอิด อัฏฏอยยารมาสมานับสนุนความคิดความเชื่อของตน โดยทึกทักเอาเองว่าเชคนั้นไม่คัดค้านทฤษฎีนี้ แต่กลับเห็นคล้อยตามอีกด้วย

นักวิชาการที่อยู่ในแนวทาง (ยึดแนวทางซะลัฟ) ส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยกับการยึดเอาการค้นพบหรือทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์มาอธิบายอัลกุรอ่านด้วยเหตุผลหลายประการ แต่ในที่นี้ขอหยิบยกมาสองประเด็นเพื่อเป็นตัวอย่างคือ

หนึ่ง หลักวิทยาศาสตร์ที่ได้รับการพิสูจน์แล้วว่าจริง แน่นอนว่าใครก็ไม่อาจปฏิเสธได้ สิ่งนี้มีอยู่จริงในสังคมยุคนี้ ซึ่งมีมากมายหลายเรื่อง แต่การที่มีมุสลิมบางคนนำอายะห์อัลกุรอ่านมาสวมและสมอ้างเอาว่าตรงกับข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์นั้นๆ แต่เมื่อไปตรวจสอบโดยละเอียดแล้วอัลกุรอ่านโองการนั้นหาได้เกี่ยวข้องกับหลักวิทยาศาสตร์นั้นๆ เลยแม้แต่น้อย

การไม่ยอมรับข้ออ้างนี้มิได้หมายความว่าไม่เชื่อหลักวิทศาสตร์ที่ได้รับการพิสูจน์แล้ว แต่ที่ปราขญ์ไม่ยอมรับคือการนำโองการที่ไม่เกี่ยวข้องทั้งโดยตรงและโดยอ้อม มาสมอ้างเอาเอง

สอง ตามหลักแล้วข้อสมมุติฐานทางวิทยาศาสตร์ ยังไม่ถือว่าเป็นข้อพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ที่ยุติแล้ว หมายความว่ายังต้องรอพิสูจน์ต่อไปว่าจริงหรือไม่ตามที่ได้ตั้งข้อสมมุติฐานไว้ สิ่งนี้นักวิชาการที่อยู่ในแนวทาง(ยึดตามแนวทางซะลัฟ) เกือบทั้งหมดต่างเห็นพ้องต้องกันว่าห้ามมิให้นำมาสมอ้างว่าปรากฏอยู่ในอัลกุรอ่าน เพราะคำว่าทฤษฎีนั้นอาจจะมีการเปลี่ยนแปลงได้ในอนาคตหากมีการค้นพบหลักฐานที่ชัดเจนและแน่นอนกว่า แต่อัลกุรอ่านคือข้อเท็จจริงที่ยุติแล้ว

เรื่องจักรวาลขยาย ตามที่ได้กล่าวแล้วว่าจะเท็จจริงอย่างไรก็เรื่องหนึ่ง

แต่การนำอัลกุร่อ่านมาสวมนี่ เชคมุซาอิด อัฎฎอยยารบอกว่าเป็นปัญหา เพราะอายะห์ที่ 47 จากซูเราะห์อัซซาริยาตที่ว่า (ؤالسماء بنيناها بأيد وإنا لموسعون)แปลว่า “และฟ้านั้นเราได้สร้างมันด้วยพลัง และแท้จริงเราได้ทำให้มันกว้าง” ค่าว่า “ทำให้มันกว่าง”นี้ ในตัฟสีรจากบรรพชน(ซะลัฟ) มีเพียงแค่สองคำอธิบายเท่านั้นคือ

หนึ่ง สามารถ
สอง ทำให้กว้าง คือเป็นการบอกเล่าให้ทราบหลังจากที่ได้สร้างไปแล้วว่ามันกว้างใหญ่

หมายความว่าในตัฟสีรของบรรพชนไม่มีข้อความใดสื่อว่า “มันขยายออกไปไม่สิ้นสุด” ดังนั้นหากใครนำคำว่า “ขยาย” มาสวมอายะห์นี้ก็เท่ากับเป็นการสร้างคำอธิบายขึ้นมาใหม่เกินจากคำอธิบายของซะลัฟ มันจึงเป็นปัญหา

ดังนั้นหากใครอ่านหนังสือของท่านอย่างรอบคอบและครบถ้วนย่อมไม่สามารถจะกล่าวได้ว่าท่านเห็นด้วยหรือไม่คัดค้านทฤษฎีบิกแบง ตรงกันข้ามท่านเองยืนยันว่าอายาะห์นี้หากใครนำมาสมอ้างเรื่องการขยายตัวของจักรวาล เท่ากับสร้างทัศนะใหม่ขึ้นมาและไม่เคยปรากฏว่าไปตรงกับทัศนะใดๆของซะลัฟ และท่านก็ยืนยันว่านี่คือตัวปัญหา (คือไม่ยึดตามแนวทางซะลัฟหรือออกนอกการอธิบายของซะลัฟ)

อายะห์ที่ 47 จากซูเราะห์ อัซซาริยาตนี้ ถือว่าเป็นหัวใจหลักของฝ่ายที่นิยมนำสมมุติฐานทางวิทยาศาสตร์มาอธิบายอัลกุรอ่าน และหากว่าท่านเห็นด้วยหรือไม่คัดค้าน ท่านก็คงไม่กล่าวดังที่สรุปให้อ่านแล้ว

ฉะนั้นการจะอ้างอิงนักวิชาการท่านใด โปรดไตร่ตรองให้รอบคอบ อ่านให้ครบถ้วน อย่าหยิบเอาแต่เฉพาะที่จะเอาแล้วทึกทักเอาเอง จะกลายเป็นว่าไปให้ร้ายนักวิชาการท่านนั้นๆ เสียเอง

ใครต้องการศึกษาผมก็ได้แนบบางส่วนของหนังสือท่านที่กล่าวเกี่ยวกับเรื่องนี้ จริงเท็จแค่ไหนก็ลองอ่านและศึกษากันเอาเอง

ตัวบทภาษาอาหรับ (الاعجاز العلمي إلى أين ص 83-84)
————————————————————-
وأما القسم الثاني، وهو الآيات التي تحتاج معانيها إلى تفسير، فمن أمثلته ما ورد في قوله تعالى: {وَالسَّمَاءَ بَنَيْنَاهَا بِأَيْدٍ وَإِنَّا لَمُوسِعُونَ} [الذاريات: 47].
وهذه الآية للسلف فيها قولان:
الأول: وإنا لقادرون، مأخوذ من الوُسْعِ، وهو القدرة والطاقة.
الثاني: جاعلوها ذات سعة، فهو من السَّعةِ والانفساح.
وهذا على حكاية حالها بعد خلقها، وأنها خُلِقت واسعة فسيحة.
وجاء في علم الفلك ما يدل على أنَّ الكون يتمدد، وبنى عليه بعضهم أنَّ هذا التمدد الذي توصل إليه علماء الفلك هو المقصود بقوله: {وَإِنَّا لَمُوسِعُونَ} [الذاريات: 74]، وفي حمل الآية على هذا الكشف إشكال.
وهذا المعنى المذكور فيه زيادة في التفسير من جهة المعنى، فصار في الآية ثلاثة معانٍ.