สาเหุตหลักบางประการที่ทำให้มั่นคงบนแนวทางสลัฟ

324
*** สาเหุตหลักบางประการที่ทำให้มั่นคงบนแนวทางสลัฟ ***
โดย อาจารย์ดาวุด รอมาน

**ประการที่หนึ่ง : ขอดุอาอ์ให้มั่นคงในแนวทาง
ดุอาอ์ของท่านนบีซอลลัลลอฮ์อะลัยฮิวะซัลลัมที่ใช้ขอต่ออัลลอฮ์ดังต่อไปนี้ 
[[ يَا مُقَلِّبَ القُلُوبِ، ثَبِّتْ قَلْبِي عَلَى دِينِكَ ]]
((โอ้อัลลอฮ์ ผู้ทรงเปลี่ยนแปลงจิตใจ ได้โปรดทำให้จิตใจของฉันมั่นคงอยู่ในศาสนาของพระองค์ด้วยเถิด))
قالت أمُّ سَلَمة : فقُلْتُ يَا رَسُولَ الله! أَوَ إِنَّ القُلُوبَ لَتَتَقَلَّبُ؟ قَالَ:(نَعَمْ؛ مَا مِنْ خَلْقِ الله مِنْ بَنِي آدَمَ مِنْ بَشَرٍ إِلاَّ أَنَّ قَلْبَهُ بَيْنَ أُصْبُعَيْنِ مِنْ أَصَابِعِ الله، فَإِنْ شَاءَ اللهُ عَزَّ وَجَلَّ أَقَامَهُ،
وَإِنْ شَاءَ أَزَاغَهُ» رواه أحمد والترمذي وابن ماجه
ท่านหญิงอุมมุซะละมะห์ รอฎิยัลลอฮุอันฮา กล่าว่า : “ฉันกล่าวว่า โอ้ท่านรอซูลุลอฮ์ หัวใจจะเปลี่ยนแปลงได้อย่างนั้นหรือ?” ท่ารอซูลุลลอฮ์ตอบว่า : “ใช่แล้ว ไม่มีสิ่งใดที่เป็นสิ่งทีทอัลลอฮ์สร้างที่เป็นมนุษย์ นอกจากหัวใจของเขาอยู่ระหว่างสองนิ้วจากนิ้วของอัลลอฮ์ เมื่อพระองค์ประสงค์ก็จะทรงทำให้มันมั่นคง และหากพระองค์ประสงค์ก็จะทรงทำให้มันเฉไฉ” บันทึกโดยอะห์มัด อัตติรมิซีและอิบนุมาญะห์
ทั้งนี้เพราะดุอาอ์เป็นเรื่องที่สำคัญ ดังที่อัลลอฮ์กล่าวว่า

{وَقَالَ رَبُّكُمُ ادْعُونِي أَسْتَجِبْ لَكُمْ إِنَّ الَّذِينَ يَسْتَكْبِرُونَ عَنْ عِبَادَتِي سَيَدْخُلُونَ جَهَنَّمَ دَاخِرِينَ } [غافر:60]
“องค์อภิบาลของพวกท่านกล่าวว่า จงขอดุอาอ์ต่อข้าและข้าจะตอบสนองคำขอของพวกท่าน แท้จริงพวกที่หยิ่งผยองต่อการอิบาดะห์ต่อข้า พวกเขาจะได้เข้านรกยะฮันนัม” ฆอฟิร : 60
ท่านนบีซอลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัมได้กล่าวว่า:

“الدعاء هو العبادة”
“ดุอาอ์เป็นอิบาดะห์” บันทึกโดยอบูดาวูด อัตติรมิซีและอิบนุมาญะห์

เป็นที่น่าเสียใจว่าบางคนละเลยในการขอดุอาออ์ต่ออัลลอฮ์ หรือขอแต่ทำแบบไม่ใส่ใจ ทำแบบขอไปที ทั้งๆที่ดุอาอ์มีความสำคัญอย่างยิ่ง ท่านเชคซอและฮ์อัลอุซัยมีน รอฮิมะฮุลลอฮ์ได้กล่าวชี้แจงถึงสาเหตุที่ทำให้มีความมั่นคงอยู่ในแนวทางที่ถูกต้อง เมื่อท่านถูกถามในเรื่องนี้ ท่านกล่าวว่า :”ดุอาอ์เป็นหนึ่งในเหตุสำคัญ มนุษย์ต้องขอดุอาอ์ต่ออัลลอฮ์อยู่ตลอดเวลา เพื่อให้มีความมั่นคง เพราะบรรดาหัวใจอยู่ระหว่างสองนิ้วของอัลลอฮ์ พระองค์จะทรงเปลี่ยนแปลงตามที่พระองค์ทรงประสงค์ ดังนั้นจงขอดุอาอ์ต่ออัลลอฮ์ให้หัวใจมีความมั่นคงอยู่บนแนวทางที่ถูกต้องดังเช่นท่านนบีซอลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัมได้ขอว่า :
[[ اللهم يامصرف القلوب صرف قلوبنا على طاعتك ]]
[[โอ้อัลลอฮ์ ผู้ทรงเปลี่ยนแปลงหัวใจ ได้โปรดทำให้หัวใจของเรามั่นคงอยู่บนการเชื่อฟังต่อพระองค์]]


จงขอดุอาอ์ต่ออัลลอฮ์ให้หัวใจมั่นคงอยู่บนความถูกต้อง ท่านนบีซอลลัลลอฮุอะลัย ฮิวะซัลลัมยังขอดุอาอ์ต่ออัลลอฮ์ ซึ่งท่านเป็นมนุษย์ที่ดีที่สุด ท่านยังขอแล้วนับประสาอะไรกับคนธรรมดาทั่วไปที่จะไม่ขอ และต้องขอด้วยใจจริง โดยเฉพาะในสภาวะที่เรารู้สึกว่าละเลยเรื่องศาสนา ทำผิดในเรื่องศาสนา เฉไฉบิดเบี้ยวออกจากแนวทางที่ถูกต้องยิ่งต้องขอดุอาอ์ให้มากๆ

**ประการที่สอง : การอ่านกุรอานพินิจพิเคราะห์ความหมายและนำมาปฏิบัติ


อ่านและพินิจพิเคราะห์ความหมายตามความเข้าใจของสลัฟซอและห์และนำมาปฏิบัติ เพราะอัลกุรอานถือเป็นปัจจัยหลักข้อหนึ่งที่จะทำให้มั่นคงอยู่บนสัจธรรมความจริง
เชคซอและห์อัลอุซัยมีนกล่าวว่า “จงอ่านอัลกุรอานแล้วพินิจพิเคราะห์ความหมาย ให้ความสำคัญเพื่อให้ได้ทางนำที่ถูกต้อง เพราะอัลลอฮ์กล่าวว่า
{لَوْ أَنْزَلْنَا هَذَا الْقُرْآنَ عَلَى جَبَلٍ لَرَأَيْتَهُ خَاشِعًا مُتَصَدِّعًا مِنْ خَشْيَةِاللَّهِ} [الحشر:21]
((หากเราประทานอัลกุรอานนี้ลงมาบนภูเขาลูกหนึ่ง แน่นอนเจ้าจะเห็นมันนอบน้อมแตกแยกออกเป็นเสี่ยงๆ เนื่องเพราะความกลัวต่ออัลลอฮฺ ))

**ประการที่สาม การเรียนรู้เรื่องศาสนา

คนเรามีความต้องการศาสนามากกว่าต้องอาหารและนำ้เสียอีก ท่านอิหม่ามอะหมัด อิบนุฮัมบัลรอฮิมะฮุลลอฮ์กล่าวว่า
[[ الناس أحوج إلى العلم منهم إلى الطعام والشراب لأن الطعام والشراب يحتاج إليه في اليوم مرتين أو ثلاثة والعلم يحتاج إليه في كل وقت]]
[إعلام الموقعين عن رب العالمين ]
มนุษย์มีความต้องศาสนายิ่งกว่าต้องการอาหารและเครื่องดื่ม เพราะอาหารและเครื่องดื่มนั้นต้องการวันหนึ่งเพียงสองถึงสามครั้งเท่านั้น แต่ความรู้ศาสนานั้นต้องการทุกเวลา

**ประการที่สี่ ต้องรู้จักแยกผิดแยกถูก

ท่านอิหม่ามอิบนุ้ลกอยยิม อัลเญาซียะห์ รอฮิมะฮุ้ลลอฮ์กล่าว่าว่า แท้จริงผู้คนในเรื่องนี้มีอยู่สี่กลุ่ม คือ

กลุ่มที่หนึ่ง ผู้ที่รู้ชัดเจนถึงแนวทางของผู้ศรัทธาและแนวทางของผู้อธรรมอย่างละเอียดถี่ถ้วนทั้งทางด้านความรู้และด้านการปฏิบัติ พวกนี้ถือว่าเป็นพวกที่รู้จักความจริง

กลุ่มที่สอง ผู้ที่ไม่รู้จักแนวทางผู้ศรัทธาและแนวทางผู้อธรรม พวกนี้จะเดินตามแนวทางของผู้หลงผิด

กลุ่มที่สาม ผู้ที่ให้ความสนใจแนวทางผู้ศรัทธาโดยไม่สนใจแนวทางที่ตรงกันข้าม หรือรู้แต่เพียงพอสังเขปเท่านั้น ว่าทุกแนวทางที่แย้งกับแนวทางที่ถูกต้องถือเป็นเรื่องผิดและเสียหาย

กลุ่มที่สี่ ผู้ที่รู้จักแนวทางผิด บิดอะห์และกุฟร์อย่างดี รู้จักแนวทางที่ถูกต้องแบบผิวเผนและยึดถือเอาแนวทางหลงผิดมาเป็นแนวทางในการดำเนินชีวิต. (อัลฟะวาอิดหน้า109)

**ประการที่ห้า เกาะติดกับผู้รู้ที่อยู่ในแนวทางสลัฟซอและห์

การเกาะติดกับผู้รู้ กับนักศึกษา กับพี่น้องที่อยู่ในแนวทางสลัฟซอและห์ท่านนบี ซอลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัมเมื่อท่านได้อ่านโองการที่ว่า

{هُوَ الَّذِي أَنْزَلَ عَلَيْكَ الْكِتَابَ مِنْهُ آيَاتٌ مُحْكَمَاتٌ هُنَّ أُمُّ الْكِتَابِ وَأُخَرُ مُتَشَابِهَاتٌ فَأَمَّا الَّذِينَ فِي قُلُوبِهِمْ زَيْغٌ فَيَتَّبِعُونَ مَا تَشَابَهَ مِنْهُ ابْتِغَاءَ الْفِتْنَةِ وَابْتِغَاءَ تَأْوِيلِهِ} [آل عمران:7]

((พระองค์คือผู้ทรงประทานคัมภีร์ลงมาแก่เจ้า โดยที่ส่วนหนึ่งจากคัมภีร์นั้นมีบรรดาโองการที่มีข้อความรัดกุมชัดเจน ซึ่งโองการเหล่านั้น คือรากฐานของคัมภีร์ และมีโองการอื่นอีกที่มีข้อความเป็นนัย ส่วนบรรดาผู้ที่ในหัวใจของพวกเขามีการเอนเอียงออกจากความจริงนั้น เขาจะติดตามโองการที่มีข้อความเป็นนัยจากคัมภีร์ ทั้งนี้ เพื่อแสวงหาความวุ่นวาย และเพื่อแสวงหาการตีความในโองการนั้น))

ท่านรอซูลุลลอฮิซอลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัมกล่าวว่า:
(( فإذا رأيت الذين يتبعون ماتشابه منه فأولئك الذين سمى الله فاحذروهم ))
(أخرجه البخاري ومسلم)

(( เมื่อท่านเห็นพวกที่จะเอาแต่เรื่องที่มีความคลุมเครือในอัลกุรอาน จงรู้ไว้เถิดว่า พวกนี้แหละเป็นพวกที่อัลลอฮ์กล่าวถึง ดังนั้นจงระวังพวกนี้ไว้ให้ดี ))

บันทึกโดยอัลบุคอรีและมุสลิม

อายะห์นี้ชี้ว่า จำเป็นต้องระมัดระวังพวกที่เฉไฉ พวกบิดอะห์ และจำเป็นต้องติดยึดอยู่กับผู้รู้ซุนนะห์ที่มีความรู้ลุ่มลึก มีความรู้มั่นคง ชัดเจนในแนวทางไม่เฉไฉ ไม่บิดเบือนออกจากหลักการ ท่านบีซอลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัมเมื่อท่านได้กล่าวถึงกลุ่มชนที่รอดและปลอดภัยนั้น กล่าวว่าหมายถึง
[[ ما أنا عليه اليوم وأصحابي]]
((กลุ่มชนที่ฉันและซอฮาบะห์ของฉันดำเนินอยู่ในวันนี้))

ดังนั้นการที่เกาะติดอยู่กับผู้รู้ที่อยู่ในแนวทางสลัฟเท่ากับติดอยู่กับซุนนะห์ของท่าน รอซูลุลลอฮิซอลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม โดยเหตุนี้เองท่านอิบนุซีรีนได้กล่าวไว้ว่า :
(( إن هذا العلم دين فانظروا عمن تأخدون دينكم )) “شرح أثر ابن سيرين إن هذا العلم دين”
[[แท้จริงความรู้นั้นเป็นเรื่องศาสนา ดังนั้นจงพิจารณาตัวคนที่จะเอาความรู้จากเขา]]

และอัลลอฮ์ใช้เราให้ถามคนที่รู้เมื่อเราไม่รู้ว่า:
{فَاسْأَلُوا أَهْلَ الذِّكْرِ إِنْ كُنْتُمْ لَا تَعْلَمُونَ} [النحل :43]
((จงถามผู้รู้หากท่านเป็นผู้ไม่มีความรู้)) [อันนะห์ลุ : 43]

ท่านรอซูลุลลอฮิซอลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัมกล่าวว่า:
[[الرجل على دين خليله فلينظر أحدكم من يخالل]] [أخرجه أبوداودوالترمذي]

[[คนหนึ่งขึ้นอยู่กับศาสนาของเพื่อนของเขา ดังนั้นจงพิจารณาคนที่จะคบเป็นเพื่อน]]

หะดีษนี้ท่านนบีซอลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัมได้ใช้มุสลิมให้ระมัดระวังคนที่จะคบทำเพื่อน เพราะเพื่อนเป็นอย่างไรเขาก็จะเป็นเช่นนั้นด้วย]]

**ประการที่หก : ต้องปลีกตัวออกห่างเมื่อเกิดความวุ่นวาย

เมื่อเกิดวิกฤติ เกิดความวุ่นวายจำเป็นต้องออกห่าง ต้องไม่เข้าไปเกี่ยวข้อง ต้องไม่มีส่วนร่วมใดๆทั้งสิ้นของปัญหาและต้องติดอยู่กับผู้รู้ที่อยู่ในแนวทางสลัฟซอและห์
ท่านฮะซัน อัลบัศรี่ กล่าวว่า :
[[إن هذه الفتن إذا أقبلت عرفها كل عالم وإذا أدبرت عرفها كل جاهل ]]
[[เรื่องฟิตนะห์เมื่อมันมาถึง ปราชญ์ทุกท่านย่อมรู้ดี และเมื่อมันผ่านพ้นไปคนเขลาทุกคนจะรู้]]

قال شيخ الإسلام ابن تيمية رحمه الله تعالى 
🙁
 الْفِتَنَ إِنَّمَا يُعْرَفُ مَا فِيهَا مِنَ الشَّرِّ إِذَا أَدْبَرَتْ. فَأَمَّا إِذَا أَقْبَلَتْ فَإِنَّهَا تُزَيَّنُ، وَيُظَنُّ أَنَّ فِيهَا خَيْرًا، فَإِذَا ذَاقَ النَّاسُ مَا فِيهَا مِنَ الشَّرِّ وَالْمَرَارَةِ وَالْبَلَاءِ، صَارَ ذَلِكَ مُبَيِّنًا لَهُمْ مَضَرَّتَهَا، وَوَاعِظًا لَهُمْ أَنْ يَعُودُوا فِي مِثْلِهَا….إلى أن قال: وَمَنِ اسْتَقْرَأَ أَحْوَالَ الْفِتَنِ الَّتِي تَجْرِي بَيْنَ الْمُسْلِمِينَ، تَبَيَّنَ لَهُ أَنَّهُ مَا دَخَلَ فِيهَا أَحَدٌ فَحَمِدَ عَاقِبَةَ دُخُولِهِ، لِمَا يَحْصُلُ لَهُ مِنَ الضَّرَرِ فِي دِينِهِ، وَدُنْيَاه وَلِهَذَا كَانَتْ مِنْ بَابِ الْمَنْهِيِّ عَنْهُ، وَالْإِمْسَاكُ عَنْهَا مِنَ الْمَأْمُورِ بِهِ
[منهاج السنة]

ท่านชัยคุ้ลอิสลาม อิบนุตัยมียะห์ รอฮิมะฮุ้ลลอ์กล่าวว่า: [[ฟิตนะห์นั้นจะรู้ว่ามันมีความเลวร้ายอยู่เมื่อมันจากไปแล้ว ตอนที่มันมามันจะดูดีและคิดว่ามันมีของดีอยู่ ต่อเมื่อผู้คนได้ลิ้มรสความเลวร้าย ความขมขื่นและการทดสอบที่อยู่ในนั้น ก็จะประจักษ์ชัดว่ามันเลวร้ายแก่ผู้คน และเตือนใจผู้คนว่ามันจะกลับมาเป็นเช่นนี้อีกและผู้ใดที่ได้ติดตามเรื่องราวต่างๆที่เกิดขึ้นแก่บรรดามุสลิม ก็จะเป็นที่ชัดเจนว่า ไม่มีใครหรอกที่เข้าไปอยู่ในฟิตนะห์แล้วจะบอกว่ามันมีดีอยู่ เพราะฟิตนะห์ที่เกิดขึ้นมานั้นล้วนแต่เป็นอันตรายทั้งเรื่องศาสนาและทางโลก ด้วยเหตุนี้ ฟิตนะห์จึงเป็นเรื่องต้องห้าม การงดที่จะเข้าร่วมฟิตนะห์จึงเป็นสิ่งที่ศาสนาใช้]] [มินฮาญุซซุนนะห์]

เป้าหมายของอิบนุตัยมียะห์คือฟิตนะห์ทั่วไป สิ่งที่สมควรที่จะต้องรู้คือในช่วงเวลาที่มีฟิตนะห์มีความวุ่นวาย ต้องติดอยู่กับผู้รู้ที่อยู่ในแนวทางสลัฟซอและห์-จงอยู่ในความสงบจงหนีห่างความวุ่นวาย ห้ามเข้าร่วมก่อความวุ่นวาย
قال رسول الله صلى الله عليه وسلم : [سَتَكُونُ فِتَنٌ ، الْقَاعِدُ فِيهَا خَيْرٌ مِنْ الْقَائِمِ ، وَالْقَائِمُ فِيهَا خَيْرٌ مِنْ الْمَاشِي ، وَالْمَاشِي فِيهَا خَيْرٌ مِنْ السَّاعِي ، وَمَنْ يُشْرِفْ لَهَا تَسْتَشْرِفْهُ ، وَمَنْ وَجَدَ مَلْجَأً أَوْ مَعَاذًا فَلْيَعُذْ بِه] رواه البخاري 3601 ومسلم 2886

ท่านรอซูลุลลอฮ์ซ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัมกล่าวว่า “ฟิตนะห์จะเกิดขึ้น คนนั่งลงท่ามกลางความวุ่นวายดีกว่าคนยืน คนยืนท่ามกลางความวุ่นวายดีกว่าคนเดิน และคนเดินท่ามกลางความวุ่นวายดีกว่าคนวิ่ง ผู้ใดที่พาตัวเข้าสู่ความวุ่นวาย เขาก็จะได้รับความหายนะ ผู้ใดพบที่หลบภัยหรือที่พักพิงจงหลบภัยเถิด”
(บันทึกโดยบุคอรีและมุสลิม)

**ประการที่เจ็ด ต้องห่างไกลจากพวกอารมณ์นิยม พวกสร้างฟิตนะห์
สลัฟซอและห์กล่าวว่า
[[إن من يجالس أهل البدع أشد علينا من أهل البدع]] [الإبانة الكبرى: من قول ابن عون رحمه الله]
ผู้ที่นั่งร่วมวงกับพวกบิดอะห์นั้น มีอันตรายต่อพวกเรายิ่งกว่าพวกบิดอะห์เสียอีก
قال الثوري:[[من جالس صاحب بدعة لم يسلم من أن يكون فتنة لغيره]]
[[ผู้ใดที่นั่งร่วมกับพวกบิดอะห์ เขาจะไม่ปลอดภัยจากฟิตนะห์ที่มาจากคนอื่น]]
เชคบินบ้าส รอฮิมะฮุ้ลลอฮ์ ถูกถามว่า : ผู้ที่ยกย่องชาวบิดอะห์และสรรเสริญพวกเขาจะเป็นพวกบิดอะห์ด้วยหรือเปล่า ? ท่านได้ตอบว่า :

[[ نعم مافيه شك من أثنى عليهم ومدحهم هو داعٍ إليهم هو من دعاتهم نسأل الله العافية ]]
[شرح كتاب فضل الإسلام عند نهاية شرحه لـ”باب ما جاء أن البدعة أشد من الكبائر”]
((ใช่ โดยไม่มีข้อสงสัย ผู้ใดที่ยกย่องและสรรเสริญชาวบิดอะห์ เขาเป็นผู้ที่เรียกร้องไปสู่พวกบิดอะห์ เขาเป็นหนึ่งในผู้เรียกร้องบิดอะห์ ขออัลลอฮ์โปรดปกป้องเราด้วยเถิด))
ท่านอัมร อิบนุก็อยซิน กล่าวว่า :
[[ كان يقال تجالس صاحب زيغ فَيَزِيغَ قلبك ]] [الإبانة ]
[[ เคยมีผู้กล่าวไว้ว่า หากท่านนั่งร่วมกับพวกที่เฉไฉ เขาจะทำให้หัวใจของท่านเฉไฉไปด้วย]] [อัลอิบานะห์]

**ประการที่แปด ต้องห่างไกลจากคนชั่วคนเลว

ท่านอิบนุ้ลกอยยิม อัลเญาซียะห์ รอฮิมะฮุลลอฮ์กล่าว่า

(( كل من آثر الدُّنْيَا من أهل الْعلم واستحبها فَلَا بُد أَن يَقُول على الله غير الْحق فِي فتواه وَحكمه فِي خَبره وإلزامه لِأَن أَحْكَام الرب سُبْحَانَهُ كثيراً مَا تَأتي على خلاف أغراض النَّاس…إلخ)) [اغاثة اللهفان]

((ทุกคนที่เอาประโยชน์จากดุนยาจากพวกผู้รู้ และรักดุนยา เขาจำเป็นต้องกล่าวเรื่องโกหกใส่อัลลอฮ์ในการตอบปัญหาศาสนา ในการออกฮุก่มศาสนา และการให้ตามเรื่องศาสนา เพราะว่าบรรดาฮุก่มของอัลลอฮ์ตะอาลาส่วนใหญ่แล้วจะแย้งกับความต้องการของมนุษย์ )) [อิฆอซะตุ้ลละห์ฟาน]
เมื่อคนมีความรู้คลุกคลีกับคนที่เอาแต่ประโยชน์ทางโลก คนเลวและคนผิด เขาจะมีผลกระทบตามมา น้อยสุดคือการกล่าวเท็จต่ออัลลอฮ์
หมายเหตุ 

คัดมาจากบทความเรื่อง : “สาเหุตหลักบางประการที่ทำให้มั่นคงบนแนวทางสลัฟ”
เชคอะห์มัด บัซมูล มีทั้งหมดสิบสี่ประการด้วยกัน คือ :-
ประการที่เก้า : ใช้เวลากับสิ่งที่มีประโยชน์
ประการที่สิบ : ห่างไกลจากมารยาทที่ไม่ดี
ประการที่สิบเอ็ด: ศึกษาตำราต่างๆที่ชี้แจงความจริง โต้ตอบเท็จ
ประการที่สิบสอง: ออกห่างการโต้เถียงกับพวกที่เห็นต่าง
ประการที่สิบสาม: ศึกษาต้นเหตุที่ทำให้เกิดความมั่นคง
ประการที่สิบสี่: ต้องมั่นใจว่าแนวทางสลัฟซอลิฮ์ เป็นแนวทางที่ถูกต้องที่สุด
(เอกสารประกอบการสอน ณ มัสยิดดาริสสลาม 13/01/2561)