ประวัติศาสตร์ที่เเท้จริงของเยรูซาเล็ม

228

ประวัติศาสตร์ที่เเท้จริงของเยรูซาเล็ม

มีคำถามว่า เมืองเยรูซาเลม เคยเป็นของยิวมาก่อนหรือไม่ ? จากประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา หรือในฐานะรัฐหนึ่งก็เคยเป็นมาก่อนหรือ ? หรืออาจจะมีคนตั้งคำถามว่า ยิวเคยเข้ามาอาศัย ในเยรูซาเล็มมาก่อนหรือไม่ พวกเขาเคยมีอาณาจักรหนึ่งที่นี่มาก่อนหรือไม่ ?
จากประวัติศาสตร์ยอมรับกันว่า ยิวเคยเข้ามาอาศัยที่นี่มาก่อน เเละมีการก่อตั้งอาณาจักรหนึ่ง ในยุคสมัยของท่านนบีดาวุด(เดวิด) และยุคสมัยของท่านนบีสุลัยมาน(โซโลมอน) ลูกชายของท่าน-อาลัมฮิมอัสลาม
ยิวได้มีโอกาสปกครองเยรูซาเล็มเป็นเวลาแค่ 70 ปีเท่านั้น ไม่ขาดไม่เกิน เวลาการปกครองของพวกเขาไม่มากไปกว่านั้น เป็นช่วงเวลาสั้นๆ จากประวัติศาสนตร์อันยาวนานของเมืองเยรูซาเล็ม เเละเยรูซาเล็มก็มีประวัติศาสตร์ค่อนข้างคล้ายคลึงกับอิยิปต์ รวมไปถึงอาณาจักรโบราณอื่นๆ ในโลก
สำหรับเมืองอัลกุดส์ นั้นมีช่วงระยะเวลาของมันที่เเตกต่างกัน แต่ละช่วงเวลานั้นยาวนานประมาณ 1,000 ปี ในช่วงเเรกของอาหรับนั้น มีการอาศัยกันอยู่เป็นชนเผ่าอาหรับ ที่มีชื่อว่า “คานาอัน” ซึ่งอาศัยอยู่ในดินเเดนปาเลสไตน์ ทำการเกษตร และสร้างหมู่บ้านอยู่ในนั้น เป็นระยะเวลาประมาณ 2,000 ปี
หลังจากนั้นชนชาติต่างๆ ต่อสู้กันเพื่อเเย่งชิงดินเเดนปาเลสไตน์ ต่อสู้กันเพื่อปกครองมัน และเพื่ออาศัยที่นั่น ในบรรดาผู้ที่สู้รบ ก็ได้เเก่ พวกอัสซีเรีย บาบิโลน เปอร์เซีย อิยิปต์โบราณ กรีก โรมัน
ซึ่งเเต่ละชนชาติเหล่านั้น ต่างได้ปกครองเหนือดินเเดนอัลกุดส์ มากกว่า 70 ปี ด้วยซ้ำ เเต่ชนชาติเหล่านั้นทั้งหมด ไม่เคยอ้างเหมือนพวกยิวเลย ที่อ้างว่าพวกเขานั้นมี สิทธิตามประวัติศาสตร์ ที่จะครอบครองเยรูซาเล็ม และปาเลสไตน์ทั้งหมด ซึ่งปกครองเเค่ 70 ปี ในช่วง 70 ปีเเรกเริ่มของพวกยิว นบีดาวูดได้ยึดครอง เยรูซาเล็มอยู่ ตรงกับประมาณปีที่ 1,050 ก่อนคริสตกาล ท่านไม่ได้สร้างสถานที่ในการเคารพศักการะ ไม่เคยสร้างฮัยกัล ใดๆ ในเมืองเยรูซาเล็มเลย
จากคัมภีร์ ฉบับพันธสัญญาเก่า ได้กล่าวว่า : ดาวูด ได้กล่าวเเก่สุไลมานว่า “โอ้ลูกชายของฉันมันมาจากความตั้งใจของฉัน ในการสร้างบ้านสักหลังหนึ่ง ด้วยนามของพระเจ้าของฉัน”และพระเจ้าของทรงตรัสตอบมาว่า “เจ้าได้ทำการหลั่งเลือดมากมาย และก่อสงครามใว้มากดังนั้น ก็จงอย่าสร้างบ้านด้วยนามของฉัน ดังที่เจ้าได้หลั่งเลือดใว้บนเเผ่นดินนี้ .. แล้วเจ้าจะมีลูกชายนึงที่ชื่อว่า สุไลมาน ผู้ที่จะสร้างบ้านหลังหนึ่งด้วยนามของฉัน”
เเล้วนบีดาวุด อาลัยฮิสลาม เริ่มกล่าวสรรเสริญ​อยู่ในกระโจมหลังหนึ่งที่ทำจากขนสัตว์และท่านสร้างใว้ให้เเกที่ท่านสุไลมาน บินดาวูด เป็นสถานที่หนึ่งในการเคารพสักการะ ซึ่งเป็นสถานที่เล็กๆ ที่เเยกส่วนมาจากพระราชวัง
ประตูของมันเปิดตรงจากราชวัง เป็นสถานที่เฉพาะสำหรับท่านสุไลมาน บรรดาองครักษ์ และบรรดาภรรยาทั้งหลาย สถานที่ هيكل นี้ มีชื่อว่า “วิหารหลังเเรก” และฮัยกัล นี้ก็อยู่ได้ไม่นาน หลังจากนั้นเริ่มมีข้อพิพาทและการเเตกเเยก ด้วยเหตุนี้ พวกเขาจึงไม่ได้ปกตรองเยรูซาเล็มเเละปาเลสไตน์ นานมากนัก ซึ่งพวกอิยิปต์ได้รุกโจมตีพวกเขา มาจากด้านหนึ่ง เเละจากพวกอัซซีเรียอีกด้านหนึ่ง ทำให้พื้นที่ทั้งหมดกลายเป็นดินแดนสงครามเเละการสู้รบ เมืองถูกทำลาย เเละชาวเมืองต่างอพยพออกไป
เเล้วมีมหาอำนาจจากทิศตะวันออกนั้นคือ จักรวรรดบาบิโลน พวกเขาเข้ามายึดเมืองนี้ใว้ได้ ประมาณปี 587 ก่อนคริสกาล ซึ่งมี พระเจ้าเนบูคัดเนสซาร์ เป็นกษัตริย์แห่งจักรวรรดิบาบิโลน ได้เผาฮัยกัล วอดทั้งหมด รวมทั้งทำลายเมืองทั้งหมด และจับตัวคนที่สามารถต่อสู่ได้ หรือใช้แรงงานได้ นำพวกเขาทั้งหมดกลับสู่จักรวรรดิ เมืองเยรูซาเล็มถูกทำลายย่อยยับภายใต้การยึดครองของจักรวรดิบาบิโลน
หลังจากนั้น จักรวรรดิเปอร์เชีย ขึ้นเป็นมหาอำนาจ เเละพระเจ้าไซรัสมหาราช ก็ได้เข้ามายึดครองเยรูซาเล็ม ได้รับการเเต่งตั้งจากพวกยิวว่าเป็นผู้ที่เเก้เเค้นชาวบาบิโลนให้เเก่เขา เเละเขาก็ได้อนุญาตให้พวกยิวเหล่านั้น กลับสู่เยรูซาเล็มอีกครั้ง และสร้างฮัยกัลให้พวกเขา ซึ่งมีชื่อว่า “วิหารหลังที่สอง” เเทนที่ “วิหารหลังที่หนึ่ง” ที่ถูกเผาเป็นซาก ซึ่งเป็นก็วิหารหลังที่สองของที่นี่เช่นเดียวกัน
แต่เเล้ว สิ่งนี้ได้เกิดขึ้น หลังจากการมาของอเล็กซานเดอร์มหาราช ผู้เป็นชายหนุ่มผู้เป็นลูกศิทย์ของอริสโตเติล นักปรัชญากรีก และเขาใฝ่ฝันว่าจะเผยเเผ่อารยธรรมกรีกสู่ดินเเดินตะวันออก ด้วยเหตุนี้ เขามุ่งหน้าไปยังดินเเดนที่เขานั้นจะพิชิตมันได้ในที่สุด โดยใช้กลยุทย์จากความหวาดกลัว เหมือนกับสิ่งที่เขาเคยทำตอนมายังอิยิปต์ และสิ่งที่เขากระทำนั้น เมื่อเขามาถึงเยรูซาเล็ม พร้อมกับทหารของเขา เมื่อเขาได้มาพบกับเเรบไบของยิวที่กำลังรอเขาอยู่ ด้วยความหวาดกลัว เสียขวัญ เขาก็จึงเล่นกับอารมณ์ความรู้สึกของเขาในการสร้างความใกล้ชิด และเขาได้บังคับให้ ทารกชายทุกคนที่ เกิดใหม่ในปีนั้น จะต้องตั้งชื่อว่า อเล็กซานเดอร์ แต่ความสัมพัน​ธ์ที่ดีระหว่างยิวเเละกรีกนั้น ไม่ได้ยาวนานมาก หลังจากที่กษัตริย์อเล็กซานเดอร์ เข้ามามีอำนาจเเละดูหมิ่นพวกยิว ด้วยการทำลาย “วิหารหลังที่สอง” และเขาได้สร้างสถานที่หนึ่ง เพื่อให้ทุกคนได้เห็น พระเจ้าของกรีกทั้งหมด และได้บังคับให้พวกยิว เอาหมูมาฆ่า ในสถานที่ศักดิ์สิทธ์นั้น เขาได้มีข้อห้ามต่างๆ เเก่ยิวเเละบังคับให้ยิวต้องทำงานในวัน ซับบะฮฺ (วันเสาร์) และเขาได้สังหารทุกคนที่ขัดขืนต่อสิ่งนี้
เเละท้ายที่สุดพวกโรมันก็เข้ามาล้อมเมืองศักดิ์สิทธิ์ นี้ได้ ประมาณปีที่ 63 ก่อนคริสตกาล และพวกยิวก็ยังถูกคุกคามเหมือนเดิม โดยพวกโรมัน เหมือนกับที่ถูกกระทำโดยพวกกรีก และกษัตริย์ของโรมันก็ได้สร้างสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ ที่ใหญ่โต เเห่งหนึ่งเรียกว่า “วิหารหลังที่สาม”แต่มันไม่ใช่ของยิว เเม้ว่าพวกยิวจะได้รับอนุญาตให้เข้าไปในสถานที่นั้น และมันก็ยังได้รับการพิจารณาว่าเป็น วิหารของโรมันอยู่ดี
จากนั้น ความสัมพันธ์ของยิวเเละโรมันก็ยังดำเนินต่อไป แต่เเล้ว ก็มีคำสั่งจากจักรพรรดคนหนึ่งชื่อ แนโร ให้เผาเเละทำลายเยรูซาเล็ม เหมือนกับที่โรมันเคยถูกเผา
ซึ่งลงมือเผาโดยผู้บัญชาการคนหนึ่ง ที่ชื่อว่า จักรพรรดิติตุส ซึ่งเป็นผู้เริ่มจุดไฟเผาเมืองนี้ เเล้วเขาก็เเผ่ขยายความชั่วร้ายด้วยการเผาวิหารนั้น ในเมื่อมันไม่ใช่วิหารของพวกเขา เป็นแค่สถานที่ของพวกโรมันในการบูชาเจว็ดของพวกเขาเท่านั้น ทหารของเขาได้สั่งหารพวกยิวทั้งหมดในเมืองนี้ เหตุการณ์เกิดขึ้นในช่วงประมาณ 70 ปี หลังจาก (นบีอิซาถูกนำขึ้นไป)
จากนั้น กษัตริย์โรมันจึ่งตัดสินใจตั้งชื่อเยรูซาเล็มใหม่ว่า “Ilya Cappatolina” เเละถูกใช้ชื่อนี้ไปตลอดกระทั้งมุสลิม เข้ามาในดินเเดนนี้ในปี 636 คริสศักราช
ด้วยเหตุนี้ ท่านจะเห็นสนธิสัญญาของท่านอุมัร รอฏิยันลอฮุอันฮู จึงใช้ชื่อว่า “สนธิสัญญากับชาวเมืองอิลา” ซึ่งเป็นชื่อที่ตั้งขึ้นมาใหม่สำหรับเมืองนี้ หลังจากที่ัมันได้ถูกเปลี่ยนชื่อโดยพวกโรมัน
กระทั่งมุสลิมได้เข้ามาในเมืองนี้ ท่านอุมัร ก็ได้เดินดูตามเมืองนี้พร้อมกับนักบวชคนนึงชื่อว่า Sophonius เพื่อทำความรู้จักสถานที่ต่างๆ ทีนี่ ซึ่งปรากฏว่าไม่มีสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของพวกยิวเลย แม้แต่โบสถ์ต่างๆ ของพวกยิวสักหลังก็ไม่มี ซึ่งมันได้สูญหายไปนานเเล้ว
และเป็นที่รู้กันดีอยู่เเล้วว่า บรรดาซอฮาบะฮฺ รอดิยันลอฮุอันฮุม หัวหน้าของท่านเหล่านั้น คือ ท่านอุมัร เคยสัญญากับพวกคริสเตียนว่า จะปล่อยให้โบสถ์ศักดิ์สิทธิ์ของพวกเขา อยู่เหมือนเดิมตามที่มันมีมา และจะไม่ทำลาย แต่ก็จะไม่ช่วยพวกเขาสร้างเช่นกัน
และเช่นกัน หากว่ามีสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของพวกยิวอยู่ในยุคสมัยที่อัลกุดส์ ได้รับการพิชิตโดยมุสลิม สถานที่นั้นก็จะยังคงอยู่เหมือนเดิมเช่นกัน ไม่ถูกทำลาย
กระนั้นก็ตาม ที่นั่นไม่มีสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของยิวเลย เเม้ว่าพวกเขาจะอ้างสิทธิ์เมืองศักดิสิทธิ์นี้ ตามประวัติศาสตร์ ด้วยการกล่าวว่า พวกเขาสมควรได้รับมันมากที่สุด อ้างว่ามันจะต้องเป็นของพวกเขาเท่านั้น เเละต้องต่อสู้เพื่อมันเพราะเป็นเมืองที่ถูกสัญญาโดยพระเจ้า
แต่มันคือการโกหกทั้งสิ้น เเละเป็นเรื่องที่กุเรื่องกันขึ้นมา เช่นเดียวกัน มันเป็นแค่ความเชื่อของพวกไซออนิส เป็นอะกีดะฮฺของพวกไซนิสต์ ที่อ้างว่า ดั้งเดิมแล้วมาจากคำภีร์เตารอต หรือตัลมูด ที่เชื่อว่า พวกยิวคือคนที่ถูกเลือกจากอัลลอฮฺ และส่วนที่เหลือเป็นเเค่พวกนอกรีต ผู้ที่ถูกสร้างมาเพื่อเป็นรับใช้บนีอิสรอีล นี่คือความเชื่อของพวกยิว ที่เชื่อว่า อัลลอฮฺ ได้สร้างเราๆ ท่านๆ มาเป็นมนุษย์ทั่วไปไม่ได้ช่วยเหลือ เเต่จะช่วยเหลือเฉพาะพวกยิว ดังนั้น เราๆ ท่านๆ ก็จะต้องเป็นทาสพวกเขา สิ่งเหล่านี้ทั้งหมด ปรากฏในคัมภีร์ ตัลมูด ซึ่งได้รวบรวมศาสตร์เเละประเพณีต่างๆ ของยิวใว้
[ส่วนหนึ่งจากคุตบะฮฺ ​โดยเชคมุฮัมมัดซาอิด รอสลัน ประเทศอิยิปต์]
 แปลโดย นัสรน