การทำความสะอาด(ต่อฮาเราะฮฺ) และการละหมาด สำหรับผู้ป่วย

388

บิ้สมิ้ลลาฮิ้รรอฮฺมานิ้รร่อฮีม

การสรรเสริญเป็นสิทธิของอัลลอฮฺ เราขอแสดงการสรรเสริญแด่พระองค์ และขอความช่วยเหลือ และสำนึกผิดขอประทานการอภัยจากพระองค์ เราขอความคุ้มครองจากพระองค์อัลลอฮฺให้พ้นจากความชั่วร้ายแห่งตัวเราและความเลวทรามของพฤติกรรมของเรา ผู้ใดที่อัลลอฮฺทรงทำให้เขาตั้งมั่นบนหนทางแล้ว ก็ไม่มีใครอื่นที่จะมาเป็นผู้ทำให้เขาหลุดหลงไปได้ และผู้ใดที่อัลลอฮฺทรงทำให้เขาหลุดหลงจากเส้นทาง ก็ไม่มีใครอื่นอีกแล้วที่จะมาเป็นผู้ชี้นำเส้นทางแก่เขาได้อีก

กระผมขอกล่าวยืนยันว่า ไม่มีผู้ที่ถือสิทธิอันถูกต้องต่อการได้รับการเคารพสักการะคนใดอื่น นอกจากอัลลอฮฺองค์เดียวเท่านั้น และกระผมยังของประกาศยืนยันอีกว่า มุฮัมหมัดนั้น คือ ทาสของพระองค์ และคือผู้ทำหน้าที่เผยแผ่สานส์ของพระองค์ ขออัลลอฮฺโปรดทรงประทานพรและความสันติสุข อย่างมากมายให้แก่เขา และตลอดจนแก่วงศ์วานและมิตรสหายของเขา และแก่บรรดาบุคคลผู้ที่ดำเนินตามเส้นทางของพวกเขาอย่างดีงาม ด้วยเถิด

สารฉบับนี้คือบทคัดย่อในประเด็นที่ผู้ป่วยต้องปฏิบัติ เกี่ยวกับการทำความสะอาด(ต่อฮาเราะฮฺ) และการละหมาด ทั้งนี้สำหรับผู้ป่วยนั้น มีรายละเอียดเฉพาะในการปฏิบัติศาสนกิจดังกล่าว เนื่องจากเขาอยู่ในสภาพที่ควรได้รับการเอาใจใส่เป็นพิเศษตามมุมมองของบทบัญญัติอิสลาม

อัลลอฮฺได้ทรงส่งท่านนบี มุฮัมหมัด ศ็อลลัลลอฮุอลัยฮิวะซัลลัม มาด้วยศาสนาอันบริสุทธิและสะดวกสบาย อันเป็นศาสนาที่วางอยู่บนพื้นฐานแห่งความง่ายดาย อัลลอฮฺ ตรัสว่า ((และพระองค์ไม่ได้ทรงทำให้มีความยากลำบากใดๆขึ้นเลยแก่พวกเจ้าในเรื่องศาสนา)) และทรงตรัสว่า ((อัลลอฮฺทรงประสงค์ให้เกิดความสะดวกง่ายดายแก่พวกเจ้า และไม่ทรงประสงค์ให้ความยากลำบากมีขึ้นแก่พวกเจ้า)) และยังทรงตรัสอีกว่า ((ดังนั้นพวกท่านจงเกรงกลัวอัลลอฮฺให้สุดตามความสามารถของพวกท่านและจงเชื่อฟังและปฏิบัติตามเถิด)) ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอลัยฮิวะซัลลัม กล่าวว่า “และเมื่อฉันได้ออกคำสั่งอะไรแก่พวกท่าน พวกท่านก็จงทำตามคำสั้งนั้นให้สุดตามที่พวกท่านสามารถเถิด”
และจากมาตรฐานนี้เอง อัลลอฮฺ ตะอาลา จึงทรงกำหนดข้อผ่อนผันในการทำอิบาดะฮฺให้แก่บุคคลที่มีอุปสรรคตามแต่อุปสรรคที่พวกเขาประสบ เพื่อที่เขาจะได้สามารถประกอบอิบาดะฮฺได้โดยไม่เกิดความยุ่งยากเละข้อติดขัดประการใดขึ้น
วั้ลฮัมดุลิ้ลลาฮิร็อบบิ้ลอาละมีน.

การทำความสะอาด(ต่อฮาเราะฮฺ)

๑.(โดยสภาพปกติแล้ว) กำหนดให้ผู้ป่วยใช้น้ำในการอาบน้ำละหมาดและอาบน้ำยกฮะดัส

๒.หากไม่สามารถใช้น้ำในการทำความสะอาดได้ เนื่องจากหมดความสามารถหรือเนื่องจากกลัวอาการป่วยจะทวีความรุนแรงมากขึ้นหรือกลัวว่าจะหายช้าลง ก็ให้เขาเปลี่ยนมาทำ “การตะยัมมุม” แทน

๓.วิธีการตะยัมมุมคือ ใช้มือทั้งสองตบลงบนพื้นดินที่สะอาดหนึ่งครั้งแล้วลูบหน้า จากนั้นจึงถูมือทั้งสองข้างด้วยกัน แต่หากผู้ป่วยไม่สามารถทำตะยัมมุมได้ด้วยตนเอง ก็ให้ผู้อื่นช่วยทำตะยัมมุมให้กับผู้ป่วยแทน โดยให้ผู้ทำแทนตบมือทั้งสองของเขากับพื้นดินที่สะอาด แล้วใช้มือของเขาลูบหน้าและตามด้วยมือทั้งสองของผู้ป่วย เช่นเดียวกันกับกรณีที่ผู้ป่วยไม่สามารถอาบน้ำละหมาดเองได้ ก็ให้บุคคลอื่นช่วยอาบน้ำละหมาดให้ผู้ป่วยแทน

๔.อนุญาตให้ทำตะยัมมุมกับฝาผนังหรือพื้นที่อื่นๆที่มีฝุ่นเกาะอยู่ แต่หากผนังเป็นผนังที่มีการฉาบปิดหรือทาทับด้วยวัสดุอื่นที่ไม่อยู่ในจำพวกฝุ่นดิน เช่น สี ก็ไม่อนุญาตให้ทำตะยัมมุมบนพื้นผิวดังกล่าวยกเว้นในกรณีที่มีฝุ่นผงเกาะติดอยู่ด้วยเท่านั้น

๕.ถ้าในกรณีที่ไม่มีผนังหรือพื้นที่อื่นที่มีฝุ่นผงอยู่เลย ก็ไม่เป็นอะไรหากจะทำการพกฝุ่นผงเก็บไว้ในผ้าหรือภาชนะแล้วจึงทำตะยัมมุมจากฝุ่นผงนั้น

๖.เมื่อได้มีการทำตะยัมมุมเพื่อทำละหมาดในเวลาหนึ่งแล้ว แต่ปรากฏว่าเขายังสามารถรักษาสภาพสะอาดดังกล่าวไว้ได้จนถึงละหมาดเวลาถัดมา ก็ให้เขาทำการละหมาดโดยยึดจาก การตะยัมมุมครั้งก่อนได้เลย และไม่ต้องกลับมาทำตะยัมมุมใหม่แต่ประการใด เนื่องจากเขายังอยู่ในสภาพสะอาดอยู่และยังไม่มีสิ่งที่ทำให้เขาสิ้นจากสถาพดังกล่าวเกิดขึ้น

๗.กำหนดให้ผู้ป่วยต้องทำการชำระล้างร่างกายจากสิ่งสกปรก(นะญาซะฮฺ) แต่หากเขาไม่มีความสามารถ ก็ให้เขาทำการละหมาดไปตามสภาพ โดยถือว่าละหมาดที่เขาทำไป(ทั้งๆที่ตัวไม่สะอาดนั้น)ใช้ได้ และไม่ต้องกลับมาทำชดใช้ใหม่แต่ประการใด

๘.กำหนดให้ผู้ป่วยต้องทำการทำความสะอาดเสื้อผ้าของตนจากสิ่งสกปรก(นะญาซะฮฺ) หรือถอดแล้วเปลี่ยนใส่ชุดที่สะอาด แต่หากเขาไม่มีความสามารถ ก็ให้เขาทำการละหมาดไปตามสภาพ โดยถือว่าละหมาดที่เขาทำไป(ทั้งๆที่อยู่ในชุดที่ไม่สะอาดนั้น)ใช้ได้ และไม่ต้องกลับมาทำชดใช้ใหม่แต่ประการใด

๙.กำหนดให้ผู้ป่วยทำการละหมาดบนสถานที่ที่สะอาด ถ้าหากบนที่นอนของเขามีสิ่งสกปรก(นะญาซะฮฺ)อยู่ก็ให้ทำการซักล้าง หรือเปลี่ยนที่นอน หรือปูทับด้วยสิ่งสะอาด แต่หากเขาไม่มีความสามารถ ก็ให้เขาทำการละหมาดไปตามสภาพ โดยถือว่าละหมาดที่เขาทำไป(ทั้งๆที่ทำไปบนสถานที่ที่ไม่สะอาดนั้น)ใช้ได้ และไม่ต้องกลับมาทำชดใช้ใหม่แต่ประการใด

การละหมาด

๑.กำหนดให้ผู้ป่วยทำการละหมาดในท่ายืนถึงแม้จะอยู่ในสภาพโค้งเอียงหรือพิงอยู่กับผนัง , เสาหรือใช้ไม้เท่าผยุงก็ตาม

๒.ถ้าหากผู้ป่วยไม่สามารถยืนละหมาดได้ก็ให้เขาทำการนั้งละหมาด ซึ่งท่าที่ดีที่สุดคือ ท่านั้งขัดสมาธิ สำหรับในกรณีที่ใช้แทนกริยาที่เป็นท่ายืนและในช่วงการโค้งคำนับ(รุกั้วะ) และใช้ท่านั่งบนน่อง(อิ้ฟติร้อช)สำหรับช่วงที่ต้องทำการก้มสุญูด

๓.ถ้าหากผู้ป่วยหมดความสามารถที่จะทำการละหมาดในท่านั่งได้ ก็ให้เปลี่ยนมาทำละหมาดในท่านอนตะแคงโดยให้ผินหน้าไปทางทิศกิ้บละฮฺ ซึ่งการตะแคงขวานั้นดีกว่าตะแคงซ้าย แต่ถ้าหากผู้ป่วยไม่สามารถนอนตะแคงหันไปทางทิศกิ้บละฮฺได้ ก็ให้เขาทำการละหมาดไปตามสภาพโดยหันไปตามทิศทางที่สะดวกจะกระทำได้และไม่ต้องกลับมาทำการละหมาดชดใช้ใหม่แต่ประการใด

๔.ถ้าหากผู้ป่วยไม่สามารถทำการละหมาดในท่านอนตะแคงได้ ก็ให้ทำการละหมาดในท่านอนหงายแทน โดยให้หันเท้าทั้งสองไปทางทิศกิ้บละฮฺและสมควรที่เขาจะยกศีรษะขึ้นเล็กน้อยเพื่อเป็นการผินหน้าสู่ทิศกิ้บละฮฺด้วย แต่หากเขาไม่สามารถนอนละหมาดโดยหันเท้าไปทางทิศกิ้บละฮฺได้ ก็ให้ทำการละหมาดไปตามสภาพโดยหันไปตามทิศทางที่สะดวกจะกระทำได้และไม่ต้องกลับมาทำละหมาดชดใช้ใหม่แต่ประการใด

๕.กำหนดให้บุคคลที่มีอาการป่วยทำการก้มรุกั้วะและก้มสุญูด แต่หากเขาไม่สามารถก้มได้ก็ให้ทำการผงกศีรษะของเขาลงแทน โดยให้การผงกศีรษะลงที่เป็นสัญลักษณ์แทนการสุญูดนั้นอยู่ในระดับที่ลดลงต่ำกว่าการผงกที่เป็นสัญลักษณ์แทนการรุกั้วะ แต่ถ้าอยู่ในกรณีที่เขาสามารก้มในท่ารุกั้วะได้อย่างเดียว ก็ให้ทำการก้มรุกั้วะตามท่าทางปกติและใช้การผงกศีรษะลงแทนการสุญูด เช่นเดียวกันถ้าหากเขาสามารถก้มลงสุญูดได้แต่ไม่สามารถก้มรุกั้วะได้ ก็ให้ทำการก้มสุญูดตามท่าปกติและใช้การก้มผงกศีรษะแทนการก้มรุกั้วะ

๖.ในกรณีที่ผู้ป่วยอยู่ในสภาพที่ไม่สามารถผงกศีรษะลงแทนการก้มรุกั้วะและสุญูดได้ ก็ให้ใช้การหรี่ตาเป็นสัญลักษณ์แทน โดยให้การหรี่ตาเพื่อแทนการสุญูดนั้นมิดกว่าการหรี่เพื่อเป็นการแทนการรุกั้วะ ส่วนการใช้นิ้วมือเป็นสัญลักษณ์แทน ดังที่มีผู้ป่วยบางท่านทำนั้น ไม่ใช่การกระทำที่ถูกต้อง และกระผมเองก็ไม่ทราบว่าการกระทำดังกล่าวนั้นได้มีที่มาจาก อั้ลกุรอ่าน จากอัซซุนนะฮฺหรือจากคำพูดของบรรดานักวิชาการ แต่ประการใด

๗.ถ้าหากผู้ป่วยไม่สามารถใช้การผงกหัวลงหรือแม้แต่การหรี่ตาเพื่อเป็นสัญลักษณ์แทนในการละหมาดของเขาได้ ก็ให้ทำการละหมาดด้วยหัวใจโดยให้นึกคิดในใจเอาว่า ตอนนี้กำลังอยู่ในท่า รุกั้วะ สุญูด ยืนหรือนั้ง -และบุคคลทุกคนก็จะได้รับผลลัพท์ตามที่เขาได้เจตนาไว้-

๘.กำหนดให้ผู้ป่วยกระทำการละหมาดให้ตรงตามเวลาของมัน ให้ได้เต็มตามความสามาร ซึ่งให้กระทำโดยเป็นไปตามลักษณะที่ได้อธิบายไปแล้วข้างต้น และไม่อนุญาตให้กระทำละหมาดล่าช้ากว่าเวลาที่ถูกกำหนดไว้

๙.ในกรณีที่การทำการละหมาดในแต่ละเวลาอย่างตรงตามเวลาที่ถูกกำหนดไว้นั้น เป็นเรื่องที่สร้างความยากลำบากขึ้นแก่ผู้ป่วย ก็อนุมัติให้เขาทำการรวมเวลาละหมาด ดุฮฺริเข้ากับอัสริ และมักริบเข้ากับอิชาอฺได้ โดยจะทำให้เป็นการรวมในเวลาต้นหรือเวลาหลังก็ได้ ขึ้นอยู่กับความสะดวกของตัวผู้ป่วยเอง กล่าวคือจะเลือกรวมละหมาดอัสริเข้ามาในเวลาของละหมาดดุฮฺริหรือชลอละหมาดดุฮริเข้าไปไว้ในเวลาของละหมาดอัสริก็เป็นเรื่องที่ทำได้ หรือจะเร่งละหมาดอิชาอฺมาไว้ในเวลาละหมาดมักริบหรือชลอละหมาดมักริบให้เข้าไปในเวลาของละหมาดอิชาอฺก็สุดแล้วแต่ความสะดวกของตัวผู้ป่วยเอง ส่วนละหมาดซุบฮินั้นไม่อนุญาตให้กระทำรวมกับละหมาดเวลาอื่นไม่ว่าจะเป็นเวลาละหมาดที่อยู่ก่อนเวลาซุบฮิหรือเวลาละหมาดที่อยู่หลังเวลาซุบฮิก็ตาม ทั้งนี้เนื่องจากการละหมาดซุบฮินั้น ถูกกำหนดให้มีขึ้นในเวลาของตัวมันเองอย่างเป็นเอกเทศ โดยไม่ที่ความเกี่ยวข้องใดๆกับการละหมาดของเวลาที่มาก่อนหรือมาหลังละหมาดซุบฮฺแต่ประการใด อัลลอฮฺ ตะอาลาตรัสว่า ((และเจ้าจงดำรงการละหมาดตั้งแต่ยามตะวันคล้อยจนเวลาพลบค่ำ และจงดำรงการอ่านแห่งยามรุ่งอรุณเอาไว้ แท้จริงการอ่านแห่งยามรุ่งอรุณนั้นคือสิ่งที่ได้รับการยืนยัน))

เขียนโดย ผู้ที่ตกอยู่ในภาวะต้องการพึ่งพา อัลลอฮฺ ตะอาลา เป็นอย่างยิ่ง -มุฮัมหมัด ศอและฮฺ อั้ลอุซัยมีน ๑๔/๑/๑๔๐๐(ฮ.ศ.)-
(ร่อซาอิลุ้ลฟิกฮียะฮฺ ๕-๙)

แปลโดย อ.อาบีดีณ โยธาสมุทร