การตัฟวีฎในเรื่องคุณลักษณะของอัลลอฮฺ คือแนวทางของชาวสลัฟ?

329

การปัดความรับผิดชอบในการรับรู้ความหมายของตัวบทที่พูดถึงคุณลักษณะต่างๆให้เป็นหน้าที่ของอัลลอฮฺตะอาลา คือ วิถีของชาวซะลัฟจริงหรือ?

บิ้สมิ้ลลาฮิ้รร่อฮฺมานิ้รร่อฮีม

อั้ลฮัมดุลิลลาฮฺ วั้ศศ่อลาตุวั้ซซะลามุอะลาร่อซูลิลลาฮฺ วะอะลา อาลิฮี วะส่อฮฺบิฮีวะมันวาวาฮฺ  วะบะอฺดฺ

ท่านเชคมุฮัมหมัด  ค่อลิ้ล ฮั้รร้อซ ร่อฮิมะฮุ้ลลอฮฺ ได้กล่าวไว้ใน หนังสือ ชั้รฮุ้ลอะกีดะดิ้ลวาซิตียะฮฺ หน้าที่ ๑๗ ความว่า

”  … การบิดเบือนคำพูด(ตะฮฺรีฟุ้ลกะลาม) หมายถึง การทำให้คำพูดนั้นๆ เอนเอียงออกจากความหมายซึ่งเป็นที่เข้าใจโดยทันทีเมื่อมีการได้ยินได้ฟังไปสู่ความหมายอื่นซึ่งเป็นความหมายที่ตัวถ้อยคำไม่ได้ให้การบ่งชี้ใดๆ เอาไว้นอกจากจะเป็นไปด้วยการตีความหมายที่อ่อนน้ำหนักเท่านั้น  ซึ่งในกรณีดังกล่าวนี้ต้องอาศัยหลักฐานแวดล้อมที่ให้การชี้แจงว่าความหมายที่ได้มีการตีความไว้นี้คือ จุดมุ่งหมายที่ถ้อยคำดังกล่าวต้องการสื่อออกมา

ส่วนการตะอฺตี้ล (การยกเลิกหน้าที่ของคำ)มาจากคำว่า อั้ลอั้ตลฺ ซึ่งหมายถึง ความว่างเปล่า ,ช่องว่าง และการละเอาไว้  ซึ่งส่วนหนึ่งจากถ้อยคำนี้ก็ได้แก่พระดำรัสของพระองค์ ตะอาลา ที่ว่า

وبئر معطلة

และบ่อน้ำที่ถูกปล่อยให้ทิ้งร้าง

หมายถึง เจ้าของละเลยและไม่ได้ใส่ใจกับมันและละทิ้งโดยไม่เข้าไปตักน้ำจากบ่อน้ำนั้นแล้ว

ซึ่งจุดมุ่งหมายที่ต้องการจะสื่อสารไว้ ณ ที่นี้ ได้แก่ การปฏิเสธพระลักษณะต่างๆแห่งพระผู้ทรงถือสิทธิโดยชอบในการได้รับการสักการะและภักดี ตลอดจนคัดค้านและไม่ให้การยอมรับว่าพระลักษณะดังกล่าวประจำอยู่ที่ตัวตนของพระองค์จริง

ดังนั้นข้อแตกต่างระหว่าง อั้ตตะฮฺรี้ฟ กับ อั้ตตะอฺตี้ล ก็คือ

การตะอฺตี้ล หมายถึงการปฏิเสธความหมายที่แท้จริงที่คัมภีร์และอั้ซซุนนะฮฺ ได้บ่งชี้ออกมา ส่วน การตะฮฺรี้ฟนั้น หมายถึง การอธิบายตัวบท โดยการให้ความหมายที่ ผิดเพี้ยนซึ่งเป็นความหมายที่ตัวบทไม่ได้ให้การบ่งชี้ใดๆไว้ นั่นเอง  ส่วนความสัมพันธ์ระหว่างสองวิธีการที่กล่าวถึงอยู่นี้ถือเป็นความสัมพันธ์ในเชิงกว้างและในเชิงจำเพาะโดยภาพรวมเท่านั้น

กล่าวคือโดยภาพรวมแล้ว การ ตะอฺตี้ล จะกว้างกว่าการ ตะฮฺรี้ฟ  ซึ่งหมายความว่าทุกครั้งที่มีการ ตะฮฺรี้ฟ ก็จะต้องมีการ ตะอฺตี้ล อยู่ด้วยเสมอแต่จะไม่เป็นเช่นนั้นในกรณีที่ตรงข้ามกันนั่นเองจากข้อมูลนี้วิธีการทั้งสองวิธีที่กล่าวไว้จึงปรากฏอยู่พร้อมๆกันในบุคคลที่กระทำการยืนยันในความหมายที่เป็นเท็จและกระทำการปฏิเสธความหมายที่แท้จริง ในขณะที่การ ตะอฺตี้ล จะปรากฏอยู่โดยปราศจากการ ตะฮฺรี้ฟ ในตัวบุคคลที่ ปฏิเสธพระลักษณะต่างๆ ที่ได้มีการระบุไว้ในคัมภีร์และอั้ซซุนนะฮฺและกล่าวอ้างว่าความหมายที่ประจักษ์จากการสื่อออกมาของพระลักษณะเหล่านี้นั้นไม่ใช่จุดมุ่งหมายของการสื่อสารแต่ประการใด

แต่ในขณะเดียวกันเขาเองก็ไม่ได้กระทำการยัดเยียดความหมายอื่นๆให้เข้ามาแทนที่ซึ่งวิธีการนี้พวกเขาเรียกมันว่า อั้ตตัฟวี้ด (การส่งมอบความรับผิดชอบในเรื่องๆนี้ กลับคืนสู่อัลลอฮฺ ตะอาลา)

ซึ่งส่วนหนึ่งจากความผิดเพี้ยนที่เกิดขึ้นได้แก่คำพูดที่ว่า วิธีการที่ได้นำเสนอไปนั้น ถือเป็นวิถีของชาวซะลัฟดังที่คนรุ่นหลังของกลุ่มอะชาอิเราะฮฺและคนกลุ่มอื่นๆ พยายามอ้างอิงกันถึงพวกท่านเหล่านั้น เพราะอันที่จริงแล้ว บรรดาซะลัฟนั้น พวกท่านไม่ได้ทำการโยนความรับผิดชอบในประเด็นเรื่องการรับรู้ความหมายแต่ประการใด อีกทั้งพวกท่านก็ไม่ได้เป็นพวกที่อ่านข้อความที่พวกตนไม่เข้าใจความหมายของมันอีกด้วย  แต่ทว่า พวกท่านต่างเข้าใจกันดีในความหมายของตัวบทต่างๆทั้งที่มาจากคัมภีร์และจากอั้ซซุนนะฮฺ  และพวกท่านก็ยังได้ให้การยืนยันความหมายดังกล่าวนี้แก่อัลลอฮฺอั้ซซะวะญั้ล  เสร็จจากนั้นแล้วพวกท่านจึงได้ทำการส่งมอบความรับผิดชอบในประเด็นที่นอกเหนือไปจากนี้อันได้แก่

ประเด็นที่เกี่ยวข้องกับข้อเท็จจริงของพระลักษณะข้างต้น ตลอดจน รูปแบบและรายละเอียดของพระลักษณะนั้นๆว่าเป็นเช่นไร   ซึ่งก็เป็นไปดังคำพูดของท่าน มาลิก ครั้งที่ท่านถูกถามถึงรายละเอียดของการประทับของพระองค์ ตะอาลา บนบรรลังก์ว่าเป็นอย่างไร ที่ว่า

“การประทับนั้นเป็นเรื่องที่เป็นที่ทราบกันดี ส่วนรายละเอียดว่าเป็นอย่างไรนั้น เป็นเรื่องที่ไม่เป็นที่ทราบกัน” .

เชค มุฮัมหมัด ค่อลี้ลฮั้รร้อซ ร่อฮิมะฮุ้ลลอฮุตะอาลา เขียนใน ชั้รฮฺ อั้ลอะกีดะติ้ลวาซิตียะฮฺ หน้าที่๑๗

อาบีดีณ  โยธาสมุทร อะฟั้ลลอฮุอันฮุ วะฆ่อฟะร่อละฮู แปลและเรียบเรียง.